อลังการหอพระประวัติ ณ วัดเทวสังฆาราม

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเจริญพระชันษาครบ 100 ปี ในวันที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช2556คอลัมน์ศรัทธาสัญจรขอพาคุณผู้อ่านไปชมวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ริมแม่น้ำศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นวัดเก่าแก่โบราณอายุเกือบสองร้อยปี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) พระราชทานทรัพย์ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ และเสด็จฯมาทุกคราวที่ประพาสจังหวัดกาญจนบุรี ทั้งเป็นวัดในละแวกบ้านของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งพระชาติภูมิเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสถานที่ทรงศึกษาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และทรงผนวช บรรพชา อุปสมบท

วัดเทวสังฆาราม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนเจ้าขุนเณร ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2384ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 25เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2505 อาณาเขตทิศเหนือ จรดวัดถาวรวราราม ทิศใต้ จรดถนนปากแพรก ทิศตะวันออก จรดโรงเรียนเทพมงคลรังสีโดย มีถนนเจ้าขุนเณรผ่านกลาง ทิศตะวันตก จรดลำน้ำแควใหญ่ ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันติดปากว่า "วัดเหนือ"

ประวัติวัดเทวสังฆารามมีว่า...เมื่อ พ.ศ.2310 กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าโจมตีทำลายเผาผลาญบ้านเรือนปราสาทราชวัง กวาดต้อนผู้คนและขนทรัพย์สินกลับไปยังประเทศพม่า ครั้งนั้น สามเณรเสี่ยงซึ่งเป็นบุตรของคนไทยในเมืองกาญจนบุรีเก่า ได้ถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับโยมมารดา และอยู่ในพม่าจนได้อุปสมบทเป็นภิกษุในประเทศพม่านั้น ต่อมาท่านปรารถนาที่จะเข้าประเทศไทยเพื่อเยี่ยมมาตุภูมิบ้านเกิดเมืองนอน จึงชักชวนเพื่อนคนไทย5-6คน ปลอมตัวเป็นมอญเดินทางเข้ามา ก่อนออกเดินทางโยมมารดาได้บอกสถานที่ฝังทรัพย์ไว้ในบ้านเดิม เมื่อท่านสมภารเสี่ยงเดินทางมาถึง เห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปมากเนื่องจากทางราชการได้ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ที่ตำบลปากแพรก จึงพิจารณาว่าเมืองเก่าชำรุดโรยราไปตามกาลเวลา ส่วนเมืองใหม่เจริญขึ้นหากปรับปรุงวัดเก่าที่เมืองเก่าก็คงจะไม่เจริญรุ่งเรืองเท่ากับการสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองใหม่ จึงตัดสินใจสร้างวัดขึ้นใหม่ในเมืองกาญจนบุรีใหม่ คือวัดเทวสังฆาราม ในปัจจุบัน

วัดเทวสังฆารามนี้ ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์โดยลำดับ พ.ศ.2420 ปีฉลู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) เสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่ 2โดยทางชลมารค เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวัดเทวสังฆาราม ทรงเห็นว่าพระอุโบสถชำรุดมาก จึงได้มีพระราชดำรัสให้ พระยากาญจนบุรี จัดการปฏิสังขรณ์อุโบสถให้ดีขึ้น ปรากฏในพระราชนิพนธ์ เสด็จประพาสไทรโยค ดังนี้ " ...บ่าย 5โมงเกือบครึ่ง ลงเรือ 4 แจวไปเที่ยวขึ้นที่ท่าวัดเหนือ ขี่ม้าเจ้าพระยามโนมัยไปตามทางที่เรียกว่าตลาดหนทางกว้างสัก 10 ศอก ถึงรั้วทั้งสองข้าง แต่ไม่มีตลาดเหมือนเมืองอื่น ทั้งสองข้างทางบ้านกั้นด้วยไม้รวกสูงๆ ขายของอยู่ในเรือน มีเจ๊ก มีญวณบ่อยๆ สิ่งที่ขายนั้นเห็นมียาสูบแลเป็นอย่างมากกว่าสิ่งอื่น ของเครื่องถ้วยชาม หนังมีบ้างเล็กน้อย ของสดพริกนกเป็นพื้น มีศาลเจ้าก่อขึ้นใหม่แห่งหนึ่งกับร้านขายเครื่องยาของจีนทำใหม่ที่เดียวร้านหนึ่ง ไม่เห็นสนุกสิ่งไร ไปสัก 7-8 เส้นถึงเมืองเข้าประตูตรงกลางศาลากลางเห็นบ้านเจ้าเมืองและศาลา กลางตึกดินหลังกำแพงเมืองชำรุดมาก อ้อมออกไปประตูที่จะไปวัดใต้แต่ไม่เลี้ยวลงไปทางวัดใต้ ด้วยเคยไปคราวก่อนทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้พระยากาญจนบุรีบอกว่าชำรุดรื้อลงทำใหม่ จึงอ้อมกลับมาทางเก่าทางตั้งแต่ขึ้นไปจากตีนท่าจนถึงสุดทางกลับประมาณ 12-13 เส้นเท่านั้น เดินผ่านมาทางหน้าป้อมกลางเมือง เห็นเนินสูงกว่าพื้นดินราบมากแลดูลึกลงไป อนึ่งเมื่อขึ้นมานั้นพบพระกรุงเทพฯพวกนี้ตามมานั่งคอยอยู่ที่ศาลาและพูดด้วยหน่อยหนึ่ง ครั้นกลับมาคราวนี้แวะเข้าไปดูวัดๆนี้ สมภารเธอรักษาดีจริงๆ เตียนตลอดรอบบริเวณ มีต้นไม้เล็กน้อยเหมือนกับสวนฝรั่ง ขี่ม้าไปโดยรอบโบสถ์ เห็นโบสถ์ชำรุดมาก ได้สั่งให้พระยากาญจนบุรีเอาส่วยในเมืองกาญจนบุรีซ่อมแซม ที่หน้าโบสถ์นั้นมีเก๋งยาวมีแต่ประตูไม่มีหน้าต่างว่าเป็นยายโก๋ทำฯ ในเมืองกาญจนบุรีเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์ได้เสด็จมาทุกพระองค์..."

พ.ศ.2431 ปีชวด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสไทรโยค ครั้งที่ 3 โดยทางชลมารค เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดเทวสังฆารามอีก พระยากาญจนบุรีกราบบังคมทูลรายงานว่า ขณะนี้กำลังรื้ออุโบสถเพื่อสร้างใหม่ในที่เดิม ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์สมทบในการก่อสร้างเป็นเงิน 10 ชั่ง และได้พระราชทานกัปปปิยภัณฑ์ (สิ่งของเครื่องใช้ที่สมควรแก่พระภิกษุสามเณร บริโภคใช้สอยได้ ไม่ผิดพระวินัย) แก่ภิกษุผู้ทำการองค์ละ 2 บาท โบสถ์สร้างใหม่นี้ สำเร็จพ.ศ.2452 ปีระกา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสจังหวัดกาญจนบุรีเป็นครั้งสุดท้ายโดยชลมารค ทรงมีพระราชหัตถเลขาไว้ ดังนี้ "วันที่ 7 วันนี้ ได้ขึ้นไปดูเมืองขึ้นตรงประตูเหนือ แล้วเลี้ยวมาหน้าเมือง ดูป้อมกำแพงชำรุดมากกว่าราชบุรี จึงไปถึงวัดท้ายเมืองและวัด เรียกว่า ชุมพลชนะสงคราม แล้วกลับประตูข้างใต้ซึ่งแบ่งเป็นเขตฝ่ายทหาร ดูที่ว่าการและกองทหารและไปแวะที่หลักเมือง ซึ่งมีศิลาจารึก เมื่อสมเด็จพระยาองค์ใหญ่ขึ้นมาสร้างดูศาลและศาลากลางผ่านออกมาทางประตูเหนือไปตามตลาดเหนือเมือง จนถึงวัดเหนือเรียกว่า วัดเทวสังฆาราม วัดแรกเป็น พระครูเจ้าคณะเมือง วัดหลังเป็นพระครูเจ้าคณะรอง คล่องแคล่วทั้งสองคน สวดมนต์แข็ง สมทบกันสวดที่แพตรงเรือข้ามทุกคืนสวดเหมือนพระบางกอกในวันที่ไม่ขี้เกียจด้วย แต่วัดหลังนี้จะมีสัปปุรุษติดมากบริบูรณ์กว่าวัดแรก ราษฎรมาคอยเป็นอันมากจนถึงพวกบ้านหนองขาวก็พากันมาฯ"

วัดเทวสังฆารามได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 และวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2506 ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทอดพระกฐินต้น ในโอกาสเดียวกันนี้ยังได้พระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถว่า "พระพุทธสุทธิมงคล" ซึ่งได้ทรงพระสุหร่ายศิลาจารึกพระนามพระราชทานด้วย นอกจากนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จารึกพระปรมาภิไธย ภปร. เหนือผ้าทิพย์แห่งพระพุทธรูปปางประทานพรที่วัดสร้างขึ้นในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ ทรงบรรจุแผ่นทองคำ เงินนาก ใบเบ้าพิธีหล่อพระ ทรงปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้มาจากพุทธคยา ประเทศอินเดีย และมีพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระ ภปร. ขึ้นครั้งแรก เพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ไว้บูชาได้รายได้เพื่อบำรุงวัดฯ นับจากปี 2506 เป็นต้นมา ทางวัดได้จัดสร้างให้ประชาชนเช่าไปเพื่อบูชาสืบต่อเนื่องมา โดยมีรูปแบบองค์เหมือนเดิมที่จัดสร้างพระ ภปร. ครั้งแรก

สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี ประสูติเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2456เวลาประมาณ 04.00 เศษ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ณ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อทรงพระเยาว์มีพระนิสัยชอบเล่นเป็นพระ หรือเล่นเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เล่นสร้างถ้ำก่อเจดีย์ เล่นทอดผ้าทอดกฐินแม้ของเล่นก็ชอบทำของเล่นที่เกี่ยวกับพระ เช่น ทำคัมภีร์เทศน์เล็กๆ ตาลปัตรเล็กๆ จากใบไม้ เป็นต้น วัดเทวสังฆาราม ซึ่งเป็นวัดละแวกบ้าน นับว่ามีอิทธิพลมากในชีวิตเยาว์วัยของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณป้าเฮง ผู้เลี้ยงดูเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในเยาว์วัย มักจะพาไปวัดด้วยเสมอ และเมื่อพระชนมายุได้ 8 ขวบ ทรงได้เข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาลวัดเทวสังฆารามนั่นเอง ในปี 2469 หลังจากที่ทรงเรียนจบชั้นประถมปีที่ 5 แล้วพระชนนีและป้า ชักชวนเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ซึ่งขณะนั้นพระชนมายุย่าง 14 พรรษา ให้บวชเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม โดยมี พระครูอดุลยสมณกิจ (ดี พุทฺธโชติ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม ซึ่งเรียกกันว่า "หลวงพ่อวัดเหนือ" เป็นพระอุปัชฌาย์

การที่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงไปวัดบ่อยๆ ทำให้ทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจากจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติที่มีอยู่เต็มตามฝาผนังวัดอย่างมาก พรรษาแรกแห่งชีวิตพรหมจรรย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงได้เล่าเรียนตามโบราณประเพณีจากการกระทำกิจวัตร ก็คือการปฏิบัติรับใช้หลวงพ่อผู้เป็นพระอุปชัฌาย์ มีสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อสอนในระหว่างที่ทำอุปัชฌายวัตร คือการปฏิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ คือการเทศน์ แบบที่เรียกกันว่า ต่อหนังสือค่ำ อันเป็นวิธีการเรียนการสอนอย่างหนึ่งในสมัยโบราณ กล่าวคือ เมื่อเข้าไปทำอุปัชฌายวัตรในตอนค่ำ มีการบีบนวดเป็นต้น หลวงพ่อก็จะอ่านเทศน์ให้ฟังคืนละตอน แล้วท่องจำตามคำอ่านของท่าน ทำต่อเนื่องไปทุกคืนจนจำได้ทั้งกัณฑ์ กัณฑ์เทศน์กัณฑ์แรกที่หลวงพ่อต่อให้คือเรื่องอริยทรัพย์ 7 ประการ ครั้นออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อได้ชักชวนให้ไปเรียนภาษาบาลี คือเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดเสนหา ในจังหวัดนครปฐม พ.ศ.2476 ยังทรงจำพรรษาอยู่ ณ วัดเทวสังฆารามนั้น 1 พรรษา แล้วจึงกลับไปญัตติซ้ำที่วัดบวรนิเวศวิหารอีกครั้งหนึ่งในปีเดียวกัน และอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมต่อมาจนสอบได้เป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อ พ.ศ.2484

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเป็นผู้ใฝ่พระทัยในการศึกษามาโดยตลอด ในขณะที่ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่นั้น ก็ทรงพยายามหาโอกาสศึกษาภาษาต่างประเทศ คือภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีนไปด้วย แต่เมื่อทรงเจริญอายุพรรษาขึ้น ก็มีภาระหน้าที่ทางวัดและคณะสงฆ์ที่ต้องทรงรับผิดชอบมากขึ้นโดยลำดับ การศึกษาภาษาต่างๆ ก็จำต้องเลิกราไป คงเหลือแต่ภาษาอังกฤษที่ทรงศึกษาฝึกฝนด้วยพระองค์เองต่อเนื่องมาไม่ขาด จนทรงสามารถพูด อ่าน เขียนได้เป็นอย่างดี นอกจากการศึกษาพระปริยัติธรรมและการศึกษาภาษาต่างประเทศแล้ว ยังทรงเอาพระทัยใส่ในธรรมปฏิบัติ คือการเจริญสมาธิภาวนาหรือการปฏิบัติกรรมฐานด้วย โดยได้ทรงเริ่มปฏิบัติกรรมฐานมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญตามพระดำรัสแนะนำขอ งสมเด็จสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ "พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า แม้จะอยู่ในบ้านในเมือง ก็ให้ทำสัญญาคือ ทำความรู้สึกกำหนดหมายในใจว่าอยู่ในป่า อยู่ในที่ว่าง อยู่ในที่สงบ ก็สามารถทำจิตใจให้ว่างสงบได้" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ก็ทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักคำสอนดังกล่าวนี้ ทรงปฏิบัติพระองค์แบบพระกรรมฐานในเมือง และเมื่อทรงมีโอกาสก็เสด็จไปพำนักในสำนักอรัญวาสีตามหัวเมืองในภาคอีสานเป็นครั้งคราวเสมอ กระทั่งพระชนมายุและพระศาสนากิจอื่นๆไม่อำนวย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ จึงทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญทั้งในทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ทั้งทรงมีพระโลกทัศน์ที่กว้างไกลสมสมัย

ทางด้านการปกครองคณะสงฆ์ เมื่อ พ.ศ.2490 พระชนมายุได้ 34 พรรษา ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระโศภณคณาภรณ์ ซึ่งเป็นราชทินนามที่ตั้งขึ้นใหม่สำหรับพระราชทานแก่เจ้าพระคุณสมเด็จเป็นรูปแบบ ต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นเจ้าคณะรอง ตามลำดับจนถึงเมื่อ พ.ศ.2515 ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระญาณสังวร" ซึ่งเป็นราชทินนามพิเศษที่ทรงโปรดฯให้ตั้งขึ้นเป็นรูปที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร เมื่อ พ.ศ.2532 ทรงมีพระชนมายุได้ 76 พรรษา ได้รับพระราชสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" ในราชทินนามเดิมคือ สมเด็จพระญาณสังวร

ในด้านการสั่งสอนพระพุทธศาสนาทรงแสดงธรรมแก่พุทธศาสนิกชนตามความเห็นสมแก่วัยวุฒิ เช่น ทรงสอนเยาวชนด้วยถ้อยคำและหลักธรรมง่ายๆ ประกอบกับความรู้และเหตุการณ์ที่ใกล้ตัว ทรงสอนสาธุชนทั่วไปด้วยธรรมที่ทรงวิเคราะห์วิจารณ์ด้วยเหตุผลที่คนสมัยใหม่สามารถติดตามได้ด้วยทักษะและเหตุผลร่วมสมัย ทรงสอนผู้ใฝ่ใจในธรรมปฏิบัติด้วยหลักธรรมด้านปฏิบัติที่ลึกซึ้งกระจ่างแจ้ง ประกอบกับประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่ทรงประจักษ์ด้วยพระองค์เองเป็นแนวพิจารณา ทรงมีความเข้าใจในโลกสมัยใหม่ทรงได้ใช้วิทยาการใหม่ๆ ในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนตามยุคตามสมัยมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ทรงเขียนบทความลงตามนิตยสาร พิมพ์หนังสือ ออกอากาศทางวิทยุ โทรทัศน์ จนถึง อินเทอร์เน็ต เป็นต้น กล่าวได้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระมหาเถระผู้คงแก่เรียนพระองค์หนึ่งในยุคปัจจุบัน ทรงรอบรู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาทั้งในด้านทฤษฏีและปฏิบัติ ทรงได้สร้างผลงานทางวิชาการไว้มากมาย เฉพาะหนังสือพระนิพนธ์มีมากกว่า 125เล่ม ครอบคลุมพระธรรมในทุกแง่ทุกมุมให้เข้ากับทุกเพศทุกวัย

นอกจากสั่งสอนพุทธศาสนิกชนชาวไทยดังกล่าวแล้ว พระองค์ยังได้ทรงริเริ่มสอนพระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างประเทศด้วย โดยทรงเริ่มให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษาอังกฤษ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ต่อมาพระองค์ทรงเปิดการสอนด้วยพระองค์เอง ณ ที่ประทับ และทรงสอนต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ในด้านเผยแผ่พระพุทธศาสนา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้ทรงดำเนินกิจการพระธรรมทูตไปต่างประเทศเป็นพระองค์แรก ขณะเมื่อทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ ในฐานะทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิดวัดพุทธประทีป ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และวัดพุทธรังษี ณ นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นวัดไทยแห่งแรกในทวีปยุโรปและทวีปออสเตรเลียตามลำดับ เป็นการเปิดศักราชงานพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปและออสเตรเลียเป็นครั้งแรก ทำให้งานพระธรรมทูตของไทยในต่างประเทศดำเนินก้าวหน้าอย่างกว้างขวางสืบมาในปัจจุบัน

ทรงเป็นผู้ริเริ่มส่งเสริมการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหตุให้เกิดมีคณะสงฆ์เถรวาทอินโดนีเซียขึ้นและเจริญมั่นคงสืบมาดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ทั้งทรงได้ส่งเสริมการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล ทรงให้ทุนการศึกษาแก่ภิกษุสามเณรชาวเนปาลมาอยู่ศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เพื่อกลับไปช่วยงานพระศาสนาในประเทศของตน และได้เสด็จไปประทานบรรพชาแก่ศากยะกุลบุตร ณ ประเทศเนปาล พร้อมทั้งเสด็จไปเยี่ยมชมกิจการพระศาสนาในประเทศนั้นหลายคราว เมื่อปี พ.ศ.2536ในฐานะองค์ สกลมหาสังฆปริณายก พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตามคำกราบทูลอาราธนาของรัฐบาลจีน การเสด็จในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเจริญ "เส้นทางสายไหมธรรม" ระหว่างประเทศจีนและไทย ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯได้อำนวยพรท่านประธานาธิบดีจีนในยุคนั้นเพื่อให้การสนับสนุนงานการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศจีนด้วย การเสด็จประเทศจีนของพระองค์ นับว่าเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาในประเทศจีนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศทีเดียว

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงสร้างศาสนสถานถาวรวัตถุต่างๆ เพื่อสาธารณประโยชน์มากมาย ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล และทรงสร้างวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสนาพระพุทธรูปใหญ่ที่แกะสลักไว้ที่ภูเขาชีจรรย์อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง พระองค์ทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงสมบูรณ์พร้อมด้วยไตรสิกขา คือ ศีลสัมปทา จิตตสัมปทา และปัญญาสัมปทา ทรงมีพระจริยาวัตรที่งดงามตามพระธรรมวินัย ทรงมีพระปฏิปทาที่กอปรด้วยพระคุณธรรมควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง สมแก่พระนามฉายาของพระองค์ว่า "สุวัฑฒนะ" ที่มีความว่าเจริญดี หรือเจริญพร้อม คุณธรรมโดดเด่นของพระองค์ คืออดทนเอาชนะอุปสรรคท่ามกลางความอ่อนแอ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้อยู่เสมอ กตัญญู สนองคุณต่อผู้มีพระคุณ ถ่อมตน สงบเสงี่ยม สำรวม ระวัง ตรัสน้อย คารวะธรรม เคารพต่อผู้ที่ควรเคารพ ปฏิปทาแบบอย่างของพระสงฆ์ ทรงมีความเป็นผู้ทรงปริยัติและไม่ทิ้งการปฏิบัติ ทรงเป็นผู้สำรวมระวังในพระวินัย ทรงเป็นผู้มักน้อยสันโดษ

บริเวณริมน้ำ ท่าวัดเทวสังฆาราม เป็นที่ตั้งหอพระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก อาคารทรงไทยยอดเจดีย์ ปลียอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บริเวณรอบอาคารประกอบด้วย อาคารปฏิบัติธรรม ศาลาราย ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก งบประมาณดำเนินการ140 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จ 3 ตุลาคม 2554 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงมีพระชันษาครบ 98 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่มีพระชาติภูมิเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่พระประวัติ เครื่องอัฐบริขาร พระราชกรณียกิจสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศานิกชน และเป็นสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวโดยทั่วไป

************************

(ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ วัดเทวสังฆาราม จัดทำสร้างถวายโดย นางสาวสุชา รุ่งสว่าง และครอบครัว Ido-Program)