นั่งรถคอกหมู เที่ยวดูเกษตรอินทรีย์

ท่องเที่ยวไทย
ช่างภาพ: 

     พลันที่ได้ยินคำว่า "เกษตรอินทรีย์" ฉันยอมรับว่า ช่างเป็นเรื่องห่างไกลตัวเสียเหลือเกิน เพราะรูปแบบวิถีการทำงานและการใช้ชีวิตที่อยู่แต่ในเมือง ทำให้ไม่ค่อยคุ้นเคยกับภาพของเรือกสวน ไร่นา ป่าสีเขียวสักเท่าไร ประการสำคัญ คือฟังดูให้รู้สึกว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์นิดๆ การทดลองหน่อยๆ ซึ่งเป็นวิชาที่ฉันคืนความรู้กลับสู่โรงเรียนไปนานแล้ว และไม่คิดจะนำมาใช้อีกเลย

แต่พอเวลาผ่านไป ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่ฉันเป็นมานี่ละ! นับวันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ วันๆอยู่แต่ในห้องปรับอากาศจนจมูกไม่เคยสูดดมความบริสุทธิ์ของสายลมธรรมชาติ ผิวก็ไม่ค่อยโดนแดดให้ได้รับวิตามินดี ยิ่งการบริโภคอาหารสำเร็จรูปอยู่บ่อยครั้งด้วยแล้ว แทบจะเรียกว่า ชีวิตติดลบไปเลยทีเดียว

เมื่อได้ยินคนพูดถึงการกลับไปใช้ชีวิตที่อิงอยู่กับธรรมชาติเช่นคนสมัยก่อน การลงมือปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เก็บเกี่ยวผลผลิตตามธรรมชาติด้วยตัวเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจให้ฉันต้องมาตั้งคำถามที่ฟังดูเหมือนชื่อหนังสือซีไรต์ว่า...

เราหลงลืมอะไรไปหรือเปล่า?

หลงลืมว่า เรื่องที่ดูไกลตัวจนขอปฏิเสธโบกมือลาอย่างไม่ไยดี จริงๆแล้วกลับปรากฏอยู่ใกล้ให้ได้สัมผัสเรียนรู้นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้รับคำเชิญให้ไป "โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินจังหวัดสุโขทัย" ฉันจึงหดมือข้างที่ปฏิเสธนั้นลง และชูแขนอีกข้างอย่างสุดตัวขอร่วมทริปนี้ไปด้วยในเร็วพลัน

แม้ยังไม่อาจปรับเปลี่ยนไปเป็นชาวไร่นากลางท้องทุ่งโดยสิ้นเชิง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ชีวิตต่อจากนี้ไปคงเริ่มมีด้านบวกเข้ามาบ้างแล้ว...

ลงจากเครื่องบินลำเล็กของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เมื่อเวลาแปดโมงเช้า อากาศยังไม่ร้อนมากนัก แสงแดดสาดส่องไปทั่วบริเวณสนามบินเห็นพื้นที่กว้างไกล มีลอมฟางตั้งอยู่พร้อมด้วยควายยืนเล็มหญ้ารอบๆเสมือนเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่า ถึงสุโขทัยแล้วนะ!

นั่งรถรางจากตัวเครื่องมาสู่อาคารผู้โดยสารเพื่อมารับสัมภาระ ก็ให้รู้สึกเหมือนเข้ามานั่งพักในศาลาไทย เป็นอาคารผู้โดยสารที่น่ารักและเป็นกันเองมากในความคิดฉัน

ออกมาด้านนอก ถ้าเกิดหิวขึ้นมา เดินจากอาคารไปไม่ไกลนัก จะมีส่วนที่ตั้งร้านขายอาหาร ทั้งเมนูส้มตำ และก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ของกินขึ้นชื่อของจังหวัดไว้รอต้อนรับผู้มาเยือน แต่เนื่องจากเราอิ่มกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่องในห้องรับรองผู้โดยสารของสายการบินที่บริการอาหารคาวหวาน น้ำดื่มพร้อมพรั่ง แถมขึ้นมาบนเครื่องก็ยังมีบริการอาหารอีกชุด ถ้ายังจะกินเข้าไปอีก คงได้ใช้พุงเดินแทนสองขาแน่ๆ

เลยตัดสินใจนำข้าวของขึ้นรถไปเช็คอินเข้าที่พักในโรงแรมสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท กันก่อน พักผ่อนหย่อนใจสักพัก จึงเดินทางเข้าสู่จุดหมายของวันนี้

จะเรียกว่า "เดินทางเข้าสู่" คงไม่ใช่ ต้องบอกว่า "ย้อนกลับไป" น่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะเส้นทางก่อนเข้าโรงแรมต้องผ่านโครงการนี้ด้วย มองเห็นท้องทุ่งกว้างไกล สวนต้นไม้ ฝูงสัตว์เป็นกลุ่มเป็นก้อน เหมือนจะได้กลิ่นดินหญ้ากลายๆ จนต้องเปิดประตูลงไปสัมผัสให้รู้เช่นเห็นชาติ

เรามาถึง "ลานต้อนรับ" ของโครงการอันประกอบด้วย ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นิทรรศการความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ หน่วยพัฒนาพันธุ์ข้าว โรงเรือนกางมุ้ง และยังมีลานตากข้าวเปลือก ยุ้งข้าว โรงเลี้ยงเป็ด ได้พบกับ คุณโอ่ง-ศุทธาวดี เจริญรัตน์ ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของโครงการ ยืนยิ้มต้อนรับและให้ข้อมูลของโครงการอย่างแข็งขันเป็นกันเอง

โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของสนามบิน ด้วยเจตนารมณ์ของ นายแพทย์ปราเสริฐ และ คุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ ที่ต้องการสร้างประโยชน์แก่สังคมไทยในชนบท จึงพลิกฟื้นผืนดินรกร้างว่างเปล่ารอบสนามบิน ซึ่งแต่ก่อนทุกปีจะมีน้ำท่วมไหลบ่าเข้ามา แต่หลังจากคิดทำโครงการ ทำคันกั้นน้ำไว้โดยรอบ ก็ได้เริ่มปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีในพื้นที่เล็กๆก่อนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒

จากนั้นในอีกหลายปีต่อมาได้ขยายแปลงนาออกไปเป็น ๒๐๐ ไร่ จนปัจจุบันมีพื้นที่แปลงนาทั้งหมด ๕๗๑ ไร่ รวมทั้งยังมีแปลงผัก สวนผลไม้ รวมเป็น ๘๐๐ ไร่ ซึ่งล้วนเติบโตขึ้นมาจากการพึ่งพาปัจจัยทางธรรมชาติ โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเติมแต่ง สารแต่งสี และไม่ใช้พืชตัดต่อทางพันธุกรรม ทั้งนี้ก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

"รู้ไหมคะว่า คำว่า อินทรีย์ ออร์แกนิค ปลอดสาร ไร้สาร ต่างกันอย่างไร" คุณโอ่งถามขึ้นมาให้ลองคิดกันเล่นๆ ผู้ฟังยังตอบได้ไม่เคลียร์เลยต้องขอให้ช่วยเฉลยในเวลาต่อมาว่า

"อินทรีย์ก็คือออร์แกนิค อินทรีย์คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการทำเกษตรอินทรีย์ คือการไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ แต่ถ้าปลอดสารก็คือ เราสามารถใช้สารเคมีถูกต้อง แต่จะต้องมีระยะห่างในการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นเพื่อไม่ให้มีสารนั้นตกค้าง ตามแนวทางการปฏิบัติในการผลิตพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตมาตรฐานปลอดภัย หรือ (GAP-Good Agricultural Practice)"

ช่วงแรกที่ลงมือทำโครงการ ก็ให้ชาวบ้านเกษตรกรในท้องถิ่นเข้ามาทำโดยแบ่งแปลงให้รับผิดชอบกันไป แต่เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และต้องเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางคนก็ไม่สามารถทำได้ และบางส่วนหันไปใช้สารเคมี ผลสุดท้ายจึงต้องกลับมาทำกันเอง และเริ่มขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ ใครผ่านไปมาก็ช่วยสนับสนุนส่งเสริมเป็นแรงหนุน ประกอบกับที่นี่มีงานวิจัยคัดพันธุ์ข้าว ทำให้ได้ข้าวคุณภาพที่ไม่เหมือนใคร

"ปีหนึ่งเราจะวางรวงแถวหนึ่งแล้วถอนกล้าแถวหนึ่งรวง แล้วไปดำ คือในหนึ่งรวงข้าวจะมีออกก่อนออกหลัง เหมือนคนที่มาจากพ่อแม่เดียวกัน แต่ไม่เหมือนกันทุกคน เพราะฉะนั้นบางอย่างที่แตกต่างออกไปก็ต้องคัดทิ้ง ผลผลิตพันธุ์ข้าวที่เกิดขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะนำไปปลูกครั้งต่อไป ดังนั้น ข้าวในนาเราจะไม่ค่อยปน เพราะแปลงนี้เราปลูกพันธุ์นี้ แปลงนั้นปลูกพันธุ์นั้น เวลาสีออกมา กระเทาะเปลือก แล้วมาคัดด้วยมือก็จะไม่ปนกัน จะเห็นว่าข้าวแต่ละเมล็ดจะค่อนข้างเหมือนกัน ช่วงแรกที่ผลิตข้าวออกขาย ขายกิโลกรัมละ ๕๐ บาท จนขยับมาเป็น ๘๐ ๑๐๐ และมาอยู่ที่ ๑๓๕ บาทในตอนนี้"

ปัจจุบัน มีบุคลากรที่ทำงานในโครงการประมาณ ๖๐ คน แบ่งจัดสรรดูแลในส่วนต่างๆ ตัวผลผลิตพันธุ์ข้าวก็มีผู้ต้องการมากขึ้น จึงต้องทำการผลิตให้มากขึ้นด้วย คุณโอ่งบอกว่า ถ้าหากจัดการบำรุงรักษาข้าวให้ได้มาตรฐานทั้งปี ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำการตลาดใหม่ให้เสียเวลา คนงานก็จ้างทำสลับกันได้ตลอดปี ค่าใช้จ่ายก็ลดลง ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นวิธีการสมัยใหม่ที่นำมาใช้แต่ก็ยังคงรูปแบบชีวิตเก่าๆมิให้สูญหายไปไหน

"แต่สิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุดก็คือ สภาพดินฟ้าอากาศค่ะ ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ว่า วันไหนจะร้อนหรือเย็น ซึ่งตรงนี้มีผลต่อข้าวที่ปลูก เช่น ข้าวสีดำที่ต้องการความเย็นเพราะมีสารในข้าวดำที่ต้องพึ่งความเย็นเป็นสำคัญ หรือถ้าอุณหภูมิเกิน ๔๐ องศาเซลเซียสก็จะเป็นข้าวลีบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของน้ำ ความแห้งแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างนาปีนั้น อย่างช้าที่สุดคือต้องไม่เกิน ๑๕ สิงหาคม ต้องออกรวงแล้ว" เป็นคำบอกเล่าจากผู้คลุกคลีในโครงการมาตั้งแต่แรก

แดดสายได้ที่ อากาศเริ่มร้อนขึ้นบ้างแล้ว ได้เวลาที่ฉันและคณะจะออกไปเที่ยวชมเกษตรอินทรีย์กันแล้ว โดยที่นี่จะมีโปรแกรมแบบครึ่งวันเช้า ถ้ามากัน ๓-๕ คน ก็คิดราคาคนละ ๘๐๐ บาท แต่ถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ก็ต้องตกลงราคากันอีกที หากต้องการสวมบทบาทเป็นเกษตรกรก็มีชุดให้เปลี่ยนด้วย และมีเจ้าหน้าที่โครงการคอยนำชมไปพร้อมกัน

พื้นที่กว้างไกลขนาดนี้ ก็ต้องนั่งรถไป แต่พาหนะที่มีมาให้นั่งนั้นไม่ธรรมดา เรียกกันว่า รถคอกหมู คือรถอีแต๋นนั่นละ พอขึ้นไปด้านหลังจะมีที่นั่งสองฝั่งยาวขนานไปกับตัวรถ ด้านหน้าเป็นส่วนคนขับ บรรยากาศเปิดโล่งให้ได้สัมผัสธรรมชาติเต็มที่กันเลยทีเดียว

คุณยุ่ง เจ้าหน้าที่ประจำโครงการแนะนำให้เราไปเก็บไข่เป็ด ซึ่งถือเป็นกิจกรรมแรกประเดิมทัวร์

เราไปถึงเล้าเป็ดหนึ่งในจำนวนหลายเล้าที่ตั้งอยู่ทั่วไป เป็นเล้าที่ตั้งอยู่ข้างบึงน้ำลึก ๒๐ เมตร ซึ่งในช่วงกลางวันจะมีควายเผือกหลายร้อยชีวิตที่ได้รับการไถ่ชีวิตมาลงอาบน้ำให้หายร้อน

ไข่เป็ดมักจะนำมาทำไข่เค็ม โดยเมื่อเก็บไข่จากพื้นดินขึ้นมาคัดขนาดแล้วก็นำมาล้างทำความสะอาด จากนั้นให้นำเกลือเม็ด ๓ กิโลกรัม มาต้มในน้ำเปล่าให้ละลายแล้วปล่อยให้น้ำเกลือเย็นลง นำไข่เป็ดมาเรียงใส่โหลจนเต็ม ๑ โหล ได้ราวๆ ๖๐ ฟอง เทน้ำเกลือที่เย็นแล้วลงไปให้ท่วม ปิดฝาภาชนะให้สนิท เขียนวันที่ผลิต ประมาณ ๑๒ วัน หรือ ๒๑ วัน นับจากวันปิดผนึกก็นำออกมาปรุงเป็นอาหารได้

ดีที่ก่อนเข้าไปในเล้า เขาได้ปล่อยให้เหล่าเป็ดออกไปว่ายน้ำให้ชุ่มฉ่ำ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า แอบหยิบต่อหน้าเจ้าของโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจะโดนทำโทษไม่รู้ตัว

ได้ไข่เต็มตะกร้าก็กลับมาขึ้นรถ นั่งขโยกเขยกตามจังหวะรถที่แล่นกระเด้งกระดอนบนถนนลูกรัง เราย้อนกลับไปบริเวณอาคารสนามบิน ซึ่งตอนแรกไม่ได้สังเกต แต่พอมาตอนนี้ คุณยุ่งชี้ให้ดูฟาร์มสวนสัตว์ใกล้ๆ มีทั้ง เก้ง กวาง จิงโจ้ ม้าลาย ยีราฟ หงส์ดำ หงส์ขาว ควายโคนม ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ที่ทนต่อสภาพอากาศเขตร้อนได้ (บางปีอุณหภูมิที่นี่สูงสุดในช่วงหน้าร้อนถึง ๓๙ องศาเซลเซียสเลยทีเดียว) สมัยก่อนทุกๆวันเด็กแห่งชาติ จะมีการจัดงานตรงนี้ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะย้ายไปจัดที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

ขับลัดเลาะไปอีกหน่อยก็เจอกับสวนกล้วยไม้ที่เพาะปลูกไว้มากมายหลากสีสัน ลงไปเก็บภาพความงดงามแล้วก็มุ่งหน้าผ่านไปยังโรงแรมที่พัก เลยไปอีกหน่อยจะมีนาบัวบึงหงส์ เห็นหงส์ขาวหงส์ดำอวดลีลาท่วงท่าสง่างามบนผืนน้ำ ท่ามกลางกอบัวหลวงกลีบสีชมพูซึ่งจะบานเยอะที่สุดช่วงเดือนกรกฎาคม เสียดายที่มาช้าเกินไป ไม่เช่นนั้นสาวๆในทริปคงได้ล่องเรือพายเก็บสายบัวเป็นแน่

ตอนนี้เรากำลังจะไปยังชุมชนโรงสีข้าว ระหว่างทางไปซึ่งมีดงต้นไม้สองข้างทาง เจ้าหน้าที่นำชมบอกว่า หากมาช่วงค่ำจะได้เห็นหิ่งห้อยนับร้อยตัวเลยทีเดียว เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ดีอีกประการ

ชุมชนโรงสีข้าว ประกอบด้วยไร่อิ่มเอมซึ่งเป็นกลุ่มบ้านพักของทีมงานในโครงการ ที่พักแบบโฮมสเตย์ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และบ่อปลา ไฮไลท์อยู่ที่โรงสีข้าวขนาดเล็ก ซึ่งจะเห็นถึงการสีข้าว การคัดเลือกเมล็ดข้าวสวยด้วยมือ รวมทั้งการบรรจุภัณฑ์ บางคนคัดได้ ๑๐ กิโลกรัมต่อวันเลยทีเดียว ข้าวเมล็ดไหนที่คัดออกก็นำไปเป็นอาหารเลี้ยงไก่ เป็ดต่อไป

ได้ความรู้เพิ่มเติมมาว่า ข้าวกล้องที่ซื้อมาเปิดถุงไว้แล้วนั้น ควรมัดปากถุงหรือใส่ภาชนะแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันมอด (กลับถึงบ้าน ฉันเลยจัดแจงทำตามนั้นทันที เพราะนึกเสียดายข้าวกล้องที่ถูกมอดกินไป แล้วก็เห็นผลจริงตามนั้น ไม่มีมอดให้กวนใจอีกต่อไป)

นั่งรถต่อไปยังด้านหลังของโรงแรม ผ่านไปดูแปลงผักออร์แกนิคที่ปลูกไว้มากมายให้ผู้มาเยือนได้ทดลองเก็บ เผื่อนำไปประกอบอาหารมื้ออร่อยที่ร้านครัวสุโข ซึ่งก่อนจะถึงตรงนั้นก็มีกิจกรรมให้เลือกทำก่อนหลังสลับกัน คือขึ้นขี่ควาย และการลงมือดำนาในแปลงนาปู่ย่า ตายาย ซึ่งเป็นแปลงสาธิตการทำนาของชาวนาไทยโบราณที่ทุกขั้นตอน ต้องพึ่งพาแรงงานคน และควาย รวมไปถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยวจนได้ออกมาเป็นเมล็ดข้าวด้วยเครื่องมือที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย

คุณยุ่งเล่าให้ฟังถึงวิธีการปลูกข้าวอย่างคร่าวๆว่า หลังจากได้ข้าวเปลือกซึ่งจะมีจมูกข้าวมาแล้ว ให้แช่น้ำ ๑ คืนเพื่อให้อมน้ำ แล้วยกออกมา หาผ้าขนหนูหรือผ้าผืนใหญ่คลุมไว้ประมาณ ๒ คืน หลังจากนั้นตรงปลายจมูกจะเห็นเป็นสีขาวงอกออกมา เมื่อเตรียมแปลงนาไว้แล้วก็นำไปหว่านรอให้ส่วนที่งอกออกมาเจริญเติบโตขึ้นเป็นรวงข้าวต่อไป โดยข้าวกล้องหอมสีดำนั้นจะเก็บเกี่ยวภายใน ๙๐ วัน ส่วนข้าวประเภทอื่นใช้เวลาประมาณ ๔ เดือนกว่า

สุดท้ายหากสนใจจะซื้อผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ก็เข้าไปเลือกชมกันได้ในร้านใกล้ๆกัน จะมีทั้งข้าวหอมสุโข ข้าวที่ได้รับการพัฒนาจากหลายร้อยสายพันธุ์ทั่วจังหวัดสุโขทัยจนได้พันธุ์ที่ดีที่สุด คัดพิเศษเฉพาะข้าวเมล็ดสวยและสมบูรณ์บรรจุในถุงสุญญากาศ มีให้เลือกทั้งข้าวกล้องหอมดำ ข้าวกล้องหอมแดง ข้าวกล้องหอมผสม และข้าวซ้อมมือสีชมพู ข้าวหอมสนามบิน ข้าวอินทรีย์คุณภาพดี ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล น้ำใบข้าวคลอโรฟิลล์ น้ำมะม่วงมหาชนก คุกกี้รำข้าวทำจากข้าวหอมแดง ไข่เค็มอินทรีย์

จบโปรแกรมด้วยมื้ออาหารสุดอร่อย ปรุงด้วยวัตถุดิบสด สะอาด รสชาติแบบชาวบ้านท้องทุ่ง ถูกปากกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะส้มตำผักน้ำที่สั่งมาเท่าไรก็หมดทุกที

แม้แดดจะร้อน เหงื่อท่วมกาย พานให้รู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ทำให้ฉันได้รู้ว่า การทำเกษตรอินทรีย์หรือจะว่าไปแล้วก็คือ เกษตรกรรมที่คนไทยทำกันมาแต่ดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสักแต่ว่าทำไปให้เสร็จ ต้องอาศัยกำลังกาย กำลังใจมากมายกว่าจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพหล่อเลี้ยงชีวิตทุกผู้คน

...เป็นชีวิตที่เอื้อชีวิตซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง...