รักกันอย่างไร..ให้ "ใจสบาย"

ที่นี่..รายการเพื่อคุณภาพชีวิต

ความรักเป็นสิ่งที่มีอานุภาพ มีพลังมากทั้งด้านบวกและลบ เพราะรักจึงหวง เพราะรักจึงห่วง เพราะรักจึงผูกพัน ผูกมัด และขัดแย้ง เหล่านี้ล้วนเป็นเพราะ "รัก" เพราะหมดรัก จึงโกรธ เกลียด เครียดแค้นพยาบาท และกลายเป็น "อาชญากร" ที่เห็นเป็นข่าวกันเกือบทุกวัน

ความรักที่ก่อโทษมีให้เห็นและที่ก่อคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ก็มีอยู่ไม่น้อย จะเห็นได้ว่า โลกนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังความรัก แม้ว่าบางคราวก็อาจถูกเผาผลาญด้วยความร้าย เพราะ "ขาดรัก"

ความรักของคนหนุ่มสาวอาจมีภาพแตกต่างสิ้นเชิงกับความรักของผู้ใหญ่ ความรักของหนุ่มสาว อาจวาบหวิว เคลิบเคลิ้ม ทำให้เกิดความหลงได้ง่ายหากขาดสติ แต่ความรักของผู้ใหญ่ ที่มีสติ เป็นความรักที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ และเป็นความรักที่มี "ความเมตตา"

คำว่า "รัก" เป็นคำที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่ ที่สรรพสัตว์ และมนุษย์ต่างใฝ่หาและต้องการเป็นเจ้าของ ต้องการครอบครอง แล้วยึดไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่กำลังค้นหานั้นคืออะไร กันแน่ ได้ยินเพียงชื่อหรือคำว่ารัก ก็อยากลอง อยากรู้ เหมือนเด็กต้องการตุ๊กตาหรือของเล่น

ความคิดเช่นนี้ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดถวิลหา บางคนถึงกับยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คิดว่านั่นคือ ความรักที่ต้องการ ประสบการณ์ชีวิตบอกเราได้ตลอดเวลาว่าเพื่อรัก ไม่ว่ารักนั้นจะเป็นสุขหรือทุกข์ มนุษย์มักเอาชีวิตเข้าแลกเสมอ บางก็ได้รักมาสมปรารถนา แต่บางคราก็สูญเปล่าและสิ้นหวัง เหลือเพียงรอยร้าวและบาดแผลหัวใจที่ให้ทุกข์ระทม

การแย่งชิงพื้นที่ความรัก จึงรุนแรงยิ่งกว่าการต่อสู้ใดๆ ที่มนุษย์เคยต่อสู้กัน ในสงครามอดีตหรือปัจจุบัน การแบ่งแยกดินแดน หรือสงครามแย่งชิงประชาชน ไหนเล่าจะโหดร้ายรุนแรงเท่ากับ สงครามแย่งชิงความรัก...สิ่งที่ปราศจากตัวตน แต่กลับมีอานุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู

สมรภูมิรบทั่วไปมองเห็นข้าศึกอยู่ตรงข้ามตัวเรา แต่สงครามความรัก เป็นสงครามในใจ อารมณ์ และความรู้สึก ที่ฝังตัวอยู่ในหัวใจของเราเอง เมื่อยินยอมเดินเข้าสู่สมรภูมิรักก็เหมือนกับทหารในสมรภูมิรบที่ต้องต่อสู้กับอารมณ์และความคิดของตนเองให้ได้ ก่อนอื่นใดจึงจำเป็นต้องอาชนะความกราดเกรี้ยวของอารมณ์ภายในใจของตัวเองให้ได้ก่อน มิฉะนั้นจะต้องพ่ายแพ้ทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะเอาชนะใครต่อใครมาได้มากมาย แต่ถ้าหากพ่ายแพ้ตนเอง ก็เท่ากับว่าพ่ายแพ้ทุกสิ่งทุกอย่าง

จึงเป็นเรื่องน่าคิด ว่าการได้ความรักมานั้น ดูเหมือนจะมีความสุข แต่กลับระคนปนทุกข์และความเศร้าเข้ามาเสมอ ยังมีเรื่องการพลัดพรากจากกันไปในภายหลัง การพลัดพรากจากสิ่งที่ไม่รัก หรือคนที่เราไม่รักอาจรู้สึกธรรมดา แต่กับสิ่งของหรือคนที่เรารักและผูกพันมาก จะรู้สึกปวดร้าวใจ

มนุษย์เราถูกความรู้สึกของใจกล่อมให้หลงกับคำว่า "รัก" มานานนัก คิดว่าเมื่อมีรักแล้วก็จะมีความสุข เมื่อมีรักก็จะสมปรารถนา เมื่อมีรักไม่ว่าจะแอบรักเขา หรือรู้ว่ามีใครเขามาแอบรักเรา หรือรักกันตรงๆ ก็จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์พูนสุข และมีความสะดวกสบายขึ้นได้

และดูเหมือนว่าจะคิดกันไปเองว่า ความรักคือเครื่องมือหรืออุปกรณ์สำคัญที่สามารถ อุดรอยรั่วทางความรู้สึก ของคนและสัตว์ทุกประเภทได้ ด้วยการคิดว่า การได้รักใคร หรือหากได้เป็นที่รักของใครแล้ว ชีวิตคงจะมีความสุขมาก เพราะได้เป็นบุคคลพิเศษ เหมือนคนที่กำลังปวดศีรษะแล้วได้กินยาแก้ปวด เช่นเดียวกับคนที่กำลังไต่หน้าผาที่สูงชัน ถึงจะมองเห็นอะไรได้ไกล เพลิดเพลิน แต่หากพลาดตกลงมา เป็นจะได้รับบาดเจ็บ หรืออาจเสียชีวิต

ความรักเป็นอารมณ์เหนือความเป็นจริง เหมือนคนกินยาอี ยาบ้า ยาเหล่านี้จะทำให้เขาหลุดออกไปจากโลกแห่งความเป็นจริง แต่เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้ว ก็เหมือนกับรักที่หมดรส ปัญหาที่มนุษย์ต้องขบคิดกันคือ ยาแก้โรครักที่มักกลายเป็นโรคร้าย นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นเท่านั้น เป็นอารมณ์ที่คนใหม่อยากลอง คนเก่าอยากหลุดไปให้พ้นไกลๆ หรือที่คนโบราณพร่ำสอนลูกหลานไว้ว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

โดยธรรมชาติเราคิดว่า การที่มีคนมารักเราและเราได้รักตอบ หรือการที่เรารักเขา และเขารักเราตอบนั้นเป็นบุญของชีวิต เพราะจะทำให้มีความสุขทั้งสองฝ่าย ความคิดนี้ถูกต้อง แต่ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของมนุษย์พลิกผันมาก อารมณ์รักเป็นอารมณ์ที่ต้องต่อรองกันตลอดเวลา ต้องดูแลควบคุมเอาใจใส่อย่างพิถีพิถัน

ความหึงหวงทวงความเป็นเจ้าของ แอบซ่อนอยู่ในคนทุกคนที่ใฝ่คิดรัก ทุกครั้งที่เราคิดว่าเรารักเขา จึงหมายถึงการจับจองเป็นเจ้าของ การแสดงความเป็นเจ้าของเป็นเรื่องใหญ่ ของบางอย่างอาจมีคนมากกว่าหนึ่งต้องเป็นเจ้าของ จึงสมหวังบ้างผิดหวังบ้างกับสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของ มีไม่น้อยที่ไม่มีใครตอบรับรักกลับมาเลย นี่คือปัญหาใหญ่ของมนุษย์ที่ตั้งความหวังแต่ไม่สมหวัง

ทุกครั้งที่เราฝากความหวังไว้กับใคร มักคิดว่าเขาคนนี้คือ ผู้ที่จะทำให้เราสมหวัง การฝากความหวังไว้กับคนที่ไม่สมหวัง ก็จะผิดหวังยิ่งกว่าเดิม มีไม่น้อยที่ไม่รักแต่หนีไม่ได้ ยิ่งเป็นทุกข์หนัก ลืมคิดไปว่า ทุกครั้งที่เริ่มรักหรือเริ่มถูกรัก คือการเริ่มถูกรัด จึงไม่ต่างจากการถูกรัดจนหายใจไม่ออก

การผูกมัด แตกต่างจากการผูกพันอย่างสิ้นเชิง ทุกขณะที่ถูกรัก จึงถูกรัดที่คอทันที การถูกรักจึงเสมือนก้าวเท้าเข้าสู่กรงขัง เป็น กรงขังทางความคิด ที่พยายามแปรนามธรรมให้เป็นรูปธรรม

เมื่อรักหรือถูกรัก ความคิดก็จะถูกตีกรอบ ทันที ความรู้สึกทางอารมณ์จะถูกผูกมัดไว้ ณ ที่เดียว คนเดียว สิ่งเดียว กลายเป็น ความลุ่มหลง หึงหวง ทวงสิทธิ์ ริษยา อิจฉา ไม่ไว้ใจกัน สุดท้าย ความระแวง สงสัย ก็ตามมาเป็น ความหลง ที่วกวนหาเงื่อนงำไม่พบ

เมื่อมีความหลงเกิดขึ้น ก็เริ่ม ขาดสติ ขาดเหตุผล แล้วหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง เมื่อเห็นตนเองเป็นใหญ่ ความเห็นแก่ตัวก็เกิด สุดท้ายก็จะ มองต่างมุมกันตลอดเวลา เธอว่าเหนือ ฉันต้องว่าใต้ เธอบอกถูก ฉันก็ต้องแย้งว่าผิด แม้จะมีเหตุผลใดๆ ก็ตาม

จากที่เคยมองความเป็นจริง ก็มองตามที่ถูกกำหนด อารมณ์รักที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้กำหนดให้มนุษย์อยู่ในกรงขัง และเริ่มคิดแบบฝืนความรู้สึกเดิมๆของตนเองทุกครั้งไป และสุดท้ายทุกคนก็ต้องดิ้นรน แสวงหาทางออกจากกรงขังนั้นให้ได้ บางคนอาจพบกรงหลายชั้น ออกจากชั้นในก็มาเจอกับกรงชั้นนอก และชั้นต่อไปอีก เพราะกรงชีวิต ลิขิตด้วย โมหะ ตลอดเวลา

เพราะในทุกยุคคิดกันว่าความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีพลังมหาศาล เป็นที่สุดแห่งความปรารถนา เช่นนี้จึงทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิต เพื่อแลกกับ "รัก" ที่ต้องสังเวยรักด้วยชีวิตซึ่งมีให้ได้เห็นดาษดื่น

ความรักเป็นเรื่องแปลกประหลาด ยิ่งแสวงหา ก็ยิ่งห่างไกลออกไป ยิ่งเรียกร้องหาก็ยิ่งหมดหวัง ยิ่งทวง ยิ่งหาย ยิ่งเข้าครอบครอง ก็จะสลัดให้หลุดออกไป ความรักคล้ายเป็นสิ่งอาถรรพณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับหนึ่งของโลกที่ยังไม่เคยมีใครอธิบายความหมายที่แท้จริงได้ ความรักอาจแปลงกายได้ แสดงอานุภาพต่อโลกหลากหลายรูปแบบ จนกระทั่งไม่รู้ว่าจะจำกัดความว่าอย่างไร

ความรักจึงไม่ต่างอะไรกับภาพเขียน ซึ่งขึ้นอยู่กับจินตนาการของจิตรกรเอกจะใส่ภาพใดลงบนกระดาษ เหมือนกับ นวนิยายที่ขึ้นอยู่กับนักประพันธ์ บางครั้งความรักอาจคล้ายนกป่า ถ้าเราเฝ้าจะจับมันก็จะบินหนี แต่ถ้าเราให้อาหารตามธรรมชาติ กระทั่งคุ้นเคย นกป่าก็จะบินมาหาเราเอง

ความรักไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่เป็นอารมณ์ของใจ ไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยมือ แต่ต้องใช้ใจสัมผัส ความละเอียดอ่อนของรัก ต้องรอคอยจิตใจที่ละเอียดมารับสัมผัส ภาษากิริยาอาจเป็นสิ่งหยาบกระด้างเกินไปที่บรรยายหรือขยายความของคำว่า "รัก" มีคนที่พยายามจะดำเนินชีวิตรักตามที่กำหนดขึ้นมาด้วยภาษา ในที่สุดก็ล้มเหลว เกิดความขัดแย้งในตัวเอง ความไม่สมหวังจึงเกิดขึ้น

ถามว่า รักไม่สมหวังคืออะไร คำตอบคือ รักที่หวังผลในการครอบครอง รักที่หวังผลในการผูกมัดรักที่แสดงความเป็นเจ้าของ รักที่แสดงออกมาเป็นความใคร่เป็นราคะ มิใช่รักแบบเมตตา

ใจสบาย มีความหมายต่อชีวิตมาก เมื่อใดใจไม่สบาย ชีวิตก็ไร้ความหมาย เมื่อใดสุขสบายใจแล้วก็หาความสุขได้ไม่ยาก ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใจสบาย มิใช่มีทรัพย์มากกว่า มีเกียรติสูงกว่า เพราะส่วนใหญ่การมีทรัพย์มาก มีเกียรติมาก มักก่อความไม่สบายใจเสมอ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรให้สบายใจ จะอยู่อย่างไรให้ใจเป็นสุข

4 อุบายที่จะทำให้ใจสบาย แบบง่ายๆ อยากให้นำไปลองปฏิบัติกัน

1. การพูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียว ส่วนวิธีแก้ปัญหาต้องพูดแล้วพูดอีก คิดแล้วคิดอีก เพื่อจะบอกว่ามนุษย์เราส่วนมากที่ใจไม่สบาย ก็เพราะชอบพูดแต่ปัญหา พูดแล้วพูดอีก เจอหน้ากันก็พูดเรื่องเดิม เรื่องควรจะจบกลับไม่ยอมจบ ไฟที่กำลังจะมอดกลับถูกเติมเชื้อให้ลุกโชนขึ้นอีก ทำให้เกิดอารมณ์โกรธเกลียดเครียดแค้นไม่สิ้นสุด และสุดท้ายก็กลายเป็น โอษฐภัย ไปโดยไม่รู้ตัว อยากให้ใจสบาย..ให้พูดถึงปัญหาเพียงครั้งเดียว และแสวงหาวิธีแก้ปัญหาให้มาก

2. คิดบวกต่อคนอื่นให้มากเข้าไว้ การคิดบวกเป็นอุบายสำคัญในการดำรงชีวิต คนคิดบวกมักมีกำไรในชีวิต ส่วนคนคิดลบ ชีวิตมักขาดทุน การคิดบวกต้องฝึกฝน เพราะมนุษย์ส่วนมากมักจินตนาการไปในทางลบ เมื่อเราคิดลบต่อเขา เขาก็คิดลบต่อเรา คิดดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตลุกลามไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีใครที่จะเอาชนะคนโกรธด้วยการโกรธตอบ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงจะชนะคนโกรธ ด้วยการไม่โกรธตอบ สิ่งเหล่านี้อยู่ที่การฝึกฝน กระทั่งเกิดความคล่องตัวในวิธีคิด

3. ไม่ต้องกลัวว่าใครจะดีกว่าเรา เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของมนุษย์คือ เห็นใครได้ดีกว่าแล้วเป็นทุกข์ การพยายามฝึกคิดว่า ขอให้คนอื่นดีกว่าเรา ชื่นชมเขาเมื่อเขาดี เพียงแค่ชื่นชม เราก็เป็นสุข เขาก็สบายใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราอิจฉาเขาใจเราก็ไม่สบาย ใจเขาเองก็เกิดการต่อต้าน สุดท้ายก็ไม่สบายใจทั้งสองฝ่าย เมื่อเราได้ดีบ้าง ก็ถูกต่อต้านกลับ พระพุทธองค์จึงตรัสสอนเรื่อง มุทิตาจิต คือเมื่อเห็นเขาได้ดี ก็ขอให้พลอยยินดีกับเขาด้วย เราต้องฝึกหัดยกย่องชื่นชม โดยไม่ต้องกลัวว่า ใครจะได้ดีกว่าเรา..แล้วใจเราจะสบาย

4. พึ่งตนเองให้มาก ไม่คิดหวังพึ่งคนอื่นตลอดเวลา เรื่องนี้สำคัญมาก มนุษย์เราส่วนใหญ่ชอบพึ่งคนอื่น บางครั้งเราก็คิดว่า เขาน่าจะให้เราพึ่งพาอาศัยได้ แต่สุดท้ายก็เปล่าประโยชน์คือ เสียใจกลับมา เราน่าจะคิดใหม่ว่า ทำอย่างไร..เราจะพึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นด้วย การคิดพึ่งตนเองและให้คนอื่นมาพึ่งเราได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดทุกข์ ไม่ให้เกิดความผิดหวัง ให้เราคิดว่าแม้ในโลกนี้จะมีเพียงเราคนเดียว เราก็จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัย

ผู้ฝากความหวังไว้กับคนอื่น จะผิดหวังเสมอ บางคนเราคิดว่าเขาสมหวังแล้ว เขามีมากแล้ว เราควรจะไปขอพึ่งพาอาศัยเขา แล้วก็ฝากความหวังไว้กับเขา แต่เอาเข้าจริง ปรากฏว่าผิดหวังหนักกว่าเดิม การฝากความหวังไว้กับคนที่ยังไม่สมหวัง เราจะผิดหวังยิ่งกว่าเขาหลายเท่า คนที่เราคิดว่าเขารวย อาจจะจนกว่าเราก็ได้ คนที่เราคิดว่าเขาสมหวัง อาจจะผิดหวังยิ่งกว่าก็ได้ การฝึกใจให้รู้จักคิดพึ่งพาตน และกวักมือเรียกคนอื่นให้มาพึ่งเรา จึงถือว่าเป็นการสร้างฐานความคิดที่สำคัญ ในการป้องกันใจไม่ให้ตก หลุมพรางของทุกข์

หากเรารู้จักใช้พลังรักเป็นพลังสร้างสรรค์ มิใช่พลังทำลาย โลกจะพบสันติสุขได้ไม่ยากเพราะรักอยู่ที่ใจ เมื่อเข้าใจได้ รักก็จะไม่ร้ายไม่ต้องพบกับคำว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"