อัศจรรย์บารมี "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล"

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

จากตัวจังหวัดร้อยเอ็ด 62 กิโลเมตร เราขับรถไปตามเส้นทางอำเภอโพนทอง และอำเภอหนองพอก ต่อไปยังบ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย และขับขึ้นยอดเขาเขียวไปอีก 5 กิโลเมตร ก็ได้เห็นความงดงามอลังการของพระมหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กว้าง และยาว 101 เมตร ตามชื่อจังหวัดร้อยเอ็ดที่เขียนเป็นจำนวนเลข และสูงถึง 109 เมตร เพื่อน้อมรำลึกถึงในบุญบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9แห่งราชวงศ์จักรี นั่นคือพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่บนยอดภูเขาเขียว แนวเทือกเขาภูพาน อำเภอหนองพอก ซึ่งกรมศิลปากรออกแบบให้เป็นศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน ผสมผสานระหว่าง พระปฐมเจดีย์ และพระธาตุพนม องค์เจดีย์เป็นสีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วย สีทองสุกปลั่งเหลืองอร่าม ส่วนปลายยอดฉัตรทอง 9 ชั้น ใช้ทองคำหนัก 4,750 บาท (ประมาณ 60 กิโลกรัม) รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ ใช้งบประมาณก่อสร้างจนถึงปัจจุบันกว่า 3,000 ล้านบาท

ผืนดินแห่งนี้แต่เดิมนั้น หลวงปู่ศรี มหาวีโร เคยธุดงค์มาเจริญกรรมฐานเพื่อแสวงหาความสงบ เมื่อปี พ.ศ.2493-2494 บริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม (ผาน้ำย้อย) บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด (ตามเส้นทางสายหนองพอก-เลิงนกทา อยู่ห่างจากอำเภอหนองพอก ประมาณ 13 กิโลเมตร) เป็นป่าดงดิบ สวยงามตามธรรมชาติ มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ เหตุที่ได้ชื่อว่า ภูผาน้ำย้อย เพราะภูเขาลูกนี้มีสภาพเป็นหน้าผาสูงชัน มีน้ำตกไหลย้อยตลอดปี คล้ายน้ำที่ไหลตกจากชายคา ต่อมาสภาพป่าถูกทำลายเนื่องจากประชาชนได้ลักลอบตัดไม้ ทางราชการได้พยายามปราบปรามด้วยวิธีต่างๆไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อมาได้พิจารณาว่าพระพุทธศาสนาเป็นที่รวมจิตใจของประชาชน สอนให้คนเป็นคนดีมีความรักหมู่รักคณะ เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นำความสงบมั่นคงให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ในพ.ศ.2517 น.อ.ประสิทธิ์ ทองใบใหญ่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ในสมัยนั้น จึงได้กราบนิมนต์ หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม ตำบลศรีสมเด็จ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ท่านพิจารณาตั้งวัดเป็นการถาวรขึ้น หลวงปู่ศรี ได้ส่ง หลวงปู่บุญศรี ญาณธมฺโม และพระมาจำพรรษา 5 รูป เนื้อที่ของวัดประมาณ 28,000 ไร่ และปลูกต้นไม้เสริมขึ้นอีก 300,000 ต้น เพื่อได้ใช้สถานแห่งนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม และอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้กับประชาชนตามหลักของพระพุทธศาสนา กอปรกับมีชาวบ้านเจ็บป่วยนำน้ำจากภูนี้ไปดื่มกินเพื่อรักษาโรคตามความเชื่อ จึงเป็นที่เรียกขานวัดนี้ว่า "วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม" ซึ่งมีการยึดถือตามแนวปฏิบัติของ หลวงปู่ศรี มหาวีโร ที่ปฏิบัติเคร่งครัดในธุดงควัตร และการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ส่งผลให้ความตรึงเครียดทางด้านการเมือง การก่อการร้ายลดลงจนหมดไปในที่สุด

จากนั้นมาเริ่มพัฒนาสร้างอ่าง เหมืองฝายเก็บกักน้ำขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่ง ข้างล่าง 2 แห่ง และบนเขาอีก 1 แห่ง สร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ สร้างศาลาหอฉัน จุพระเณรได้ประมาณ 1,000 รูป สร้างสำนักงานเลขาฯพระ สร้างตำหนักสมเด็จพระสังฆราช สร้างตึกรับรองพระเถระ สร้างโรงครัว สร้างที่พักสำนักแม่ชี สร้างกุฏิกัมมัฎฐาน ข้างล่างและข้างบนเขา จำนวน 700 หลัง สร้างห้องน้ำ-ห้องส้วม19 แห่ง มีห้องส้วม จำนวน 200 ห้อง สร้างถังเก็บน้ำฝนขนาดใหญ่ สร้างถนนลาดยางขึ้นหลังเขาผาน้ำย้อย ระยะทาง ประมาณ 10 กิโลเมตร และสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล สร้างวิหารคด เรียงรายรอบองค์พระมหาเจดีย์ชัยมงคล สร้างกำแพงอเนกประสงค์ล้อมรอบพระ มหาเจดีย์ ภายในกำแพงมีห้องน้ำ-ห้องส้วม 1,000 ห้อง พร้อมที่พักรอบพระมหาเจดีย์ ยาว 3,500 เมตร สร้างกำแพงด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สูง 3 เมตร ยาวรอบวัดประมาณ 120 กิโลเมตร คลุมพื้นที่วัด 28,000 ไร่ แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์

ดำริแรกในการสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล เริ่มเมื่อวันรวมกฐินสามัคคีวัดประชาคมวนาราม(วัดป่ากุง) 25 พฤศจิกายน 2528 หลวงปู่ศรี มหาวีโรได้ปรารภท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ว่า ท่านได้รับพระบรมสารีริกธาตุมา และพิจารณาเห็นว่าครูบาอาจารย์สายอีสานผู้มีความรู้ระดับนักปราชญ์และปฏิบัติชอบระดับสัมมาปฏิบัติ ที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่ภาคอีสานมีเป็นจำนวนมาก น่าจะสร้างถาวรวัตถุสำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐิธาตุ รูปเหมือนของครูบาอาจารย์เหล่านั้น เพื่อเป็นศูนย์กลางและแหล่งความรู้แก่พระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนผู้มาศึกษาปฏิบัติบำเพ็ญสมถวิปัสสนากรรมฐาน ให้ได้รับความสะดวกที่จะศึกษาหาความรู้และจัดเป็นสถานที่สักการบูชา บำเพ็ญบุญกุศลของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ต่อมาได้มีการประชุมพระสังฆาธิการภาค8-9-10-11 (ธรรมยุต) โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จันทปัชโชโต) เป็นองค์ประธาน หลวงปู่ศรี มหาวีโร ได้นำเรื่องที่ได้รับพระบรมสารีริกธาตุ เข้าปรึกษาหารือในที่ประชุม ที่ประชุมได้มีมติให้ หลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นผู้นำในการก่อสร้าง และได้ลงความเห็นร่วมกันว่า ควรจะก่อสร้างเจดีย์ที่ผาน้ำย้อย บนภูเขาเขียว ในเขตอำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อมีการก่อสร้างเจดีย์ขึ้น หมู่คณะทั้งหมดในภาคอีสาน 4 ภาค เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค และเจ้าอาวาสทุกวัดจะได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ร่วมกัน จึงลงความเห็นพร้อมกันให้ยกย่องพระมหาเจดีย์ชัยมงคล (ผาน้ำย้อย) เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาภาคอีสาน

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จันทปัชโชโต) จึงนำความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งทรงมีพระบัญชาให้ หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม (วัดป่ากุง) เป็นผู้นำในการหาสถานที่และการก่อสร้าง ในวันที่ 19 ธันวาคม 2530 ท่านได้ประชุมคณะกรรมการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกและรักษาการผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในการก่อสร้างเจดีย์ และให้เรียกเจดีย์นี้ว่า "พระมหาเจดีย์ชัยมงคล" โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการออกแบบ และได้เพิ่มเติมให้ลักษณะภายในโล่งเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ภายในองค์เจดีย์ได้ตามแนวคิดของ ดร.ภูเทพ สิทธิถาวร (ซึ่งขณะนั้นยังบวชอยู่ และ คุณจินตนา ไชยกูล ผู้เป็นมารดาได้ถวายปัจจัยสร้างองค์พระมหาเจดีย์ กับ หลวงปู่ศรี มหาวีโร 200,000 บาท)

การหาทุนในการก่อสร้างเบื้องต้น วัดต่างๆในสายธรรมยุตทั่วทั้งภาคอีสาน จึงจัดให้มีการทอดผ้าป่าพระมหาเจดีย์ขึ้น โดยเป็นการร่วมใจของวัดและพุทธศาสนิกชนทั่วภาคอีสาน 19 จังหวัด โดยจัดเป็นกองผ้าป่า 84,000 กอง กองละ 1,000 บาท ได้ปัจจัยรวมทั้งสิ้น84 ล้านบาทเป็นทุนในการเริ่มต้นก่อสร้าง และได้จัดพิธีทอดผ้าป่าเป็นประเพณีตลอดมาทุกๆปี พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยทำพิธีวางศิลาฤกษ์และลงเสาเอกในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2531

พื้นที่ก่อสร้างอยู่ในบริเวณเทือกเขาเขียว โดยมีทางขึ้นอยู่ที่บ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เฉพาะส่วนของพระมหาเจดีย์ชัยมงคล มีเนื้อที่ 101ไร่ แวดล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม บนหลังเขาซึ่งเป็นเทือกเขาเขียว มีสภาพเป็นป่าดงดิบ เต็มไปด้วยป่าไม้นานาพันธุ์ รอบภูเขามีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันคล้ายกำแพงธรรมชาติโอบล้อมไว้ มีกำแพงล้อมวัดยาว 3,500 เมตร ซึ่งสมควรเรียกว่ากำแพงแห่งศรัทธา เพราะเป็นกำแพงที่รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาร่วมแรงและร่วมใจกันก่อสร้างถวายบูชาคุณหลวงปู่ศรี มหาวีโร โดยมี พระครูปลัดทองอินทร์ กตปุญฺโญ (หลวงพ่ออินทร์) เป็นผู้นำในการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเริ่มลงมือก่อสร้างใน พ.ศ.2540 และมาแล้วเสร็จ ในพ.ศ.2546 ลักษณะของกำแพงเป็นกำแพงซึ่งก่อด้วยอิฐมวลผสม ซึ่งใช้หินลูกรังบดผสมกับปูนซีเมนต์อัดเป็นก้อนอิฐ โดยใช้แรงงานของและความคิดของพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ผลิตก้อนอิฐทุกๆก้อน และพุทธศาสนิกชนซึ่งมีความศรัทธาในองค์หลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นผู้มีส่วนร่วมในการผลิตและร่วมในการก่อสร้างโดยไม่คิดค่าตอบแทนเลย เป็นพลังศรัทธาของมวลชนทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง

เมื่อดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างของอาคารภายนอกและภายในองค์พระมหาเจดีย์แล้วเสร็จ ก็ได้ทำพิธียกยอดฉัตรทองคำ ซึ่งมีน้ำหนักทองคำรวมทั้งสิ้น 4,750บาท ขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดของพระมหาเจดีย์ ต่อมาได้ทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 3 องค์ประดิษฐานไว้ชั้นที่ 6 คือ องค์ที่ 1 เป็นองค์ที่ พระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) ได้รับมาเป็นกรณีพิเศษ องค์ที่ 2 สมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกาได้มอบให้ โดยพระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) ได้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกาด้วยตัวของท่านเอง องค์ที่ 3 สมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกาได้อัญเชิญมามอบให้ด้วยพระองค์เอง ในวันที่มีการทำพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ที่วัดถ้ำผาน้ำทิพย์ฯ และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ณ ชั้นที่ 6 ด้วยพระองค์เองด้วย นอกจากนี้ยังได้อัญเชิญพระอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์ซึ่งกลายเป็นพระธาตุสีต่างๆ ประดิษฐานไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้เคารพกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นเจดีย์องค์ใหญ่รายล้อมด้วยเจดีย์เล็กทั้ง 8 ทิศ เรียงรายด้วยวิหารคด รอบองค์พระมหาเจดีย์ไว้อีกชั้นหนึ่ง รูปทรงพระมหาเจดีย์เป็นรูปทรง 8เหลี่ยม แบ่งเป็น 6 ชั้นตามลำดับ คือ ชั้นที่1 เป็นชั้นอเนกประสงค์ มีรูปเหมือนองค์หลวงปู่ยืนเด่นเป็นประธานอยู่กลาง เป็นห้องโถง กว้างขวาง โอ่อ่า สำหรับการประชุมต่างๆ รอบฝาผนังด้านในจารึกนามผู้บริจาคสมทบทุนก่อสร้าง ชั้นที่ 2 จัดเป็นห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่สำหรับประชุมปฏิบัติธรรมพระสังฆาธิการ หรือการประชุมสัมมนาทั่วไป ชั้นที่ 3 เป็นอุโบสถสังฆกรรม ประชุมสงฆ์ เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน พระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีต ซึ่งเป็นรูปเหมือนสลักด้วยหินทราย 101 องค์ ชั้นที่ 4 เป็นสถานที่ชมวิวรอบพระมหาเจดีย์ ด้านบนกรอบซุ้มหน้าต่างมีพระพุทธรูป 4ปางยืนประจำทิศต่างๆ ชั้นที่ 5เป็นพิพิธภัณฑ์สถานเก็บอัฐบริขารของหลวงปู่ศรี ชั้น 6 อยู่เหนือสุด ต้องขึ้นบันไดเวียนไปอีก 119 ขั้น จึงถึงห้องโถงรูประฆังทองคำ 8 เหลี่ยม 8 ทิศ ตรงกลางห้องเป็นเจดีย์เล็กเป็นที่ประดิษฐานองค์พระบรมสารีริกธาตุ 3องค์ มิ่งมหามงคลของเจดีย์

ในพ.ศ.2548 ทางพระมหาเจดีย์ชัยมงคลได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งวัดเจดีย์ชัยมงคล ลงประกาศวันที่ 17 มิถุนายน 2548และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 ในพ.ศ.2550การก่อสร้างพระมหาเจดีย์ลุล่วงไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และได้เปิดให้สาธารณชนเข้ามาสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุได้ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา การก่อสร้างที่ผ่านมาใช้งบประมาณจากการบริจาคตามจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้มีคำสั่งแต่งตั้ง พระครูปลัดทองอินทร์ กตปุญฺโญ (หลวงพ่ออินทร์) เป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งขณะนี้ท่านเป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์แทนองค์หลวงปู่ให้แล้วเสร็จเพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อาจาริยบูชา ตามเจตนารมณ์ขององค์หลวงปู่ที่พาดำเนินมา

หลวงปู่ไม่เคยอนุญาตให้สร้างวัตถุมงคลหรือสร้างรูปเหรียญของท่านออกมาเพื่อหาเงินมาสร้างเจดีย์แต่อย่างใด ส่วนมากมักจะแอบอ้างว่าเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านเป็นคนสร้างขึ้นมา ซึ่งที่ประชุมสงฆ์วัดประชาคมวนาราม ได้มีมติสั่งห้ามการสร้างวัตถุมงคลต่างๆออกไปแล้ว หากผู้มีจิตศรัทธาต้องการบริจาค โปรดติดต่อที่เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ชัยมงคล หรือใส่ที่ตู้บริจาคภายในบริเวณองค์พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเท่านั้น และเพื่อป้องกันมิจฉาชีพที่จะแอบแฝงเข้ามา อย่าได้หลงเชื่อ หากมีผู้แอบอ้างไปตั้งตู้บริจาคตามสถานที่ต่างๆ หรือขอรับบริจาคโดยไม่มีการขออนุญาตจากทางวัดได้ เพราะทางกรรมการการก่อสร้างของวัดไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดหรือคณะใดออกไปตั้งตู้รับบริจาค หรือรับบริจาคนอกสถานที่ ส่วนการบริจาคที่ถูกต้องนั้นจะได้รับใบอนุโมทนาจากวัดพระเจดีย์ชัยมงคล ที่มีลายเซ็นต์เจ้าอาวาสวัด ซึ่งจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมายเท่านั้น หากมีผู้ใดกระทำการรับบริจาคโดยไม่ได้ขออนุญาตจากทางวัดดังกล่าว ทางกรรมการของวัดเจดีย์ชัยมงคลจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

การเดินทางขึ้นไปกราบพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ เมื่อเดินทางไปถึงแล้ว กว่าจะขึ้นไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ต้องขึ้นบันไดวนที่ค่อนข้างแคบและชันไปอีก119ขั้น เรียกว่าต้องผ่านการทดสอบความอดทนกันมากมายกว่าจะได้บุญจากการกราบไหว้นี้ ดังนั้น เมื่อตั้งใจไปรับบุญแล้ว ควรยึดถือตามข้อปฏิบัติในการขึ้นไปนมัสการองค์พระมหาเจดีย์อย่างเคร่งครัดคือ ถอดหมวก ถอดรองเท้า อย่าส่งเสียงดัง ห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นบนเจดีย์ อย่าจับต้องลวดลายต่าง ๆ ไม่นำอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ขึ้นไปรับประทานบนพระมหาเจดีย์ ทิ้งขยะในที่เตรียมไว้ให้ ห้ามจูดธูป-เทียนในองค์พระมหาเจดีย์ แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ห้ามสูบบุหรี่ และเสพของมึนเมา เพื่อที่จะได้กล่าวคำนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล "วันทามิ พันเต เตติยัง พุทธปะระมะ สารีริกธาตุง สิระสานะมามิ" ด้วยความเคารพในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเต็มหัวใจ