ถิ่นบัวตองเริงร่า วัดกองมูเสียดฟ้า ร่วมถวายข้าวมธุปายาส ท่องเที่ยว...ถิ่นไทยงาม

ท่องเที่ยวทั่วไทย

1...

แม่ฮ่องสอน ดินแดนทางตะวันตกสุดของภาคเหนือ มีอาณาบริเวณราว 12,682.259 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาเรียงตัวสลับซับซ้อน ทอดขนานกับเขาถนนธงชัยและเขาแดนลาว พร้อมปกคลุมด้วยละอองหมอกตลอดปี กระทั่งขนานนามเป็น "เมืองสามหมอก" ด้วยมีทิวทัศน์ตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีงดงาม จึงสะกดให้หลายๆคนใคร่อยากมาสัมผัส ซึ่งตัวผมก็ถูกบวกเข้าเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

ดังคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า "หมอกสามฤดู กองมูเสียดฟ้า ป่าเขียวขจี ผู้คนดี ประเพณีงาม ลือนามถิ่นบัวตอง" แล้วก็วลีสั้นๆหลังสุดนั่นแหละครับ ที่เราจะขอเริ่มต้น "ท่องเที่ยวทั่วไทย" ณ ดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อันเป็นถิ่นฐานที่มีดอกบัวตองบานสะพรั่ง จะเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วดอยราวพันไร่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบของ โครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ แล้วยังหาชมได้ประปรายตามทางหลวง 108 สายแม่ฮ่องสอน-ขุนยวม

อาณาบริเวณปลอดโปร่งโล่งตา เราค่อยๆลัดเลาะไปตามขั้นบันไดปูน ที่ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นบัวตองเนืองแน่น ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก (อเมริกากลาง) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tithomia diversifolia (Hemey) A.Graay วงศ์ Compositae หรือชื่อสามัญ Mexican Sunflower ออกดอกบนความสูง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล กลีบบางๆร่วมสิบกับจำนวนหลายพันดอก กำลังควักมือเรียกให้มาสัมผัสใกล้ๆ ดังนั้น เต้นเช่านอนค้างแรมร้อยกว่าหลัง จึงตระเตรียมไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

วนอุทยานทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ หมู่ที่ 6 ตำบลแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สุรินทร์ มีเนื้อที่ประมาณ 4,437 ไร่ ประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อ 21 กรกฎาคม 2542 ทุ่งบัวตองถือเป็นแหล่งหย่อนใจ ที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของจังหวัด เพราะสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา เสริมด้วยดอกสีเหลืองขึ้นเต็มบริเวณ ทำให้เทศกาลดอกบัวตองบานสะพรั่ง จึงคึกคักอย่างมากบนดอกแม่อูคอ นักท่องเที่ยวต่างนิยมตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อมาสูดอากาศอันหนาวเย็นเต็มปอด พร้อมชื่นชมสายหมอกปกคลุมไปทั่ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเก็บภาพประทับใจ

รายการท่องเที่ยวต่อไปยามสาย เราเดินทางเข้าชม น้ำตกแม่สุรินทร์ บ้านแม่สุรินทร์ ตำบลแม่ยวมน้อย ด้วยทางหลวงหมายเลข 108 เมื่อมาถึงอำเภอขุนยวม แล้วเลี้ยวซ้ายไปเข้าทางหลวงหมายเลข 1263 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกที่ลาดยางอยู่ซ้ายมือ ที่พาเข้าไปตัวน้ำตกอีกราว 35 กิโลเมตร ต่อเมื่อก้าวแรกได้สัมผัสกับพื้นที่ร่มรื่น ทำให้ก้าวเดินต่อๆไปตามขั้นบันไดชัน จึงให้รู้สึกสงบและเย็นใจเป็นที่สุด ผมเดินเพลินๆท่ามกลางมวลหมู่ไม้ แล้วก็พลันเสียงซู่ซ่าแว่วมาระยะไกล จึงเร่งฝีเท้าก้าวตามสุ่มเสียงนั้นไป

แต่เพียงสาวเท้าก้าวตามไปไม่กี่นาที ก็ตะลึงงันกับภาพที่ปรากฏชัดเบื้องหน้า เป็นสายน้ำใสเย็นทิ้งตัวต่อเนื่องลงมา จากหน้าผาสูงสู่หุบเขาด้านล่างกว่า 100 เมตร ยามที่กระแสน้ำปะทะกับหินเบื้องล่าง เกิดเป็นละอองน้ำล่องลอยตามสายลม นับเป็นน้ำตกชั้นเดียวที่มีความสวยงามจริงๆ พอเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ ระบุให้รับทราบว่าเป็นเวลาบ่ายแล้ว เราจึงเริ่มเดินทางท่องเที่ยวกันต่อไป โดยจุดหมายอยู่ที่งานลอยกระทงสวรรค์ ซึ่งต้องแล่นรถไปตามทางหลวง 108 เป็นเส้นทางลาดยางที่คดเคี้ยวตลอด

จึงต้องมาพักเบรกกันแถวทางหลวงชนบท 4009 อันเป็นที่ตั้งของร้านรวงริมทางเรียกว่า ตลาดแม้ว ชื่อนี้ผมถามจากผองเพื่อนมาอีกทีน่ะ เราต่างชอบอกชอบใจกันมากเลย เพราะมีสินค้าให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย หลักๆเป็นพวกพืชผลทางการเกษตร ที่แม่ค้าต่างการันตีปลอดสารพิษแน่นอน นอกจากนั้นมีเสื้อผ้าอาภรณ์ชาวเขา เห็นนั่งทำให้ชมกระบวนการกันจะๆ แล้วก็มีของที่ระลึกทำมือกระจุ๋มกระจิ๋ม เราเลยหมดเงินกันไปหลายตังค์ ก็แหม!!!เห็นแม่ค้าพร่ำบ่นกันยกใหญ่ว่า ช่วงนี้ขายไม่ดี...จึงอุดหนุนซะหน่อย

เมื่อขึ้นรถเพื่อทำการเดินทางกันต่อ เจอแอร์ที่ให้ความเย็นสบายดีเหลือเกิน เลยแอบผล็อยหลับไปตลอดทางจนได้ พอลืมตาขึ้นมาก็ถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วแล่นรถจากบริเวณอนุสาวรีย์พระยาสิงหนาราชา ผ่านขึ้นไปทางซ้ายมือเป็นทางลาดยาง ที่นำพาขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึง วัดพระธาตุดอยกองมู ที่เป็นภาษาไทใหญ่มีความหมายว่า พระเจดีย์ ตั้งอยู่บนดอยทิศตะวันตกของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดในจังหวัด ประดิษฐานบนยอดดอยกองมูสูงเสียดฟ้า

วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดปลายดอย มีศาสนสถานที่สำคัญ คือพระธาตุเจดีย์ขาวบริสุทธิ์ 2 องค์ โดยพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ สร้างโดย จองต่องสู่ และนางเหล็กผู้เป็นภรรยา เมื่อ พ.ศ.2403 หรือจุลศักราช 1222 เป็นสถานที่บรรจุพระธาตุพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งพระอู่ปั่นเต๊กต๊ะชาวเมืองตองกี่ อัญเชิญมาจากเมืองมะละแหม่ง แล้วต่อมา พระอู่ปั่นเต๊กต๊ะ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรกของวัด จนกระทั่งนายจองต่องสู่สิ้นชีวิต พระอู่ปั่นเต๊กต๊ะจึงไปจำพรรษาที่เมืองตองกี่ดังเดิม ต่อมา พ.ศ.2417 หรือจุลศักราช 1236 พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นอีกหนึ่งองค์ แต่มีขนาดย่อมกว่าองค์เดิม เพื่อประดิษฐานพระธาตุของพระสารีบุตรเถระ ที่พระอู่เอ่งต๊ะก๊ะนำมาจากเมืองมัณฑเลย์ พร้อมทั้งนิมนต์พระอู่เอ่งต๊ะก๊ะ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู

สถาปัตยกรรมองค์พระธาตุดอยกองมู เป็นศิลปะแบบไทใหญ่-พม่า เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่าง จากองค์เจดีย์ในสายวัฒนธรรมล้านนา สำหรับพระเจดีย์องค์ใหญ่ มีฐานผังแปดเหลี่ยมซ้อนชั้นกัน และต่อขึ้นไปด้วยองค์ระฆังและปล้องไฉน โดยที่ปราศจากชั้นบัลลังก์ จึงทำให้รูปทรงขององค์พระเจดีย์แตกต่าง จากรูปแบบองค์เจดีย์ที่คุ้นชินกัน ด้านบนทั้งแปดได้ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำด้าน อยู่ภายในซุ้มจรณัม ยกเว้นด้านที่อยู่ตรงกับทิศตะวันออก สร้างเป็นวิหารแบบไทใหญ่-พม่า ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำทิศ

สำหรับพระพุทธรูปประจำทิศทั้งแปด เป็นพระพุทธรูปประจำวัน แต่เนื่องจากวันพุธที่เป็นวันกลางอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของฤกษ์ยาม จึงมีพระพุทธรูปประจำวันพุธกลางวัน และวันพุธกลางคืน สำหรับองค์พระเจดีย์ขนาดย่อมกว่านั้น มีส่วนฐานซ้อนชั้นในผังสี่เหลี่ยมยกเก็จ ทำให้มีลักษณะเป็นเจดีย์ที่มีฐานย่อมุม เหนือชุดฐานขึ้นไปเป็นองค์ระฆัง ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเจดีย์แบบล้านนา คือไม่มีบัลลังก์เช่นเดียวกับพระเจดีย์องค์ใหญ่ ส่วนฐานมีจรณัมทั้งสี่ซุ้ม แต่มีขนาด และลักษณะที่แตกต่างกันไป

จากวัดพระธาตุดอยกองมูแห่งนี้ สามารถมองเห็นภูมิประเทศ และสภาพของตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจนและสวยงามตา ซึ่งงานประจำปีของวัดมีหลายงานด้วยกัน อาทิ งานวันขึ้นปีใหม่ งานสงกรานต์ งานลอยกระทงสวรรค์ งานวันออกพรรษา...ที่มีการตักบาตรดาวดึงส์ หรือตักบาตรเทโวโรหนะ โดยเฉพาะงานประเพณีนมัสการพระธาตุดอยกองมู หรือปอยป่ายหลอย ที่เรากำลังมาร่วมงานด้วยแรงศรัทธานั้น มีกิจกรรมที่สร้างความตระการอย่างยิ่ง ก็คือการลอยกระทงสวรรค์ หรือการปล่อยกระทงลอยฟ้า

มูลเหตุของการลอยกระทงสวรรค์ น่าจะเป็นกุศโลบายในการหาเงินเข้าวัด หรืออาจเป็นสัญญาลักษณ์ของการจัดงาน โดยมีการจัดงานบุญถึง 4 คืน 5 วัน หรือบางปีเคลื่อนจัดงานไปเป็น 5 วัน 6 คืน เพราะวันที่เปิดประเพณีงานบุญนั้น จันทรคติกับสุริยคติมาตรงกัน หรือนับรวมได้ 13 แล้ว ทางวัดดอยกองมูถือว่าเป็นวันม้วย จึงเลื่อนไปจัดงานเพิ่มขึ้นไปอีกวันหนึ่ง คือ 5 วัน 6 คืนนั่นเอง หรือวันขึ้น 11-15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี โดยชาวบ้านแม่ฮ่องสอน รวมใจลอยกระทงสวรรค์มา 30 ปีแล้ว คงประมาณหลังปี 2503 สักสี่ห้าปี

ซึ่งก็คือปี 2508 เป็นต้นมานั่นเองครับ โดยผู้ที่ริเริมเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู ทางวัดได้ทำการจัดเตรียมกระทงสวรรค์ ที่ทำมาจากกระดาษหลากสีสันเล็กๆ มีส่วนของฐานเบาทำมาจากโฟม จุดเทียนเล็กๆไว้ตรงกลางกระทง ลักษณะโดยรวมจึงเป็นกระทงขนาดเล็ก ที่คล้ายคลึงกับโคมลอย ต่อเมื่อนำมาผูกติดกับลูกโป่งสวรรค์ แล้วปล่อยให้ลอยขึ้นไปสว่างบนฝากฟ้า ในระหว่างเวลา 18.00-19.00 น. โดยมีความเชื่อกันว่า เป็นการสะเดาะเคราะห์ หรือลอยทุกข์โศกของตนเอง ให้ติดไปพร้อมกับกระทงสวรรค์

กิจกรรมภายในวัดช่วงหัวค่ำนี้ นอกจากการลอยกระทงสวรรค์แล้ว ยังมีการถวายข้าวมธุปายาส การตักบาตรเท่าอายุ ตักบาตรดอกไม้บูชาพระธาตุ ถวายดอกไม้ ธูป เทียน การบูชาธาตุทั้ง 4 และในงานทุกวันมีการแสดงดนตรี ลิเกไทใหญ่ การประกวดดอกไม้ไฟ การประกวดก๊อกซอมต่อ สำหรับการร่วมถวายข้าวมธุปายาสนั้น จะเริ่มทำข้าวมธุปายาสกันตอนตีห้า เพื่อนำมาถวายแด่พระสงฆ์เวลา 08.00 น. และแน่นอนอย่างยิ่งเราจะกลับมา เพื่อชมกิจกรรมที่สำคัญให้จงได้ แต่ตอนนี้ขอไปลอยกระทงสวรรค์กันก่อน

ณ เวลา 04.00 น. เป็นเวลานัดหมายของทีมงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจะนำพาไปชมการถวายข้าวมธุปายาส แม้ว่าจะง่วงนอนแทบจะขาดใจให้ได้ ก็ต้องฝืนลากตัวเองขึ้นมาจากที่นอน ต่อเมื่อเดินทางมาถึงศาลาวัด ก็ตาสว่างที่เห็นในความศรัทธา ของบรรดาคนเฒ่าคนแก่ร่วมสิบคน ช่วยกันคนละมือตระเตรียมข้าวของ ส่วนใหญ่ได้ลุล่วงไปมากมายแล้ว คงเหลือแต่การปั้นข้าวมธุปายาสให้เป็นก้อนกลม ระหว่างนั้นผมก็ปลีกตัวเข้าสนทนากับ พระครูอนุสิฐธรรมสาร เจ้าอาวาสวัดกองมู

กราบนมัสการพระคุณเจ้า ความเป็นมาของข้าวมธุปายาสเป็นเช่นไร พระครูอนุสิฐธรรมสาร เมตตาให้ความรู้กับเราว่า ขอเจริญพรท่านทั้งหลาย ประวัติความเป็นมาของข้าวมธุปายาส ในตอนหนึ่งของพุทธประวัติ ตอนปฐมโพธิกาลเขียนไว้ว่า เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญตบะบารมี อยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ แล้ววันรุ่งขึ้นที่จะเป็นวันพระ นางสุชาดา ธิดาของนายบ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เป็นคนมีฐานะและเลื่อมใสศาสนา นางสุชาดาได้บนบานขอให้ได้บุตรชาย ปรากฏว่าก็สมความปรารถนา จึงทำข้าวมธุปายาสด้วยฝีมือตนเอง

วิธีการทำข้าวมธุปายาสนั้น ได้บีบเอาน้ำนมจากวัว 500 ตัว แล้วเอามาเลี้ยงวัว 250 ตัว ทำเช่นนี้ไปจนเหลือวัว 5 ตัวสุดท้าย แล้วบีบน้ำนมวัวบริสุทธิ์ไปหุงข้าว และนำใส่ในภาชนะถาดทองคำ นำไปถวายแด่เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นเทวดาที่บนบาน เจ้าชายสิทธัตถะปั้นข้าวในถาดเป็นก้อน 49 ก้อน แล้วทรงเสวยข้าวมธุปายาสจนหมด จากนั้นนำถาดปล่อยในแม่น้ำเนรัญชรา พร้อมตั้งคำสัจอธิฐานว่า ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ถาดทองลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป และแล้วถาดก็ลอยทวนกระแสน้ำ ไปซ้อนกันกับถาดของพระพุทธเจ้าในอดีต อันเป็นสัญญาณให้รู้ว่า พระองค์จะตรัสรู้เป็นที่แน่นอน

ชาวไทใหญ่จึงยึดถือปฏิบัติสืบมา ในสมัยโบราณตามปกติคนที่หุงข้าว จะเป็นสาวพรหมจารีสิบเจ็ดสิบแปด ทว่าเดี๋ยวนี้เด็กสาวไม่ค่อยเข้าวัดกัน แล้วไม่มีเจตนาในการทำบุญ คือขาดความศรัทธาต่อประเพณี อีกทั้งคนที่หุงข้าวต้องรับศีลแปด สองต้องนุ่งขาวห่มขาว โดยจะนำข้าวเหนียวมานึ่งให้สุก แล้วผสมกับน้ำนม น้ำอ้อย น้ำผึ้ง เนย งา และถั่ว แล้วมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ เพื่อความสะดวกและสวยงาม โดยถวายข้าวมธุปายาสในวันพระ ทั้งวันพระเล็ก หรือวันพระใหญ่...ได้หมดเลย ในเขตเทศบาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะเริ่มตั้งแต่วันพระแรกของการเข้าพรรษา แล้วเวียนไปถวายตามวัดต่างๆ มีวัดพระธาตุดอยกองมูแห่งนี้แหละ ที่จะถวายข้าวมธุปายาสกันนอกพรรษา เพราะในพรรษาเต็มหมดแล้วครับ

ในช่วงเช้าที่วัดพระธาตุดอยกองมูนี้ เราได้ทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่กันด้วยครับ ด้วยการนำก๊อกซอมต่อไปบูชาองค์พระธาตุ อีกทั้งเป็นการบูชาพระประจำวันเกิด จากนั้นเริ่มต้นด้วยการตั้งนะโม 3 จบ แล้วตามด้วยคาถาบูชาที่ว่า "สุทินนัง วะตะเมทานัง อาสะวักขะยะวะหัง โหนตุ สุขิตา โหนตุ นิพพานัสสะ ปัจจะโยโหตุ" แปลความหมายเป็นภาษาไทยได้ ว่า "ทานของข้าพเจ้า บริสุทธิ์ผุดผ่อง ขาวดังดอกบัว ยกขึ้นเหนือหัว บูชาพระพุทธ บูชาพระธรรม บูชาพระสงฆ์ จิตใจจำนง มุ่งตรงต่อพระนิพพาน ขอให้ถึงดวงแก้ว ขอให้แคล้วบ่วงมาร ขอให้พบพระศรีอาริย์ ในอนาคตกาล อันใกล้นี้เทอญ" ...สาธุ สาธุ สาธุ

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า