วงดนตรี จีวัน เพราะธรรมะ เขาเลยคู่กับเธอ

บันทึกรายปักษ์

เป็นนิสัยนะคะของคนไทยเราที่สนุกสนานเปิดรับทุกเทศกาล เมื่อวันคริสต์มาสปีที่ผ่านมา ผู้เขียนหลงไปแถวราชประสงค์ ตกใจ นึกว่าหลงเข้าไปที่ ไทม์สแควร์ นิวยอร์ค เพราะศูนย์การค้าย่านนั้นต่างประดับประดา ด้วยต้นคริสต์มาส ราวกับคนว่าไทยส่วนใหญ่เป็นชาวคริสต์ไปโน่น จนเพื่อนชาวต่างชาติถึงกับงงกับคนไทยเราว่าประดับต้นคริสต์มาส มากกว่าบ้านเขาอีก

เดือนกุมภาพันธ์ ก็มาถึงอีกเทศกาล หลายสิบปีมานี้ คนไทยเราดูจะให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักมากเหลือเกิน ซึ่งทุกวันนี้ ในแต่ละปีกลายเป็นเทศกาลที่เจ้าของสินค้าได้นำมาสร้างเม็ดเงินทางการตลาดมากมายแบบมหาศาลมาก และบางครั้งดูเหมือนจะสำคัญกว่าวันทางศาสนาพุทธเสียอีก

การจัดงานในเทศกาลแห่งความรักนั้น บ้านเราไม่แพ้ หรืออาจจะล้ำหน้ากว่าบ้านเมืองอื่นเสียด้วยซ้ำ ที่มีการจัดงาน ทั้งในน้ำ บนบก ทางอากาศ เขตแทบจะทุกเขต ซึ่งเป็นสถานที่ราชการแท้ๆ ยังร่วมด้วย ช่วยทำให้วาเลนไทน์วันแห่งความรักมีความสำคัญขึ้นมา จนราวกับว่าคนไทยนั้นรักกันเหลือเกิ๊น รักกันจริงๆ ปรองดองกันมาก อยู่ในยุคนี้เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม ใช่ไหม

บันทึกรายปักษ์ ครั้งนี้ ขอต้อนรับเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความรักนี้ ด้วยเรื่องราวความรัก ความเข้าใจของคู่ที่ใช้ธรรมะเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวพันการเป็นคู่เคียงกันอย่างเข้าใจ ส่งเสริมเติมเต็มให้กันและกันอย่างมีความสุข ของ ดินป่า สรมย์ฤทธิ์ และ ติ่ง ณพา จีวัน สองศิลปิน วง จีวัน ซึ่งเป็นวงดนตรีเพื่อธรรมะวงแรกของโลกก็ว่าได้

ไม่ทราบว่า มีคุณผู้อ่านอ่านมากน้อยเพียงใดที่รู้จักเพลงของวงจีวัน ก่อนจะเข้าเรื่องความรักมารู้จักเรื่องราวของวง จีวันกันสักเล็กน้อยก่อนนะคะ

ท่านพุทธทาส เคยแสดงทัศนะไว้ เมื่อ 60 ปีก่อนว่า

"วิทยุเต็มไปด้วยเพลงโลเลและจิตทรามมากเกินไป เพลงให้ความเข้มแข็งและจิตสูงหายาก เด็กๆ ของเราจึงมีความโลเล อ่อนแอ และใฝ่ต่ำ"

ซึ่งทัศนะของท่านพุทธทาสครั้งนั้น ได้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ศิลปินนักอนุรักษ์อย่าง "สรมย์ฤทธิ์ จีวัน" หรือ"ดินป่า จีวัน" ที่เคยร้องเล่นบรรเลงเพลง เหมือนวงดนตรีทั่วไป ได้คำตอบกับตัวเอง เปลี่ยนแนวดนตรีที่เล่นมาเป็นบทเพลงเพื่อธรรมะ และที่สำคัญ ประสบความสำเร็จเสียด้วย

บทเพลงของวงจีวันนั้น เป็นเพลงธรรมะที่ให้แง่คิดดีๆกับผู้ฟังแรกเริ่ม เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่ มาจากธรรมะของท่านพุทธทาส คำกลอนที่ท่านพุทธทาสเคยแต่งไว้ จากนั้น ก็ตามมาด้วย คำสอนของ หลวงตา มหาบัว พระพรหมมังคลาจารย์ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า ท่านปัญญา นันทภิกขุ ธรรมะของท่าน ติช นัท ฮันห์ ท่าน ว. วชิรเมธี หลวงปู่ชา รวมไปถึงนิยายปรัมปราสุภาษิตดีๆ มาสร้างสรรค์เป็นบทเพลงธรรมะที่นำมาเรียงร้อย กับท่วงทำนองดนตรี อันไพเราะ ด้วยน้ำเสียงของ คุณ ติ่ง หรือ ณพา จีวัน โดยมีคุณดินป่า บรรเลงดนตรี โดยยึดหลักทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

 

ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังเพลงของจีวันมานาน จะว่าไปหาซื้อยากอยู่ เพราะไม่ได้วางขายตามร้านเหมือนซีดีทั่วไป ฟังแล้วก็รู้สึกดี ชอบมาก การแสดงดนตรีที่เรียบง่าย โดยมีคุณ ดินป่า เล่นกีตาร์ และมีคุณติ่ง ร้องเพลงนั้น ประทับใจผู้เขียนมาก จนนึกอยู่ในใจว่า ต้องหาโอกาส นำเรื่องราวของทั้งคู่มาบันทึกไว้

และเย็นวันหนึ่ง เรียกได้ว่า ธรรมะจัดสรร ให้ผู้เขียนได้มีโอกาสชมการแสดงของ วงดนตรี จีวัน ที่วัดพระรามเก้า ในวันแดดร่มลมตก บรรยากาศดีที่สุด โดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า ทั้งคู่ก็เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้สนทนา ถึงเรื่องราวความรัก การอยู่ร่วมกันของทั้งคู่ ที่น่าสนใจมาก

แต่ก่อนอื่น เราขอให้เขาเล่าถึงการทำงานเพลงธรรมะของตั้งแต่แรกเริ่มจนมาเป็นจีวันในวันนี้

คุณดินป่า เล่าถึงที่มาของวงจีวันว่า

"วงจีวัน ตั้งวงมาเมื่อปี 2529 ตอนนั้น ผมจบจาก เพาะช่างมาใหม่ๆ รักดนตรีก็ใช้ นามสกุลตั้งเป็นชื่อวง เล่นเพลงในแนวอาร์ต เพลงแปลกๆ แบบเป็นดนตรีทางเลือก แต่งเพลงแบบที่มีเนื้อหาเสียดสี ก็แบบเด็กศิลปะเด็กอาร์ตน่ะ

และช่วงของกระแสเพลงเพื่อชีวิต ก็ได้มาคลุกคลีอยู่กับวงเพื่อชีวิต อย่างพี่แอ๊ด-คาราบาว พี่หมู-พงษ์เทพ วงซูซู พี่หงา-คาราวาน เพลงเราก็เปลี่ยนมาทางนี้ แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นเรื่องอนุรักษ์ ก็เปลี่ยนแนวทางการเล่นดนตรีมาหลายครั้ง"

ระหว่างที่คุยกับคุณดินมา ทางคุณติ่งก็กำลังวุ่นวายกับการแจกลายเซ็น ทักทายกับญาติธรรมที่มาทำบุญที่วัด

"คือเราคลุกคลีกับใคร เราก็จะซึมซับแนวดนตรีตามเขา พอตอนหลังพี่สาวผม เขาอยู่กับสันติอโศก เขาเป็นนักธุรกิจ แต่วันหนึ่งมาเจอเราในชุดแบบที่ชาวอโศกเขาใส่กัน เราก็เอ๊ะ มาคุยเรื่องความคิดกับเรา เอาสิ เราก็เริ่มสนใจเรื่องของสันติอโศก เราก็มาศึกษาดูถึงขั้นแบบ ไปซื้อที่ทางไปปลูกข้าวกับทางสันติอโศกเลย มาในเรื่องของการอยู่อย่างสมถะ เริ่มรู้สึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อนอะไรแบบนี้มากขึ้น เสร็จแล้วมันก็พัฒนา ก็มามองถึงเรื่องราวของครอบครัวมากขึ้นแบบพ่อแม่ลูก

พอมาอีกระยะหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าแม่นี่แหละสำคัญ เราก็มาศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาสอย่างจริงจัง เป็นเรื่องเป็นราว ท่านพูดเรื่องแม่ไว้เยอะ แบบไม่มีแม่ ไม่มีสวนโมกข์ แม่คือสันติภาพของโลกอะไรแบบนี้ ก็เริ่มศึกษาเรื่องคุณธรรมเรื่องแม่ปุ๊ป มันก็เขยิบเข้ามาในเรื่องของศาสนา ปี 2548 เราก็เริ่มไปที่สวนโมกไชยา ได้ทราบมาว่าท่านปรีดี อยากจะให้ ท่านพุทธทาส แต่งเพลงเพื่อศาสนา ท่านพุทธทาส กล่าวว่า "วิทยุเต็มไปด้วยเพลงโลเลและจิตทรามมากเกินไป เพลงให้ความเข้มแข็งและจิตสูงหายาก เด็กๆของเราจึงมีความโลเล อ่อนแอ และใฝ่ต่ำ" เราก็เห็นจริงตามท่าน

เราก็เลยทำเพลงตามแนวท่านพุทธทาส พอจัดคอนเสิร์ตครั้งแรก มหรสพทางวิญญาณ "เพลงพุทธทาส-เปิดดวงตา" เมื่อปี 2551 ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ประสบความสำเร็จ เหล่าศิลปินแห่งชาติก็ให้เกียรติมาร่วมงานกันมากมาย ท่านอังคาร อาจารย์เนาวรัตน์ พงษไพบูลย์ พี่หงา คาราวาน เครือข่ายที่เคยร่วมงานกันมาก็ระดมกันมาช่วยก็ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะด้วยจังหวะ ครอบรอบ 100 ปี ชาตกาลพอดี และบารมีของท่านพุทธทาสครอบคลุมพวกเรา จากนั้นก็มีคอนเสิร์ตตามมารวมทั้งหมด 9 ครั้ง

ซึ่งการทำงานของเราที่ผ่านมา จนในที่สุดเราก็เหมือนกับโดนยอมรับกลายๆโดยพระเถระ ก็ทำให้เราได้เปลี่ยนพัฒนาเพลง ซึ่งมันจะมีเพลงประเภทต่างๆแบบ ลามก ราคะ สาระ จีวันมาจากเพลง สาระ และเราก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นเพลงธรรมะ มันไม่ใช่การประท้วงแต่จะเป็นการบอกว่าเราจะมีอิสระด้วยตัวของเราเองอย่างไร มันครบกระบวนความ"

มันทำให้บ้านเรามีเพลงฟังครบทุกรสชาติแล้ว คือใครอยากฟังเพลงลามก ก็ไปฟังเพลงลามก ใครอยากฟังเพลงราคะ ก็ฟังไป ใครอยากฟังเพลงสาระ ก็ฟังไป เพลงธรรมะที่ไม่เคยมีก็มีฟังแล้ว นอกจากนี้เราก็มีเพลงสวดโลกุตระ ก็มีแล้ว ทั้งของไทย ของธิเบต เรียกว่าเพลงชนะโลก หนีโลกแล้วล่ะ เพลงธรรมะ เรามาใช้กับครอบครัว บ้าน วัด โรงเรียน ใช้ได้หมด"

เขาเองก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะประสบความสำเร็จในการทำเพลงธรรมะ แต่ผู้เขียนเชื่อค่ะ เชื่อมาตลอดว่า ธรรมะชนะทุกอย่าง

เขากล่าวต่อมาว่า

"ตอนแรกที่ทำงานเพลงธรรมะ ไม่เคยคิดว่าจะประสบความสำเร็จแบบนี้ เราขายแบบเผยแพร่ และแจกแบบธรรมทานด้วย แจกฟรี ก็มี มันก็ไปได้เลี้ยงตัวเองได้"

และที่น่ายินดีไปกับวง จีวัน มากๆ คือการได้รับเกียรติ จากมศว. ประสานมิตร แผนกนวัตกรรมสมัยใหม่ เซ็น MOU แล้ว เอาเพลงของพวกเขาทุกชุดไปให้นักศึกษาเรียน ในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสำเร็จในการทำเพลงธรรมะ การได้รับการยอมรับและการสร้างสรรค์งานเพลงเหล่านี้

โดยคุณติ่ง ซึ่งมาร่วมวงสนทนาด้วยแล้วกล่าวว่า

"อย่างน้อย มันก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าเพลงของเราได้รับความสนใจจากคนที่ทำงานการศึกษาที่เขาเอาไปใช้แล้วได้ผล ซึ่งความจริงเขาก็เอาเพลงของเราไปใช้นานแล้วนะ แต่ยังไม่มาขอเป็นทางการ เอาไปใช้อย่างแพร่หลาย ตอนหลังเราก็เลยได้คุยกัน แล้วเขาก็บอกว่างั้นทำให้เป็นเรื่องเป็นราวสิ บอกว่าถ้าจะทำก็ทำให้เป็นนโยบายเลย อย่าเอาไปใช้เฉยๆ เพราะมันใช้ได้ อย่างเรื่องของดนตรีบำบัด ก็มีคนเอาไปใช้ตั้งเยอะ แต่นี่มากกว่าดนตรีบำบัดอีก มันเป็นเพลงธรรมมะ ที่พูดถึงเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือองค์ของชาวพุทธอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การนำไปใช้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง อยากให้มีคนเอาไปใช้ให้ทั่วเลยนะ เพราะเราต้องการเผยแพร่ ตอนนี้เราก็ทำเป็นซีดีธรรมทาน เพื่อการเผยแพร่มากขึ้น"

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ชอบคิดแทนเด็ก จนบางทีทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เฉกเช่นเดียวกับการที่ เขามีโอกาสน้อยมากที่จะรู้จักเพลง จีวัน ถ้าผู้ใหญ่ไม่เปิดโอกาส ซึ่งคุณติ่งยืนยันว่า เพลงธรรมะไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเด็กๆ แต่อย่างใด

"ตลอดเวลา 6 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า เด็กๆเขารับเพลงธรรมะได้นะ เขาฟังแล้วเขาเก็ตเลย ฟังแล้วเบิกบานเลย มีเด็กเข้ามาหา เวลาที่ได้ฟังเราแสดงคอนเสิร์ต เขาบอกว่า ชอบมาก ไม่เคยฟังอะไรแบบนี้มาก่อน คือผู้ใหญ่เรา ต้องอย่าไปสร้างทัศนะคติอะไรไว้ก่อนว่าเด็กจะไม่ฟัง ไม่ได้นะคะ เราคิดแต่ว่าวัยรุ่นเขาจะฟังแต่เพลงแบบนี้แบบนั้น ซึ่งบางทีเราไม่ทราบหรอกว่า เขาน่ะเข้าใจธรรมะได้ง่ายมากกว่าเราเสียอีก"

จากความสำเร็จของ จีวัน ทั้งคุณดินป่า และคุณติ่งบอกว่า มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ในชีวิตเลยเชียว โดยคุณดินป่ากล่าวเสริมว่า

"มันก็เลยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิต เพราะ จีวัน ไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ พูดได้เต็มๆเลยว่ามันเป็นธรรมะจัดสรร มันเหมือนกับเราตั้งจิตมาแล้ว และมาแสดงผลในวันนี้ เราไม่เคยคิดเรื่องธรรมะอะไรเลย ถ้ากลุ่มเก่าๆที่ไม่เข้าใจเรา เขาจะบอกว่าเราดัดจริต คือเราก็ไม่ว่า เราเข้าใจเขาว่าเขาไม่เข้าใจเราหรอก เพราะเราอยู่แบบเขามาก่อน เขาไม่เคยมาสัมผัสแบบเรา ไม่รู้จะเล่าอย่างไร ไปเล่าให้เพื่อนศิลปิน เขาก็ไม่เข้าใจ ทุกวันนี้เรียกว่า ประสบความสำเร็จมาก อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน"

คุณติ่งเสริมว่า "เพลงมันได้รับความสนใจ ในทางการศึกษาเราอยากให้เป็นนโยบายเลย เพลงของเรามันมากกว่าดนตรีบำบัด มันเป็นเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญา มันเป็นองค์ของศาสนาพุทธ อยากให้ใช้ได้ทั่วนะ โรงเรียน สถาบันต่างๆ สถานศึกษา วัด หรือองค์กรที่ทำงานเรื่องเด็ก รายการวิทยุโทรทัศน์ สามารถขอไปที่วงจีวัน ได้โดยตรงเลย โดยลองเข้าไปที่ www.g-oneband.com หรือ ที่โทร0856 5633335 หรือ 087 5955619 "

จากเรื่องผลงานเพลงธรรมะแล้ว มาถึงเรื่องชีวิตคู่ เรื่องการอยู่ร่วมกันโดยมีธรรมะเป็นที่พึ่งบ้าง ฝ่ายชายเริ่มก่อนว่า

"ชีวิตความรัก พอมีธรรมะปุ๊ปเนี่ยมันทำให้การใช้ชีวิตคู่ออกมาเป็นอีกลักษณะหนึ่งเลยนะ พอเรามีธรรมะปุ๊บเนี่ย เราจะรู้ได้เลยว่าคู่ชีวิตของเราไม่ใช่สามีภรรยา คู่ชีวิตจริงคือธรรมะ กับการอยู่กับติ่งนี่ เราอยู่เหมือนเป็นเพื่อนกัน เหมือนกับว่าเวลาคนหนึ่งอ่อนแอ เราจะช่วยกันแบบไหน คนหนึ่งเป็นเหมือนเท้าซ้ายและอีกคนเป็นเท้าขวา ถ้าเป็นยางรถยนต์ล้อหนึ่งแตกเราก็มีอีกล้อก็ต้องมาดูแล มันไม่ใช่ความรักแบบหวือหวาเพราะเราแก่แล้วไง มันไม่เหมือนตอนเป็นหนุ่มๆ แต่เราจะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ เพราะเราก็มีกัลยาณมิตรมากมายที่บางทีเรานั่งคุยกันได้เป็นวันๆกับเพื่อนในเรื่องธรรมในเรื่องพระพุทธเจ้าแบบไม่เบื่อ การอยู่ร่วมกั ถ้ามีธรรมะด้วยกันทั้งคู่เราก็จะชวนกันไปทำแต่สิ่งดีๆ ทำบุญ ทำทาน"

คุณติ่ง เปิดใจในเรื่องนี้ว่า

"เราเจอกันในงานหนังสือทำมืองานแสดงศิลปะของพี่เขา "ภาพเขียนในโปสการ์ด" เราเป็นคนชอบศิลปะ เพราะเคยไปอยู่ฝรั่งเศส เพราะสนใจงานศิลปะ เจองานหนังสือทำมือ เราก็ต้องไปดู ก็เจอเขา ก็โอเค อยากคุย เขามีทัศนะคติที่มีมุมมองที่น่าสนใจ พอคบกันเป็นแฟนมันเป็นอะไรที่ดี เราได้เรียนรู้อะไรที่เป็นการพัฒนาจิตใจมากขึ้น มันไม่ใช่เรื่องกิน อยู่ เที่ยวแล้ว มันมีอย่างอื่นด้วย เพราะถ้าเรื่องกิน อยู่ เที่ยว เราก็อยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องมีแฟน แต่ถ้าเราจะมีใครคนหนึ่งที่จะมาอยู่กับเราคิดแค่นั้นไม่ได้ พออยู่ด้วยกัน เราก็ได้เรียนรู้แง่ของธรรมะ ได้เจอครูบาอาจารย์ และไม่ต้องกลัวตายแล้ว

และพอมาทำเพลงธรรมะแบบนี้แล้ว มุมมองเรื่องความรัก เราก็เปลี่ยนไป พี่เขาก็เปลี่ยน การที่เราจะอยู่กับใครสักคนนี่มันเป็นเรื่องยากมาก เราต้องไม่เป็นตัวเอง ต้องปรับทัศนะคติทุกอย่าง ที่สำคัญที่สุดเราต้องมีธรรมะ เขาก็ต้องมีเราก็ต้องมี ข้อหนึ่งที่ตัวเองตั้งไว้ ตั้งแต่ก่อนแต่งงานคือ ถ้าวันหนึ่งเราจะอยู่กับใครสักคน มันต้องพัฒนาไปด้วยกัน พัฒนาขึ้นเราตั้งไว้ว่าต้องเป็นแบบนี้ คนที่เราจะอยู่ด้วยนี่ต้องตอบปัญหาชีวิตได้ เขาต้องเข้าใจชีวิต และตอบคำถามที่เรามีในชีวิตได้ เราถึงคิดว่าเราน่าจะอยู่ด้วยกันได้"

สาวๆท่านใด คิดแบบคุณติ่งบ้างไหม ยกมือขึ้นเลยค่ะ

"เพราะเราไม่ใช่ผู้หญิงที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เราไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องพึ่งพาใครเรามีหน้าที่การงาน เราช่วยตัวเองได้มาตลอด เราอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องอาศัยผู้ชาย ถ้าจะอยู่ด้วยกันมันต้องดูแลกันมีประโยชน์ต่อกันสิ ถึงอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ขยายวงไปได้ดี จะอยู่ไปทำไม เราไม่ได้มองภาพครอบครัวแบบนั้น เพราะฉะนั้นที่ประทับใจพี่เขาคือ เวลาเราถามคำถามอะไรแล้วเขาตอบได้เคลียร์ แล้วเราอยากจะคุยด้วย พอมาอยู่กับเขา มีหลายอย่างที่เราถูกเปิดมิติในตัวเองออกมา และเราก็รู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ และเราก็ได้พัฒนาตัวเรา และครอบครัว พ่อแม่ ตัวเอง คนรอบข้าง

เราไม่มีลูก ก็คือตัดสินใจกันตั้งแต่แรกว่าเราจะไม่มีน้อง ถ้าเรามีน้องเนี่ย พี่จีวันเขาบอกว่า เราจะมาทำอะไรแบบนี้ไม่ได้เราก็อยากจะดูแต่ลูกเรา เราจะเห็นลูกเราสำคัญกว่า เราจะเห็นแก่ตัวเราก็จะดูแลแต่ลูกเรา แต่ก่อน ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะอยากมีน้องเพราะเรารักเด็กมาก แต่ตอนนี้ต้องขอบคุณพี่เขา ตอนนี้สบายใจเพราะถ้ามีลูกเราคงซีเรียสมาก และเราก็จะจริงจังมาก ถ้ามีลูกเราจะต้องจริงจังมาก เราก็คงไปทำอย่างอื่นไม่ได้ "

คุณ ติ่งสรุปเรื่องของการอยู่ร่วมกัน ของคนสองคนว่า

"คนอยู่ร่วมกันต้องมีธรรมะถึงจะอยู่ด้วยกันได้ ปัญหาครอบครัว กิ๊ก กั๊ก อะไรนี่ มาจากไหน ก็มาจากการที่คนไม่มีธรรมะทั้งนั้น ถึงวันนี้ก็ไม่มีอะไรที่แน่นอน ติ่งก็บอกไม่ได้ว่าเราอยู่ถึงวันนี้แล้ว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลง บอกไม่ได้ แต่ทุกวันนี้เราแฮปปี้ มีความสุข อยู่กันแบบเพื่อน แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ได้ เราทำอะไรไม่ได้ ทำเหตุให้ดี ก็พอ แล้วมันจะดีเอง"

ขอให้คุณผู้อ่าน ที่ยังไม่มีคู่ ได้มีกัลยาณมิตร มาเป็นคนข้างกายนะคะ

สุขสันต์ วันวาเลนไทน์ค่ะ