ส่องกล้องมองเหยี่ยว เที่ยวดำดูหอยมือเสือ เลื่องลือโฮมสเตย์ท้องตม

บันทึกการเดินทาง

2...

ทางหลวง 41 (ชุมพร-หลังสวน) ในระยะทาง 47 กิโลเมตร ได้นำเรามาอยู่ที่หมู่ 1 บ้านสวี ในอาณาบริเวณของ วัดพระธาตุสวี อารามที่ให้รู้สึกร่มเย็นจิตใจ สง่างามด้วยพระเจดีย์เก่าแก่ 700 ปีเศษ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยมีความสูงประมาณ 30 เมตร จึงเห็นแล้วยกมือไหว้กันในระยะไกลๆ ภายในวัดยังมีศาลพระเสื้อเมือง หรือศาลพ่อท่านเมือง ที่ประชาชนให้ท้องถิ่นใกล้และไกล ให้ความเคารพนับถือกันอย่างมาก

มีตำนานกล่าวต่อๆกันมาว่า ประมาณปี 1803 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ยกทัพไปรบกับเมืองอโยธยา ที่บริเวณเมืองกำเนิดนพคุณ เมื่อการศึกสงครามเสร็จสิ้นแล้ว พระองค์จึงเสด็จกลับเมืองนครศรีธรรมราช ระหว่างที่หยุดพักรี้พลในวัดร้างเขตเมืองสวี เห็นมีอีกาฝูงหนึ่ง ซึ่งมีกาเผือกรวมอยู่ด้วยหนึ่งตัว กำลังจับกลุ่มส่งเสียงร้อง พร้อมกระพือปีกอยู่บนกองอิฐเก่า เหล่าทหารไล่แต่ก็ยังคงบินกลับมาที่เดิม พระองค์จึงโปรดให้รื้อกองอิฐ แล้วพบว่า ใต้กองอิฐเป็นฐานพระเจดีย์ใหญ่ และพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จึงโปรดเกล้าฯให้ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ พร้อมทั้งนำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้เช่นเดิม แล้วพระราชทานนามว่า พระธาตุกาวีปีก หมายถึง พระบรมธาตุกากระพือปีก คำว่ากระพือภาษาใต้เรียกว่า กาวี ต่อมาเพี้ยนเป็น สวี และเมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช จะเสด็จกลับเมืองนครศรีธรรมราช พระองค์ได้ตัดศีรษะนายเมือง ซึ่งเป็นทหารหาญกล้าคนหนึ่ง ทำการเซ่นสรวงบูชาไว้ที่ศาลเพียงตา เพื่อให้ดวงวิญญาณนายเมืองเฝ้าองค์พระธาตุ จึงเรียกศาลว่า ศาลพระเสื้อเมือง ชาวบ้านต่างถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในปี 2459 ด้วยการสร้างพระธาตุครอบเจดีย์องค์เดิม

บันทึกการเดินทาง...หน้าสุดท้ายของทริปวันที่สอง เราเดินทางต่อโดยทางหลวง 41 จากสี่แยกปฐมพรลงไปทางใต้ ถึงสามแยกอำเภอสวีเลี้ยวซ้าย (กิโลเมตร 35) เข้าทางหลวงสาย 4003 (เส้นทางสวี-บ่อคา) ตรงไปอีกประมาณ 14 กิโลเมตร พอถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้าย แล้วเข้าทางหลวงสาย 4011 ไปอีก 4 กิโลเมตร ผ่านเข้าไปทางวัดท้องตม ในระยะทางอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วถามหาอีกหน่อยถึง ลุงน้อยโฮมสเตย์ บ้านท้องตม เมื่อมาถึงหน้าบ้านที่เห็นแต่ พี่ไก่-วัชรินทร์ แสวงการ ทำหน้าหล่อออกมาต้อนรับอย่างดี

บ้านท้องตมใหญ่...ชื่อแปลกดีนะครับ เลยขอถามไถ่ความหมายกันก่อน ประธานกรรมการอ่าวท้องตม และการท่องเที่ยวท้องตมใหญ่ ไก่-วัชรินทร์ ซึ่งก็เป็นลูกชายของลุงน้อยนั่นแหละ ให้คำอธิบายอย่างอารมณ์ดีว่า คำว่า ท้องตมใหญ่ เชื่อกันว่าเกิดการเพี้ยนมาจาก ทองตุ่มใหญ่ โดยมีเรื่องเล่าขานกันต่อมาว่า สมัยก่อนมีทองบรรจุอยู่ในตุ่ม แล้วจมอยู่ในอ่าวในละแวกนี้ แล้วก็ยังมีประวัติที่เชื่อมโยงกันอีก อย่างหมู่บ้านตรงข้ามปัจจุบันชื่อว่า หมู่บ้านท้องตมน้อย แต่มีวัดชื่อว่า วัดทองตุ่มน้อย จึงเชื่อมโยงถึงการผิดเพี้ยนกันมา

เมื่อได้ความเข้าใจอย่างกระจ่างชัด หลังจากวางทิ้งสัมภาระไว้ในบ้าน เราออกมาเดินเล่นอย่างเพลิดเพลิน บ้านท้องตมใหญ่อยู่ริมฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) ลักษณะเป็นอ่าวโค้งรูปเกือกม้า มีโขดหินเรียงรายตามไหล่เขา หายทรายเม็ดละเอียดยาว 2-3 กิโลเมตร มีประมาณ 4-5 หาดด้วยกัน ล้วนเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน ด้านในเป็นผืนป่าชายเลน ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศป่าที่น่าศึกษา ชุมชนบ้านท้องตมใหญ่ส่วนใหญ่ ปลูกบ้านยื่นออกไปในทะเล วิถีชีวิตผูกพันอยู่กันผืนทะเล เห็นได้จากที่มีท่าเทียบเรือ ยื่นยาวไปในอ่าวท้องตม มีเรือชาวประมงจอดเทียบท่า ตระเตรียมข้าวของออกจับปลา โดยออกไปทำประมงตอนพลบค่ำ แล้วนำกุ้งหอยปูปลากลับมาท่าเรือ ตอนช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

หลังจากทานมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อย เราชวนหนุ่มไก่-วัชรินทร์ มาน่าสนทนาเรื่องราวต่างๆ ได้ความว่า ก่อนที่จะมาทำบ้านพักโฮมสเตย์นั้น ได้ทำเรื่องการอนุรักษ์มาก่อนหน้านี้ เป็นโครงการคืนบ้านให้สัตว์น้ำท้องตม มีจำนวนทั้งหมด 4 บ้านด้วยกัน คือบ้านปลา บ้านปู บ้านหมึก และบ้านม้าน้ำ โดยประยุกต์มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สมัยก่อนทำซั้งในการล่อปลา เมื่อปลาเข้ามาอยู่อาศัยกันมากๆ ก็จะนำอวนเข้าไปล้อมจับ ก็เลยเปลี่ยนแปลงให้อยู่เป็นที่เป็นทาง กั้นเป็นเขตอนุรักษ์ห้ามทำประมง แล้วผลลัพท์ที่ได้ คือ มีปลาหลายสิบชนิดมาอาศัย อย่างเช่น ปลากระบอก ปลาขี้เกง ปลากะพง ปลาข้างตาล ปลาหูช้าง

โดยเฉพาะพวกปลาที่มีจำนวนน้อยเต็มที อย่าง ปลาสามแก้ว ปลาเสือพ้นน้ำ ก็เริ่มเห็นมีมากขึ้นกว่าเดิมทุกปี บ้านปลาได้กำหนดพื้นที่ 500 X 500 เมตร ใช้ทางมะพร้าวและไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก ดังนั้น จะมีการผุผังไปตามฤดูกาล จึงต้องมีการทำบ้านปลาใหม่ขึ้นทุกปี เมื่อปี 2551 ได้นำพิธีทางศาสนา คือ บวชทะเลบ้านท้องตมใหญ่ เข้ามาช่วยอีกทางหนึ่งด้วยครับ โดยจัดงานช่วงสัปดาห์ที่สองหรือสาม ในเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อประกาศให้ทราบทั่วๆกันว่า ได้ทำพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ ห้ามเข้ามาทำการประมง ด้วยมีคนจากหลังสวนหรือปากน้ำชุมพร แล่นเรือมาแอบเอาปลาไปขายกิน แค่ครึ่งชั่วโมงดักปลาได้ร้อยกิโลกลับไป

ส่วนบ้านปู...เป็นธนาคารปูม้าอย่างพอเพียง คือ พยายามเอาสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน โดยนำเข่งพลาสติกใส่ทุ่นผูกอวน แขวนไว้ตามหลังบ้านทุกหลัง หลังจากได้ปูที่พร้อมวางไข่ จะนำไปใส่เข่งหลังบ้านของตัวเอง ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ชั่วโมง ให้ปูวางไข่จนหมดสิ้นไปก่อน โดยมีอัตราการรอดถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้ววันรุ่งขึ้นถึงเอาปูตัวใหม่ใส่ลงไป ส่วนปูตัวเก่าก็นำไปขายกินตามปกติ ตอนนี้มีเรือออกหาปูประมาณ 10 บ้าน สำหรับผลตอบรับดีขึ้นกว่าเดิมมาก แม้ชาวบ้านจะทำบ้างไม่ทำบ้าง ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำกันเลย มาถึงบ้านหมึก...ที่สร้างเป็นแหล่งอาศัยของหมึกหอม ก็ประยุกต์ใช้จากภูมิปัญญาที่ใช้ดักจับ สมัยก่อนทำลอบลอกให้หมึกเข้ามาวางไข่ เสร็จแล้วจะออกกลับไปไม่ได้อีก ชาวบ้านก็จับหมึกออกไปขายได้เลย พอเมื่อถึงคราวที่ต้องเพิ่มอัตราการรอด จึงใช้ลอกดักหมึกหอมเหมือนเดิม แต่สามารถเปิดให้ออกไปได้ หลังจากที่มีการวางไข่เสร็จสิ้น ขณะนี้กลายเป็นว่า ที่นี่ทำบ้านหมึกแห่งเดียวในประเทศไทย

และบ้านสุดท้ายบ้านม้าน้ำ...ที่นี่สื่อมวลได้ขนานนามว่า เป็นหนึ่งในสยามที่มีม้าน้ำอยู่ร่วมกับชุมชน ซึ่งได้เกาะตามเสาใต้ถุนบ้านที่อาศัย จริงๆแล้วม้าน้ำไม่ได้มีปริมาณน้อยลง แต่ทางชุมชนห่วงว่า ต่อไปอาจจะน้อยลงได้ หากไม่มีการอนุรักษ์กันเอาไว้ สำหรับม้าน้ำยังไม่ได้อนุรักษ์อย่างจริงจัง โดยหลังจากได้ตัวที่พร้อมคลอดลูก ก็จะนำเข้าสู่การอนุบาลไว้ก่อน ซึ่งคลอดลูกออกมาคลอกหนึ่งราว 6-7 ร้อยตัว แล้วมีอัตราการรอดชีวิตร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เมื่อได้มีการอนุบาลที่บ้านท้องตม พออนุบาลไว้ประมาณหนึ่งเดือน ก็มีการปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งจริงๆแล้วควรอนุบาลนานกว่านั้น คือระยะประมาณสัก 6 เดือน

ก่อนพวกเราจะแยกตัวเข้านอน พี่ไก่...นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "เราเริ่มทำโฮมสเตย์มาตั้งแต่ปี 2550 ที่เห็นแถวๆนี้อยู่ร่วมกัน 70 หลังคาเรือน มีโฮมสเตย์เฉพาะสมาชิก 8 หลัง ส่วนที่เป็นบ้านพัก 6 หลัง การเข้าพักที่โฮมสเตย์ของเรานั้น จะจำกัดจำนวนผู้เข้าพักได้ 30-50 คนเท่านั้น หากรับรองกันไม่ไหวจริงๆ จะนำส่งไปพักแรมที่เกาะพิทักษ์ สำหรับการทำโฮมสเตย์ขึ้นมานั้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ คือนอกจากเราชวนชาวบ้านอนุรักษ์ ก็อยากให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำการอนุรักษ์ มันแตกต่างไปจากที่อื่นๆ คือที่อื่นทำการอนุรักษ์เนื่องจากว่า เกิดเหตุวิกฤติขึ้นมาหรือเสียหายไม่ไหวแล้ว แต่ของเรายังอุดมสมบูรณ์อยู่เลย เพียงแต่ไม่อยากให้เกิดวิกฤติเหมือนที่อื่น"

เช้าวันใหม่กับบรรยากาศอันชุ่มช่ำ ด้วยมีฝนตกพร่ำในช่วงค่ำคืน จึงส่งอานิสงค์ให้รู้สึกเย็นสบาย เราพากันออกไปสัมผัสกับวิถีชาวบ้าน ซึ่งที่วัดท้องตมมีงานทำบุญให้บรรพบุรุษ ผู้คนจึงเนื่องแน่นพุกพล่านให้ลานตา ซึ่งก็สื่อให้เห็นถึงความกตัญญุตา ต่อพ่อแม่พี่น้องหรือผู้ที่เคารพรัก จากนั้นเรากลับมาเก็บข้าวของ แต่อยากไปชมบ้านกุ้งหอยปูปลาจัง ทว่าในคณะไม่มีใครให้ความสนใจเลย จึงได้แต่เก็บงำความรู้สึกเสียดายเอาไว้ ตลอดทางหลวงหมายเลข 41 ที่กำลังนำเรามุ่งหน้าสู่ ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ (สวนลุงนิล)

สวนลุงนิล...ศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก เป็นสวนเกษตรผสมผสานที่มีเอกลักษณ์ ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดีเด่น ครั้งที่ 8 ประจำปี 2553 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีฐานการเรียนรู้ต่างๆ เช่น ฐานเรียนรู้บ้านดิน ฐานเรียนรู้หมูหลุม ฐานเรียนรู้คนเอาถ่าน ฐานเรียนรู้คนมีน้ำยา ฐานเรียนรู้น้ำสมุนไพร ฐานเรียนรู้ธนาคารต้นไม้ ทั้งนี้ยังเน้นการปลูกพืชพร้อมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะปลูกพืชในแบบเกษตรอินทรีย์ ให้เจริญเติบโตไปตามธรรมชาติ

ตามเอกสารกล่าวว่า ลุงนิล-สมบูรณ์ ศรีสุบัติ แกทำการปลูกพืชเป็น 9 ชั้น บนพื้นที่แค่ 17 ไร่กว่าๆ ได้แก่ ชั้นที่ 1 พืชหัว เช่น ขมิ้น กระชาย กลอย มัน หอม ชั้นที่ 2 พืชน้ำ เช่น บัว ผักบุ้ง ผักกะเฉด ชั้นที่ 3 พืชสมุนไพรต้นเตี้ย เช่น ตะไคร้ ต้นมะกรูด ผักสวนครัว ชั้น 4 ส้มจี๊ด ชั้นที่ 5 กล้วยเล็บมือนาง เงาะ มังคุด ลองกอง ลางสาด ชั้นที่ 6 ไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน หมาก สะตอ ชั้นที่ 7 ปลูกพริกไทยแซมโคนต้น ชั้นที่ 8 ไม้ใช้สอยอย่างต้นตะเคียน ต้นสัก และชั้นที่ 9 ไม้ยางนา ส่งผลให้เกิดรายได้รายวัน รายเดือน หรือรายปีเกิดขึ้นมา

ความสำเร็จที่สัมผัสได้ในทริปนี้ ทั้งลุงขาว...ที่อยู่กับธรรมชาติอย่างระมัดระวัง ส่วนลุงนิล...ดำเนินชีวิตบนพื้นฐานความพอประมาณ และพี่ไก่...ตอบแทนบ้านเกิดโดยอาศัยความรอบรู้ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแต่สอดคล้องกับ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวหน้าทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง...หมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอกและภายใน

ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

แล้วก็เป็นธรรมเนียมที่ขาดไม่ได้ ยามที่ต้องเดินทางกลับจากท่องเที่ยว คือการซื้อหาของฝากติดมือกลับบ้าน แน่นอนของฝากในทริปนี้ ก็คือกล้วยเล็บมือนาง นั่นเองครับ ที่มีให้เลือกสรรค์ทั้งกล้วยเล็บมือนางตากอบน้ำผึ้ง กล้วยเล็บมือนางกวน กล้วยเล็บมือนางทอดกรอบ กล้วยเล็บมือนางทอดฉาบน้ำตาล หรือกระทั่งกล้วยเล็บมือนางเป็นเครือ นำกลับไปทานกันให้นิ้วอ่อนช้อย ราวกับกล้วยเล็บมือนางเลยครับ