ชมโบสถ์งามที่ วัดกลางบางแก้ว

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

"ถึงบางแก้วมองเขม้นไม่เห็นแก้ว เห็นแต่แนวคงคาพฤกษาสลอน มีวัดหนึ่งโตใหญ่ใกล้สาคร สง่างอนช่อฟ้าศาลาตะพาน ดูเบื้องบนอาวาสก็ลาดเลี่ยน ต้นตะเคียนร่มรกปกวิหาร" จากนิราศพระปฐมของท่านกวีสุนทรภู่แสดงให้เห็นว่า ในครั้งนั้นวัดกลางบางแก้ว หรือวัดคงคาราม ได้เจริญรุ่งเรืองใหญ่โต อยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรีนั่นเอง บางตำนานเล่าว่า เศรษฐีนีสองคนพี่น้องมีจิตเลื่อมใสศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ใคร่จะสร้างวัดให้เป็นที่พำนักของสงฆ์ (เศรษฐีสมัยก่อนชอบสร้างวัดไว้ให้ลูกวิ่งเล่น) ทั้งสองคนจึงตกลงกันสร้างวัดสองวัดอยู่ใกล้ๆกัน คือ ตอนปากคลองบางแก้วมุมแม่น้ำ หญิงผู้น้องชื่อคง สร้างวัดตั้งชื่อว่า "วัดคงคาราม" ตามชื่อของตน (วัดกลางบางแก้ว) ถัดเข้าไปทางทิศตะวันตก หญิงผู้พี่ชื่อทัย จึงสร้างวัด ตั้งชื่อว่า "วัดภิทัยธาราม" (วัดตุ๊กตา)

การค้นคว้าประวัติวัดกลางบางแก้วนี้ ไม่สามารถค้นคว้า ก่อนท่านเจ้าคุณพระพุทธวิถีนายก (บุญ ขันธโชติ) เป็นเจ้าอาวาสได้ ถึงแม้จะเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่วัดหนึ่ง แต่ไม่เคยมีใครเขียนประวัติไว้ นอกจากท่านเจ้าคุณพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม ปุญญวสโน) สานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่บุญและอยู่ปฏิบัติรับใช้ หลวงปู่บุญท่านมีชีวิตในเพศบรรพชิตนานถึง 90 ปี เคยได้ฟังจากหลวงปู่บุญ เล่าให้ฟังว่า...วัดกลางบางแก้ว เดิมชื่อว่า วัดคงคาราม คนทั่วไปแถบบริเวณนครชัยศรีนี้ มักเรียกว่า วัดกลาง เพราะตั้งอยู่ปากคลองบางแก้ว ตำบลปากน้ำ แขวงเมืองนครชัยศรี และตำบลปากน้ำในปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นตำบลนครชัยศรี ครั้นเมื่อ พ.ศ.2458สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจราชการตามลำน้ำนครชัยศรี (ลำน้ำท่าจีน) ได้เสด็จขึ้นทอดพระเนตรวัด ทรงตรัสถามมรรคนายกวัด ชื่อ นายโป๊ะ ชมภูนิช ทูลว่าชื่อวัดคงคาราม ทรงเห็นว่าเป็นวัดที่อยู่ริมแม่น้ำนครชัยศรีตรงปากคลองบางแก้ว และในละแวกนั้นมีวัดใกล้เคียงอีกสองวัด ซึ่งมีอาณาเขตวัดติดต่อกัน คือ ด้านทิศใต้ติดต่อกับวัดใหม่สุปดิษฐาราม ด้านทิศตะวันตกติดต่อกับวัดตุ๊กตา จึงได้ทรงประทานชื่อให้ใหม่ว่า วัดกลางบางแก้ว ตรงกับสมัยที่พระพุทธวิถีนายก (บุญ ขนฺธโชติ) เป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้น

แต่จากรอยจารึกที่ค้นพบ ทำให้ทราบว่า วัดกลางบางแก้ว ได้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.1895 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.1905 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 10 เมตร ยาว 26.50 เมตร ที่ดินวัด มีเนื้อที่ 23 ไร่ 68 ตารางวา อีกทั้งสภาพโบราณวัตถุภายในวัด เช่น อุโบสถ ใบเสมา และวิหาร ตลอดจนพระพุทธรูปหินทรายแดง ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถ คือ หลวงพ่อโต จึงมีการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดโบราณเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หรือตอนปลายของยุคอู่ทอง เคยเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาแต่ในสมัยอดีต เพราะมีถาวรวัตถุหลายอย่างแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างสืบเนื่องกันต่อๆมา วัดกลางบางแก้วเ จริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการก่อสร้างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยหลวงปู่บุญ ซึ่งได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆไว้มาก และครั้นถึงสมัยหลวงปู่เพิ่ม ก็ได้ทำนุบำรุงให้เจริญงดงามยิ่งขึ้น จนได้รับการยกขึ้นเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ในสมัยพระครูสิริชัยคณารักษ์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

สถานที่สำคัญภายในวัด มีพระอุโบสถสร้างใหม่ จากคำบอกเล่าของ สุธน ศรีหิรัญ ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างกล่าวไว้ว่า...หลังเดิมถูกไฟไหม้ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2541 พระครูสิริชัยคณารักษ์ มีดำริร่วมแรงร่วมใจชาวบ้าน และผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นมาใหม่ โดย อาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) ผู้เคยออกแบบพระอุโบสถวัดพุทธประทีป ณ มหานครลอนดอน พลับพลาพระราชพิธีบวงสรวง สมเด็จพระบรมมหากษัตริยาธิราช ณ ท้องสนามหลวง พระเมรุมาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และบูรณะพระธาตุพนม เป็นผู้ออกแบบ เริ่มวางศิลาฤกษ์ 23 สิงหาคม 2542 ขั้นตอนการทำลวดลายประดับโบสถ์ นพวัฒน์ สมพื้น ผู้เชี่ยวชาญศิลปะ แผนกช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ช่วยดูแลในชั้นต้น ช่างทองร่วง เอมโอษฐ์ และ ช่างสุวรรณา ภัทรพลแสน ช่างปูนปั้นฝีมือดีจังหวัดเพชรบุรี ทำงานลวดลายปูนปั้นประดับโบสถ์ทั้งหมด โดยการผสมผสานกระเบื้องเครื่องลายคราม และถ้วยชามเบญจรงค์ ประดับสลับตกแต่งลวดลายระหว่างปั้นปูนสด ทดแทนการใช้สีและทอง ทำให้มั่นคงถาวรมากขึ้น ซึ่งเครื่องลายครามส่วนหนึ่งเป็นกระเบื้องลายครามแตกหักจากพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก...

...ช่วงการทำฐานพระประธาน "หลวงพ่อโต" มีการทำเป็นห้องขนาดใหญ่ไว้เก็บ "หม้อดินบรรจุอัฐิ" ที่รื้อมาจากฐานชุกชีเดิม ซึ่งบรรจุใหม่ในโถเบญจรงค์สวยงาม นิมนต์พระทำบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้อัฐิเหล่านั้นด้วย ด้านผนังหลังโบสถ์จำลองลายปูนปั้นชั้นสุดยอดของศิลปะอยุธยาจากวัดไลย์ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ตามคำแนะนำของ อาจารย์อวบ สาณะเสน ที่เข้ามาช่วยดูแลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ หน้าบัน ซุ้มประตู และหน้าต่างโบสถ์ ใช้เหรียญเจ้าสัวไว้ตรงกลางด้านบน เพราะโบสถ์หลังนี้สำเร็จลงได้ด้วยเงิน10ล้านบาทแรก ส่วนที่เหลือจากการสร้างเหรียญเจ้าสัว พ.ศ.2535 เสมารอบโบสถ์เป็นรูปสี่เหลี่ยม และใส่รูปเหรียญเจ้าสัวไว้ด้วย สำหรับลูกนิมิตหินเนื้อแข็ง จาก อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี 9ลูกนั้น สุธน ศรีหิรัญ และภรรยา เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งลูกนิมิตให้คนปิดทองบูชา ตั้งแต่ปี 2543-2552 รวมเป็นเวลา9ปี ในส่วนเจดีย์เก่าหลังพระอุโบสถ ใช้สร้างองค์ใหม่ครอบองค์เดิม...

หากเดินไปด้านหลังของอาคารอนุสาวรีย์ อันเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือน หลวงปู่บุญ และ หลวงปู่เพิ่ม จะพบหอไตรตั้งอยู่ข้างหอระฆัง ลักษณะเป็นแบบอาคารทรงไทย ส่วนบนสอบเล็กน้อยเข้าหาแนวกึ่งกลาง ในแนวยาวของผนังด้านทิศใต้ ตรงกับประตูชั้นนอก เป็นบานประตูหลัก 2 บาน ซึ่งมีลวดลายแตกต่างจากบานอื่นๆ โดยช่องสี่เหลี่ยมสูง ส่วนบนเป็นภาพเขียนสีฝุ่นเป็นทวารบาลแบบจีน ในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กส่วนบนและล่างของทวารบาล เป็นลายจำหลักไม้ปิดทองรูปเสี้ยวกาง ใต้ลายเสี้ยวกางเป็นช่อสี่เหลี่ยมสูง จำหลักไม้ปิดทองเป็นรูปมังกร ดั้นเมฆ ภาพจิตรกรรมฝาไม้สักทองด้านในหอไตร ซึ่งมีความงดงามมาก อันแสดงถึงฝีมือช่างเมื่อครั้งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

สระน้ำที่เป็นที่ตั้งของหอไตรนั้น มีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้าง 10.4 เมตร ยาว 14 เมตร และเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นสระที่ขุดขึ้น สำหรับหอไตร โดยเฉพาะผนังทั้งสี่ด้าน ก่ออิฐกรุแน่นหนาโดยรอบ ไม่เหมือนกับบางแห่งที่มีสระน้ำใหญ่ แล้วมีหอไตรตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสระ แต่สระนี้มีขนาดรับกันพอดีกับหอไตร ภายในหอไตรนี้ แต่เดิมเป็นที่เก็บคัมภีร์ และสมุดข่อยของทางวัดบรรจุอยู่ ตู้ลายรดน้ำจำนวน 5 ตู้ และของเก่าบางอย่างเอาไว้ค่อนข้างหน้าแน่น และไม่เป็นระเบียบ ปัจจุบันทางวัดได้นำคัมภีร์สมุดข่อย และข้าวของต่างๆ ไปจัดแสดงไว้อย่างเป็นระเบียบในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ซึ่งเป็นอาคารใหญ่ทางด้านหน้าของหอไตร ตัวหอไตรปัจจุบันจัดทำความสะอาด เพื่อให้มีสภาพดีที่สุด และมีอายุยืนยาวต่อไป

พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ก่อตั้งขึ้นโดย พระครูสิริชัยคณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี (เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว) พิธีเปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม 2537 โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธาน หลังจากทรงพระดำเนินชมจนทั่วอาคารทั้ง 3 ชั้นแล้ว ตรัสชมว่า "เก็บรักษาเข้าของจำนวนมากไว้ได้ดี และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ได้น่าสนใจมาก" พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก เก็บรักษาโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุล้ำค่าต่างๆ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของอดีตเจ้าอาวาส 2 รูป คือ หลวงปู่บุญ (พระพุทธวิถีนายก - บุญ ขันธโชติ) และ หลวงปู่เพิ่ม (พระพุทธวิถีนายก - เพิ่ม ปุญญวสโน) จัดแสดง พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคล และพระบูชาของหลวงปู่ ซึ่งมีอายุการสร้างเกือบร้อยปีแล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของตัวยาไทย สมุนไพร ยารักษาโรค และเครื่องมือช่างสารพัดรูปแบบในฐานะที่หลวงปู่เป็นนักพัฒนา ก่อสร้าง และบูรณะปฏิสังขรณ์วัดมาโดยตลอด กับเอกสารที่เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่คณะสงฆ์ และบันทึกหรือจดหมายติดต่อกับบรรดาผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ปฏิทินโหราศาสตร์แต่ละปีที่หลวงปู่คำนวณและเขียนขึ้นด้วยลายมือ รูปปั้นของหลวงปู่บุญ และรูปถ่ายของหลวงปู่ทั้งสองติดเรียงรายไว้ตามฝาผนังส่วนคัมภีร์และสมุดข่อย เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

หลวงปู่บุญ ขันธโชติ อดีตเจ้าอาวาส ท่านมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี ปกครองท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี สมุทรสาคร และนครปฐม เกิดเมื่อวันที่ 3ก.ค. 2391 ตรงกับปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3ที่ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เป็นบุตรชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 6 คน ของนายเส็ง และนางลิ้ม ตอนเด็กป่วยเป็นไข้หนักถึงสลบ บิดามารดาเข้าใจว่าตายแล้ว ขณะเตรียมจะฝัง กลับฟื้นขึ้นมา จึงขนานนามว่า บุญ เมื่อบิดาถึงแก่กรรม ป้าของท่านได้นำมาฝากให้อยู่กับพระปลัดทอง ที่วัดกลางบางแก้วแห่งนี้ เมื่ออายุ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุวัดกลางบางแก้ว ในวันที่ 21 มิ.ย. 2412 ได้รับฉายาว่า ขันธโชติ เมื่อ พ.ศ.2459 หลวงปู่บุญ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และปีเดียวกันได้เป็นเจ้าคณะแขวง ที่พระครูอุตรการบดี กระทั่ง พ.ศ.2471ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระพุทธวิถีนายก และมรณภาพ ในปี 2478 สิริรวมอายุได้ 87 ปี 67 พรรษา

ภารกิจที่หลวงปู่บุญเคร่งครัดปฏิบัติมิได้ขาด จวบจนชราภาพ คือการลงอุโบสถทุกวันเช้าและเย็น และหลังจากเสร็จจากบทสวดมนต์แล้ว ท่านหยิบยกข้อธรรมขึ้นมาแจกแจงอธิบายในพระอุโบสถ เพื่อให้พระภิกษุ และสามเณร มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เว้นแต่ในช่วงที่ท่านต้องไปธุรกิจที่อื่นเท่านั้น ท่านก็จะมอบให้พระอื่นทำหน้าที่แทนก่อน กิจวัตรข้อนี้สืบต่อมาจนถึงหลวงปู่เพิ่มได้ปฏิบัติตาม จนภายหลังหลวงปู่เพิ่มชราภาพมากท่าน จึงได้แต่สวดมนต์อยู่แต่เฉพาะในกุฏิของท่าน หลวงปู่บุญปกครอง ดูแล อบรมพระเณรในวัดทั้งทางคันธธุระ และวิปัสสนาธุระ ซึ่งก็มีฆราวาสให้ความสนใจเข้ามาเรียนวิปัสสนากับท่านจำนวนมาก หลวงปู่จึงจัดสถานที่สำหรับฝึกสอนวิปัสสนาขึ้นโดยเฉพาะ เรียก "กระโจมแตร" ลักษณะเป็นศาลาทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่หน้าวัดแถบด้านเหนือใกล้แม่น้ำ

"หลวงปู่เพิ่ม" เป็นพระเถระผู้มีกรรมฐานเป็นชีวิตตลอดอายุอันยาวนานถึง98 ปี ท่านเป็นบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยศีลและสมาธิเป็นนิจ ปัญญาธรรมของท่านจึงเจิดจ้าแจ่มใส มีแต่ความเมตตาธรรม ใครเคยพบเห็นท่านแล้วมักได้รับแต่ความเยือกเย็นชุ่มชื่นใจ ท่านมีความแจ่มใสด้วยดวงจิตบริสุทธิ์ หลวงปู่มีธรรมะอยู่ในคำสนทนาเสมอ ท่านเคยกล่าวว่า เป็นพระต้องละทั้งภายนอก และภายใน ภายนอกได้แก่ สมบัติ ซึ่งเป็นของผลัดกันชม ไม่มีใครชมตลอดไป ตายไปแล้วคนอื่นก็มาชมกันต่อไป ไม่จีรังยั่งยืน การละอย่างง่ายๆ ต้องทำให้ได้เสียก่อน ภายในได้แก่ จิตใจ โลภะ โทสะ โมหะ ต้องละให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อละได้ ความพอจะเกิดขึ้น เมื่อความพอมี ความสุข ความปกติก็เกิด ท่านว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะพระจำเป็นต้องมี เพราะพระไม่จำเป็นต้องสะสม จะสะสมไว้ทำไม เพราะผมบนศีรษะก็ตัดแล้ว เป็นอุทาหรณ์ให้รู้ว่าต้องตัดจากโลกภายนอก ต้องตัดให้ขาด

การเดินทางไปวัดกลางบางแก้ว ใช้ได้สามเส้นทาง คือทางแรก ใช้เส้นทางถนนบรมราชชนนีห รือปิ่นเกล้านครชัยศรี ข้ามสะพานแม่น้ำท่าจีน แล้วกลับรถเลี้ยวเข้าพุทธมณฑลสาย 7 ไปตามเส้นทางนครชัยศรีสายใน ผ่านวัดโดยตรง เส้นทางที่สอง ไปตามถนนเพชรเกษม แยกเข้าตลาดนครชัยศรี เลี้ยวขวาไปอีก 1 กม. เส้นทางที่สาม จากทางแยกพุทธมณฑลสาย 4 ผ่านมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ตามถนนลาดยางสายใหม่ ข้ามสะพานเข้าตลาดนครชัยศรี แล้วเลี้ยวซ้ายก็ถึงวัด...นอกจากมีพระอุโบสถที่งดงาม และเป็นที่พำนักของครูบาอาจารย์แล้ว วัดกลางบางแก้วยังมีชื่อเสียงเรื่องวัตถุมงคลอีกด้วยค่ะ