"แหมะเหง่อระอาว" สังขละบุรี

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

จากเส้นทางคดเคี้ยวตามไหล่เขา ที่บางช่วงแคบชัน แต่ไม่อันตราย เพราะถนนลาดยางอยู่ในสภาพดี ผู้ขับขี่ยวดยานค่อยๆขับตามๆกันไปอย่างมีน้ำใจ และไม่ประมาท ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงกว่าๆจากอำเภอทองผาภูมิ เราก็เข้ามาถึงอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีได้อย่างปลอดภัย

เราเลือกพักค้างคืนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตแล้ว ร้อยทั้งร้อยบอกว่า รีสอร์ทแห่งนี้อยู่ใกล้สะพาน (ในฝันของเรา) ที่สุด สามารถขึ้นลงสะพานได้สะดวก และเก็บวิวสะพานทั้งสะพานได้ในพริบตา เพียงเดินลงมาที่ห้องอาหารของรีสอร์ทเท่านั้น อ่านแล้วก็คิดว่าเป็นคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่เมื่อเข้ามาพักจริงๆ โอ้ แม่เจ้า ไม่มีรีสอร์ทไหนที่สามารถเก็บวิวสาธารณะไว้ในรีสอร์ทได้ขนาดนี้ ต้องยอมรับในสายตาแหลมคมของเจ้าของที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ

เราเลือกพักห้องที่ถูกที่สุด ราคา900บาท เป็นอาคารสองชั้น ห้องพักชั้นบนของเราสามารถมองเห็นวิวสะพานปูนที่ข้ามไปยังจุดชมวิวของอำเภอสังขละบุรี หลังจากเก็บกระเป๋าเข้าที่พัก เราก็มุ่งหน้าลงไปชมความงามของสะพานมอญกันเลยทีเดียว แม้จะเป็นเวลาเย็นย่ำใกล้ค่ำมืด แต่เราสองคนก็เดินทอดน่องจูงมือกันไปอย่างอิ่มเอมใจ บนสะพานไม้ความยาวประมาณ 900 เมตร ที่เชื่อมโยงผูกพันวิถีชีวิตชาวไทยและชาวมอญเข้าด้วยกัน ว่ากันว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังขละบุรี ชื่อจริงคือ "สะพานอุตตมานุสรณ์" ชื่อเล่นว่า "สะพานมอญ" เพราะสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงจากความศรัทธาของชาวมอญ

ในเวลาที่แสงตะวันใกล้จะริบหรี่ มีเด็กชายชาวรามัญสองคนวัย10และ12ขวบเข้ามาทักทายเรา ด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม แนะนำการทำบุญตักบาตรยามเช้าและร้านที่ขายของใส่บาตร แนะนำการนั่งเรือไปชมจุดที่โบสถ์จมน้ำ อันซีนไทยแลนด์ และถามเราว่า "พี่อยากรู้ประวัติสะพานไหมครับ" เมื่อเราพยักหน้ารับ สองหนุ่มน้อยก็ช่วยกันเล่าเรื่องราวสั้นๆขนาดประมาณสิบนาทีจบ เมื่อคนหนึ่งหยุด อีกคนหนึ่งก็เล่าต่อ วิธีการพูดคล่องปากเร็วปรื๋อ จนเราต้องบอกให้พักหยุดหายใจบ้าง เรายืนฟังไก๊ด์ตัวน้อยเล่าตำนานผสมนิทานจนเริ่มเมื่อยและง่วง หลังจากได้ทั้งความเพลิดเพลินและความรู้ ก็ช่วยค่าขนมน้องไปเป็นธนบัตรสีเขียวคนละใบ แล้วก็โบกมือบ๊ายบายแยกย้ายกันกลับที่พัก

คืนนั้นแม้เราจะหลับตาลงแล้ว แต่หูก็ยังแว่วๆเสียงเล่าเจื้อยแจ้วของไก๊ด์น้อยว่า...ในอดีตคนไทยและคนมอญถูกแม่น้ำซองกาเลียขวางกั้น การเดินทางไปมาหาสู่กันนั้นต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกลหลายกิโลเมตร หลวงพ่ออุตตมะแห่งวัดวังก์วิเวการาม ซึ่งชาวไทยชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงให้ความเคารพนับถือ จึงมีแนวคิดในการสร้างสะพานไม้นี้ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2527 เพื่อย่นเวลาในการเดินทางระหว่างคนสองฟากฝั่ง ตลอดจนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนไทย มอญ และกะเหรี่ยง ในสังขละบุรีเข้าไว้ด้วย สะพานไม้สังขละบุรีจึงเสมือนสะพานมิตรภาพระหว่างชาวไทยและชาวมอญ ทำให้มีเส้นทางในการติดต่อไปมาหาสู่ ทำมาค้าขาย ขนส่งพืชผลทางการเกษตรในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ และเป็นเส้นทางแห่งการเผยแพร่แลกเปลี่ยนประเพณีวัฒนธรรม ระหว่างชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำซองกาเลีย หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้นำและดำเนินการสร้างสะพานไม้นี้โดยใช้แรงงานชาวมอญส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ฝั่งวัดวังก์วิเวการามที่มีศรัทธาต่อท่านอย่างเต็มเปี่ยมช่วยกันร่วมแรงร่วมใจสร้างขึ้น เชื่อมต่อระหว่างชุมชนบ้านไหล่น้ำ (หมู่ที่ 3) กับหมู่บ้านมอญ ชุมชนบ้านวังกะ (หมู่ที่ 2) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี อยู่ในเขตเทศบาลตำบลวังกะ สะพานนี้จึงได้รับการขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า "สะพานแห่งศรัทธา" ว่ากันว่าไม้ท่อนใหญ่ที่นำมาใช้นั้น ส่วนหนึ่งนำมาจากต้นไม้ที่ยืนต้นตายอยู่ใต้เขื่อนเขาแหลมนั่นเอง

สะพานไม้แห่งนี้ไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักรถยนต์ได้ และไม่มีใครใช้ยานพาหนะใดๆข้ามนอกจากการเดินข้ามเท่านั้น บริเวณสะพานนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) ที่สวยงาม สามารถมองเห็นแม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลียที่ไหลมาจากประเทศพม่า แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกันจึงเรียกว่า สามประสบ (จุดกำเนิดแม่น้ำแควน้อย) นอกจากเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยแล้วยังยาวเป็นลำดับ 2 ของโลกอีกด้วย

เราตื่นมาแต่เช้าตรู่ อาบน้ำแต่งตัวออกจากห้องตอนหกโมงเช้า เพื่อกล่าวคำ "แหมะเหง่อระอาว" อรุณสวัสดิ์กับสายหมอกสองสามสายที่โรยตัวปิดสะพานไม้จนเห็นเป็นแค่เงารางๆ อากาศเย็นสบาย ช่วยให้ร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สดชื่นขึ้นมาเกือบจะทันที กิจกรรมวันนี้เริ่มด้วยการเดินข้ามสะพานไม้ไปตักบาตรในฝั่งหมู่บ้านชาวมอญซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสะพาน เป็นบรรยากาศการใส่บาตร และวิถีชาวบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่อบอุ่น เป็นกิจกรรมยามเช้าที่ใครมาสังขละบุรีแล้วพลาดไปจะเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นระหว่างเดินข้ามสะพาน เราจึงมีเพื่อนร่วมทางมากมาย แม้จะแปลกหน้ามาจากต่างถิ่น แต่ก็ส่งยิ้มสยามให้กันตลอดทางค่ะ หลายคนรุดหน้าข้ามไปเพราะเกรงไม่ทันใส่บาตร ในขณะที่หลายคนเดินไปได้เพียงสอง-สามก้าวก็ต้องหยุดถ่ายรูป เพราะภาพสายหมอกหยอกล้อสายลมรอบๆสะพานที่ทอดข้ามลำน้ำซองกาเลียแห่งนี้งดงามเหลือเกิน

อาหารใส่บาตรมีจัดไว้ชุดละ99บาทค่ะ ตั้งโต๊ะจำหน่ายที่เชิงสะพานไม้ทั้งสองฝั่ง นิยมใส่บาตรพร้อมกับดอกพุด (ดอกไม้ที่หลวงพ่ออุตตมะชอบเป็นพิเศษ) ภาพการตักบาตรของชุมชนมอญนี้ ดูแปลกตากว่าที่เราเคยเห็นมาจากที่อื่น ชาวบ้านออกมาตักบาตรกันด้วยชุดพื้นบ้านแบบมอญ การแต่งตัวของผู้หญิงชาวมอญมีผ้าคล้องคอ(พาดไหล่) สวยงามสะดุดตา ขณะที่พระยังเดินมาไม่ถึง ทุกคนจะนั่งรอกันกลางพื้นถนนอย่างเรียบร้อยเรียงกันเป็นแถว ประมาณ 06.30น. พระภิกษุและสามเณรองค์น้อยท่านจะเดินบิณฑบาต เรียงกันมาจนใกล้จุดที่ชาวบ้านนั่งรออยู่ ชาวบ้านจะลุกขึ้นยืนใส่บาตรอย่างสงบ หลังจากตักบาตรเสร็จแล้ว ก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบก้มกราบพระบนพื้นถนนอย่างนอบน้อม เป็นความงดงามอ่อนโยนในการแสดงความเคารพต่อสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสูงสุด กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนต่างถิ่นยกย่องชื่นชม และกลับมาเยือนอีกอย่างไม่รู้เบื่อ

ชาวมอญในสังขละบุรี ส่วนใหญ่ได้อพยพมาจาก อำเภอเย จังหวัดเมาะละแหม่ง รัฐมอญ ประเทศพม่า ตั้งแต่ พ.ศ.2494 จากนั้นก็เข้ามาอยู่อาศัยและประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำการประมงชายฝั่งในประเทศไทย แม้ปัจจุบันนี้ชาวมอญบ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี เมืองกลางหุบเขาที่ติดแนวชายแดนไทย-พม่า จะรับวัฒนธรรมในเมืองมา บ้างเพราะต้องเข้าไปศึกษาและหางานทำในเมือง แต่ส่วนมากก็ยังคงวัฒนธรรม และประเพณีดั้งเดิมไว้ ยังสร้างบ้านเรือนด้วยไม้ไผ่สาน และให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามาก ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยจะออกมาตักบาตรแต่เช้าทุกวันโดยใส่ข้าวสารอาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปเพราะจะมีเด็กๆจากครอบครัวยากจน อาศัยสิ่งของและข้าวสารอาหารแห้งจากวัด

ส่วนในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา ชาวมอญทั้งชายและหญิงจะเตรียมดอกไม้สดไปถวายพระสงฆ์ ทำบุญและรับศีลรับพรจากพระสงฆ์ที่วัด โดยนุ่งห่มมิดชิดและเข้าเขตวัดเมื่อไหร่ก็จะต้องถอดรองเท้าทันที ตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณ และมีผ้าพาดไหล่ติดตัวเสมอ เพื่อใช้รองพื้นเวลากราบพระด้วย

ใส่บาตรพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนต่างถิ่นบางกลุ่มก็เตรียมตัวล่องเรือแพ ชมวิวแม่น้ำ บ้างก็เตร็ดเตร่จับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อของจากร้านค้าที่ตั้งอยู่บริเวณสะพานฝั่งมอญและฝั่งไทย หลายคนแวะชิมอาหารพื้นเมืองรสเด็ดคือ ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย แต่เราสองคนยังอ้อยอิ่งเดินชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปวิถีชีวิตของชาวไทยและมอญที่เดินข้ามไปมาหากันบนสะพานแห่งนี้ เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็คงต้องโบกมือลาภาพชีวิตเรียบง่ายและทิวเขาสวยงามสลับซับซ้อน กลับสู่ดินแดนที่มีแต่อาคารสูงตระหง่านตั้งสลับสับเหลี่ยมกัน... เราสูดลมหายใจลึกๆเก็บอากาศสดชื่น หอมกลิ่นใบไม้และสายน้ำไว้เต็มปอด ก่อนบอกกับตัวเองเบาๆว่า "ตอยเชอเหญียะฮ์เกาะปลอน" แล้วพบกันใหม่นะ สะพานไม้และสายหมอกแห่งเมืองสังขละบุรี