นั่งรถไฟกินลมชมวิววัดช่องลม (วัดสุทธิวาตวราราม)

เที่ยวทางรถไฟ
ช่างภาพ: 

เสียงขับขานเพลงท่าฉลอมน้ำเสียงไพเราะของ ชรินทร์ นันทนาคร ซาบซึ้งด้วยความหมายที่ดีจากคำร้องของ ชาลี อินทรวิจิตร ทำนองของ สมาน กาญจนะผลิน "พี่อยู่ไกลถึงท่าฉลอม แต่พี่ไม่ตรอม เพราะรักพะยอมยามยาก ออกทะเลจะหาปลามาฝาก แม่คุณขวัญใจคนยาก รับของฝากจากพี่ได้ไหม โปรดเมตตารักพี่สักนิดพี่มอบชีวิตอุทิศให้สาวมหาชัย แบกความรักข้ามทะเลมาให้ ฝ่าดงและคลื่นเท่าไหร่ รักจึงได้ว่ายน้ำข้ามมา ท่าฉลอมกับมหาชัยจะคิดทำไมว่าไกล เชื่อมความรักไว้ดีกว่า ตอบเพียงสักคำว่าไม่รักจะหักใจลา ซ่อมตัวตามประสาจะหนีซ่อนหน้าห่างไกล เรื่องทะเลนั้นพี่พอรู้ แต่เรื่องเจ้าชู้ไม่รู้จะทำฉันใด หยั่งทะเลพอคะเนดูได้ แต่ความรักเกินครวญใคร่ ลึกเท่าไหร่ไม่รู้หยั่งถึง..."

การเดินทางไปสมุทรสาครในวันนี้เพียงลัดนิ้วมือเดียวก็ถึงแล้ว สมุทรสาครหรือชื่อเดิมคือบ้านท่าจีนเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเมืองหนึ่งของประเทศ อีกทั้งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างยาวนาน ด้วยเป็นแหล่งเส้นทางเดินเรือที่พ่อค้าสำเภาจีนแต่โบราณแวะเข้ามาทำการค้าขายจนเป็นชุมชนใหญ่บริเวณปากอ่าวไทย สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา ตรงกับพ.ศ.2092 ได้ทรงยกฐานะบ้านท่าจีนขึ้นเป็นเมืองสาครบุรี เพื่อสะดวกแก่การเรียกหาผู้คนยามเกิดศึกสงครามและสะดวกในการปกครองสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประวัติศาสตร์ยังได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญว่า มองสิเออร์เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยก็เคยมาพักที่ป้อมหน้าวัดช่องลมใน พ.ศ.2330 ด้วยเหตุนี้จึงมีนักท่องเที่ยวจากเมืองน้ำหอมพากันเที่ยวตามรอยราชทูตฝรั่งเศสมาที่วัดช่องลมแห่งนี้เป็นประจำ

วัดช่องลม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่อยู่คู่สมุทรสาครมายาวนานกว่า 200 ปีและวัดพัฒนาดีเด่น 2538 แต่แรกชาวบ้านเรียกวัดท้ายบ้านเป็นเพราะตั้งอยู่สุดท้ายของหมู่บ้าน ตอนหลังได้เปลี่ยนมาเรียกกันว่า วัดช่องลม ด้วยทำเลที่ตั้งของวัดหันไปสู่ทางทิศใต้ตรงกับปากอ่าวที่แม่น้ำท่าจีนไหลลงสู่ทะเลพอดี เกิดเป็นเป็นทัศนียภาพที่สวยงามน่าประทับใจยิ่งนัก อีกทั้งเป็นพื้นที่รับลมมีลมโกรกพัดเย็นสบายชื่นฉ่ำอยู่ตลอดเวลา จึงเรียกกันติดปากว่า วัดช่องลมและมีชื่อเป็นทางการว่า วัดสุทธิวาตวราราม ถือเป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองสมุทรสาคร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยก วัดช่องลมเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2508

หลังจากนั้นอีก 5 เดือนเต็ม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าชาย พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงทุกพระองค์ มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดช่องลม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2508 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณพระเมตตาบารมีล้นกล้า ฯ ของเหล่าพสกนิกรชาวสมุทรสาครอย่างถ้วนหน้า

นอกจากวิวทิวทัศน์อันสวยงามแล้วที่วัดแห่งนี้ยังมีความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งคือ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งเคหสถานอันแสนอบอุ่นของฝูงนกนางแอ่นรัง ที่พากันพำนักอาศัยร่มใบบุญอยู่ในพระวิหารที่บรรจุศพของพระเทพสาครมุนี (หลวงปู่แก้ว) โดยปกติแล้วธรรมชาติของนกชนิดนี้จะอาศัยบริเวณภาคใต้ มักพบเห็นตามถ้ำในภูเขาที่คนพากันเสี่ยงชีวิตเข้าไปเก็บเอารังที่ทำจากน้ำลายนกมากินบำรุงร่างกายและซื้อขายกันในราคาแพงลิบลิ่ว แต่นกแอ่นรังเหล่านี้กลับสามารถอาศัยอยู่ภายในพระวิหารท่ามกลางกลิ่นธูปควันเทียนที่แสนจะคละคลุ้งได้อย่างไม่เดือดร้อนเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว และยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนแน่นพระวิหาร แรงจูงใจที่ทำให้นกเหล่านี้อาศัยอยู่ได้ อย่างแรกก็คือความปลอดภัยจากมนุษย์และสัตว์ อีกประการหนึ่งก็คือความเมตตาปราณีที่มีอยู่ในจิตใจของคนที่อยู่ในบริเวณนั้น และพร้อมที่จะปกป้องคุ้มครองนกเหล่านี้ไว้ โดยไม่ให้ใครเข้ามารบกวนหรือทำร้ายได้

นางแอ่นเหล่านี้ ได้เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในสมัยที่หลวงปู่แก้ว หรือพระเทพสาครมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม และอดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากหลวงปู่แก้วท่านเป็นภิกษุผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่งเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมีปฏิปทาน่าเลื่อมใสศรัทธาต่อผู้ที่ได้พบเป็นอันมาก ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือยิ่งของชาวมหาชัย ผู้คนในจังหวัดใกล้เคียง ตลอดทั้งพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศที่หลั่งไหลมากราบไหว้ท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลและขอพรจากท่านอยู่เป็นประจำ

เป็นที่เล่าขานสู่กันฟังว่า ในวันแรกวันนกแอ่นรังเริ่มเข้ามาที่วัดช่องลมตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2512 ปกติแล้วทุกวันที่ 25 ธันวาคมซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่แก้ว จะมีคณะศิษยานุศิษย์ พ่อค้า ประชาชน และผู้ที่เคารพนับถือในตัวหลวงปู่แก้วได้ร่วมกันจัดงานถวายให้แก่ท่านทุกๆปี เป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาตั้งแต่หลวงปู่ได้ย้ายมาอยู่วัดนี้ในปี 2495

เช้าตรู่วันนั้นหลวงปู่แก้วได้ต้อนรับแขกที่เข้ามาอวยพรตั้งแต่ตี 5 จนถึง 7 โมงเช้า หลังฉันภัตตาหารและเสร็จกิจธุระเวลา 8 โมงเช้า ท่านก็ขอตัวลงทำวัตรในพระอุโบสถพร้อมด้วยพระภิกษุและสามเณร ตามปกติ ขณะที่หลวงปู่แก้วเดินเข้าไปภายในพระอุโบสถ และตรงไปที่พระประธานเพื่อจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยนั้น ก็มีนกแอ่นรังจำนวน 3 ตัวบินตรงเข้าไปด้วย และส่งเสียงร้อง พร้อมกับบินโฉบเล่นกันไปมาเป็นที่สนุกสนานภายในพระอุโบสถนั้น ภิกษุ สามเณร ต่างพากันแปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นนกชนิดนี้มาก่อน หลวงปู่แก้วท่านก็มองด้วยความสงสัย

ครั้นสวดมนต์เสร็จ หลวงปู่แก้วพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณร ก็ออกจากพระอุโบสถเพื่อขึ้นมารับแขกที่รออยู่บนกุฏิ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลพระอุโบสถ พร้อมด้วยพระภิกษุบางรูปซึ่งเข้าใจว่า นกเหล่านี้บินหลงเข้าไปในพระอุโบสถและออกไม่ถูก จึงเปิดประตูหน้าต่างพระอุโบสถเพื่อให้นกเหล่านี้ออกได้สะดวกและส่งเสียงไล่เพื่อให้มันออก แต่นกเหล่านั้นก็บินวนเวียนไปมาอยู่อย่างเดิมไม่ยอมออกจากพระอุโบสถ สุดท้ายก็บินไปเกาะอยู่ที่บัวเพดานชั้นบนไม่ยอมไปไหนอีก เจ้าหน้าที่จึงยอมรามือแล้วก็คิดว่าประเดี๋ยวนกเหล่านี้ก็คงหาทางออกไปได้เองแล้วก็พากันกลับออกไปทำงานอื่นต่อ ถึงเวลา 4 โมงเย็นเป็นเวลาทำวัตร พระภิกษุและสามเณรก็เข้าไปทำวัตรตามปกติ ก็เห็นนกนางแอ่นทั้ง 3 ตัวยังอยู่เช่นเดิม แต่เปลี่ยนไปเกาะอยู่ที่หลังพระประธาน เมื่อทำวัตรเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่และพระภิกษุก็ช่วยกันไล่นกเหล่านั้นอีก เพราะเข้าใจว่ามันหาทางออกไปไม่ได้ แต่ไล่อยู่เช่นนี้เป็นเวลานานจนพากันอ่อนใจ นกทั้ง 3 ตัวนั้นก็ยังไม่ยอมออกไปจากพระอุโบสถ จึงได้ปิดประตูพระอุโบสถไว้และขังนกนางแอ่นเหล่านั้นไว้ในพระอุโบสถนั่นเอง

รุ่งขึ้น 6 โมงเช้า เจ้าหน้าที่เปิดพระอุโบสถเพื่อเข้ามาทำความสะอาด ปรากฏว่านกทั้ง 3 ตัวนั้นก็พากันบินออกจากประตูอุโบสถไปทั้งหมด สร้างความเบาใจให้กับเจ้าหน้าที่เพราะคิดว่านกเหล่านั้นหาทางออกไปได้แล้ว แล้วพอถึง 4 โมงเย็น เวลาทำวัตรเย็น ขณะที่พระภิกษุกำลังทำวัตรอยู่นั้น เหล่านกแอ่นรังก็พากันบินกลับเข้าไปในพระอุโบสถอีก แต่คราวนี้มาเพิ่มอีก 2 ตัวรวมเป็น 5 ตัว แล้วนกเหล่านั้นก็พากันเกาะนิ่งอยู่บนเพดานพระอุโบสถอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ส่งเสียงดังเหมือนวันก่อน เมื่อทำวัตรเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็ปิดพระอุโบสถและขังนกเหล่านี้ไว้อีกเพราะคิดว่าถ้าไล่ให้ออกไป มันก็คงไม่ยอมออกไปอย่างแน่นอน

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดพระอุโบสถมันก็พากันบินออกไปจนหมดเช่นเดิมเมื่อถึงเวลาเย็นประมาณ 4 โมงนกนางแอ่นเหล่านี้ก็บินกลับเข้ามาอีกแต่เพิ่มขึ้นอีก 3 ตัว รวมเป็น 8 ตัว แล้วก็มีมาเพิ่มขึ้นทุกวัน วันละ 2-3 ตัว จนถึงสิ้นปี 2512 นกนางแอ่นในพระอุโบสถมีประมาณ 20 ตัว แถมยังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวันอย่างต่อเนื่อง และพากันทำรังรอบๆบัวเพดานชั้นบนพระอุโบสถ นกนางแอ่นเหล่านี้เมื่อเปิดพระอุโบสถตอนเช้า มันจะพากันบินออกไปจนหมด และจะบินกลับมาไปเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ก่อนปิดพระอุโบสถทุกวันเหมือนมันจะรู้เวลาเปิดปิดพระอุโบสถ นานวันเข้านกนางแอ่นก็เพิ่มจากจำนวนร้อย เป็นจำนวนพัน และนับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะมันออกลูกออกหลานเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนเพดานพระอุโบสถเต็มไปด้วยนกแอ่นรังที่ทำรังรอบๆมองดูผนังพระอุโบสถจะเห็นมืดดำไปทั่ว

เมื่อนกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้ความสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจตามมา เพราะนกพวกนี้พากันถ่ายมูลรดผนังพระอุโบสถบ้าง อาสนะสงฆ์ของพระบ้าง ตลอดจนพื้นพระอุโบสถ เต็มไปด้วยขี้นกนางแอ่นเหล่านั้น ทำความสกปรกให้เกิดขึ้นแก่สถานที่ ทำให้ผู้ดูแลพระอุโบสถต้องคอยเก็บกวาด เช็ดถู อยู่ตลอดเวลา แม้ว่ามูลนกนางแอ่นจะมีกลิ่นไม่รุนแรงนัก แต่ความที่มันถ่ายไม่เลือกที่ บินไปถ่ายไปตรงนู้นตรงนี้บ้างตามความพอใจ ทำความเดือดร้อนให้กับเจ้าหน้าที่ และพระภิกษุสามเณรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคราวที่มีงานบุญในวัด นกเหล่านี้ยังพากันถ่ายรดเสื้อผ้าของชาวบ้านเหล่าอีกด้วยจนเดือดร้อนไปตามๆกัน

ดังนั้นจึงมีผู้คิดที่จะกำจัดนกนางแอ่นพวกนี้ ออกไปเสียจากพระอุโบสถ เริ่มแรกก็ใช้ไม้ยาวๆ ผูกผ้าติดไว้ที่ปลายไม้ แล้วโบกไปมา ไล่ให้นกบินออกไปจากพระอุโบสถ เหล่านางนางแอ่นก็พากันบินหนีไปทางประตูหน้าต่างจนหมด แต่พอหยุดไล่ก็พากันบินกลับเข้ามาใหม่ เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป เพื่อยุติปัญหา ทางผู้ดูแลอุโบสถจึงตัดสินใจจะขับไล่นกให้ย้ายออกจากพระอุโบสถ จึงช่วยกันใช้ไม้ยาวผูกปลายผ้าคอยโบกไล่นกไปมา พวกนกก็พร้อมใจกันบินหนีออกทางประตูหน้าต่าง แต่พอหยุดไล่ก็บินกลับเข้าอย่างเก่าอีก

ต่อมาก็ใช้วิธีจุดประทัดไล่ พอเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พวกนกตกใจก็พากันบินว่อนเวียนวนไปมาอยู่ในพระอุโบสถบ้าง บินหนีออกไปที่อื่นบ้าง แต่แล้วก็กลับมาอีกเหมือนเดิม เมื่อไม่ได้ผลอีกก็เอาใหม่ คราวนี้เปลี่ยนมาใช้อวนจับปลาทำเป็นตาข่ายดักจับนก ปิดประตูหน้าต่างข้างในให้หมดเหลือไว้แค่ประตูหน้าเท่านั้น แล้วก็ใช้อวนกั้นไว้ พวกนกก็พากันบินเข้ามาติดอวน แล้วก็ถูกจับขังลงกล่องกระดาษ และถูกปล่อยทิ้งไว้ในพระอุโบสถทั้งคืน

พอรุ่งเช้าเจ้าหน้าที่ก็เอานกไปปล่อย คิดว่านกคงเข็ดไม่กล้าบินกลับเข้ามาอีก แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ พวกนกก็พากันบินย้อนกลับเข้ามาอีกเหมือนทุกครั้ง แล้วพอเรื่องขับไล่นกทราบถึงหูหลวงปู่ท่านเข้า ท่านจึงสั่งไม่ให้ใครไปขับไล่หรือไปรบกวนนกเหล่านั้นอีก ท่านบอกว่า สัตว์พวกนี้มันเข้ามาขอพึ่งร่มไม้ชายคาของวัดช่องลม และพึ่งใบบุญของหลวงปู่ มันคงเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับพวกมัน จึงพากันเข้ามาอาศัย ถ้ามันรู้ว่ามีอันตรายก็คงไม่พากันมาอาศัยอยู่หรอก "มันมาอาศัยพวกเรา พวกเราก็อาศัยพระศาสนาอยู่ ต่างคนต่างก็เป็นผู้อาศัย เพราะฉะนั้นอย่าไปขับไล่หรือไปทำลายมันโดยเด็ดขาด ปล่อยให้มันอาศัยอยู่อย่างนั้น การที่มันถ่ายรดพระอุโบสถและอาสนสงฆ์นั้น มันคงไม่รู้ระเบียบวินัยของพวกเรา ถ้ามันรู้มันคงไม่ทำให้เราเดือดร้อน"

หลังจากท่านสั่งไม่ให้ใครไปรบกวนนก ปล่อยให้พวกมันอยู่ในพระอุโบสถต่อไปอย่างเดิม แล้วท่านก็สั่งให้เพิ่มคนทำความสะอาดพระอุโบสถให้มากขึ้น หลังจากนั้นก็ไม่มีใครรบกวนพวกนกอีกเลย แต่กลับคอยให้ความสะดวกและปกป้องดูแลพวกมันเป็นอย่างดี หลวงปู่แก้วท่านไม่อนุญาตให้เก็บรังนกไปขาย เว้นแต่รังนกที่ตกลงมาแล้วจึงอนุญาตให้พระ เณร นำไปฉันบำรุงร่างกายได้

ต่อมาในปี 2526 เมื่อหลวงปู่แก้วท่านมรณภาพลง คณะศิษย์ และญาติโยมได้นำสังขารท่านไว้ในโลงทองอย่างสวยงาม พร้อมหล่อรูปเหมือนท่านในท่านั่งสมาธิประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงปู่แก้วที่สร้างแล้วเสร็จในปี2532 เพื่อให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้เข้ามากราบไหว้ หลังจากนั้นทางวัดจึงได้ทำการย้ายนกจากพระอุโบสถมาอยู่ในวิหารที่ประดิษฐานสังขารหลวงปู่ ซึ่งนกแอ่นรังเหล่านี้ก็พากันย้ายเข้ามาอยู่อาศัยโดยง่าย ชาวบ้านเชื่อกันว่าการที่นกเข้ามาอยู่โดยง่ายนี้ ก็ด้วยบารมีของหลวงปู่แก้วโดยแน่แท้

ข่าวคราวที่มีนกแอ่นรังอพยพเข้าทำรังอยู่อาศัยที่วัดช่องลมเป็นจำนวนมากนี้เมื่อแพร่ออกไปในวงกว้าง ก็มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมชมวัดจากทั่วสารทิศ เพราะเห็นเป็นเรื่องแปลกอัศจรรย์ เพราะตามปกติแล้วจะเห็นนกจำพวกนี้และรังของมันได้ก็ต่อเมื่อเดินทางถึงถ้ำในภูเขาทางภาคใต้เท่านั้น จึงมีผู้คนหลั่งไหลมาดูนกกันเป็นจำนวนมาก ทำให้วัดช่องลมกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของสมุทรสาครเรื่อยมาจนปัจจุบัน

ในบริเวณวัดยังมีพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินท่าฉลอมเพื่อรับถวายถนนตำบลท่าฉลอม และทรงตั้งให้ท่าฉลอมเป็นสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อพ.ศ.2448จัดตั้งสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมนั้น เนื่องจากพระองค์ทรงทอดพระเนตรตัวอย่างจากดินแดนมลายูซึ่งขณะนั้นอยู่ในการปกครองของอังกฤษ มีการแบ่งแยกอำนาจการบำรุงเมืองบางอย่างให้หน่วยงานท้องถิ่นแล้วได้ผลดี จึงทรงดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาลตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็นแห่งแรก เป็นผลสืบเนื่องด้วยพระองค์ได้เสด็จประพาสมาทางเมืองสาครบุรี หรือสมุทรสาครในปัจจุบัน

รัชกาลที่ 5 ยังได้ทอดพระเนตรพบว่าตลาดท่าจีนหรือตลาดท่าฉลอมแห่งนี้สกปรกมาก แล้วต่อมาก็ได้ประพาสไปถึงเมืองนครเขื่อนขันธ์อำเภอพระประแดง ทรงได้พบว่ามีความสกปรกเช่นเดียวกับตลาดท่าจีน เมื่ออยู่ในที่ประชุมเสนาบดีจึงทรงตรัสขึ้นว่า ตลาดเมืองนครเขื่อนขันธ์สกปรกโสโครกเหมือนตลาดท่าจีน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยร่วมกับเจ้าเมืองสมุทรสาครแก้ไขด้วยการนำวิธีสุขาภิบาลมาใช้

เริ่มต้นด้วยการเรี่ยไรเงินจากพ่อค้าแม่ค้าตลาดท่าฉลอม ได้เงินจำนวน 5,472 บาท นำมาใช้จ่ายในการขุดคูคลอง ทำถนนปูด้วยอิฐยาว 11 เส้น 14 วา กว้าง 2 วา พร้อมกับทดลองเปิดสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอม ได้ประชุมราษฎรตกลงขอพระราชทานเงินค่าภาษีโรงร้าน โดยจัดเก็บร้านค้าละ 3 บาท เรือนโรงที่มีร้านค้าแห่งละ 6 สลึง เพื่อใช้ในการทำนุบำรุงกิจการของท้องถิ่น 3 อย่างด้วยกันคือ ซ่อมถนน จุดโคมให้มีแสงสว่างในตอนกลางคืน จ้างลูกจ้างสำหรับกวาดขยะมูลฝอย

พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช พระราชทานพระบรมราชานุญาต โดยมีพระบรมราชโองการเรียกว่า "ประกาศแก้ภาษีโรงร้านจัดการสุขาภิบาลที่ตลาดท่าฉลอมเมืองสมุทรสาคร" ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2448 จึงถือเป็นการกระจายอำนาจให้แก่ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นของตนเองเป็นครั้งแรก ต่อมาผลจากการตั้งเป็นสุขาภิบาลที่ท่าฉลอมได้กลายเป็นที่นิยมของประชาชนมากยิ่งขึ้น ในพ.ศ.2451 จึงโปรดเกล้าฯให้ใช้พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้น เรียกว่า "พระราชบัญญัติ จัดการสุขาภิบาลพ.ศ.2451 (ร.ศ.127) มาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับพระบรมรูปของพระองค์สร้างขึ้นในสมัยนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ได้เดินทางมาวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2513

นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าแม่ทับทิมอยู่ภายในบริเวณวัด และเนื่องจากวัดตั้งอยู่ตรงปากอ่าวจึงมีผู้นิยมมาติดต่อว่าจ้างเรือออกไปลอยอังคาร โดยมีเรือประมงมาจอดรอให้บริการอยู่ใกล้ๆ ตรงบริเวณท่าน้ำหน้าวัด ยังมีร้านอาหารทะเลและอาหารตามสั่งรสชาติอร่อยขึ้นชื่อไว้คอยให้บริการเพื่อคลายหิวและถือโอกาสกินลมชมวิวไปพร้อมกันอีกด้วย

วัดช่องลมตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวสมุทรสาคร ตำบลท่าฉลอม ตรงข้ามกับตัวเมือง การเดินทาง ถ้าจะไปด้วยรถไฟ ให้ขึ้นรถไฟที่สถานีวงเวียนใหญ่มาลงสุดทางที่มหาชัย จากนั้นนั่งข้ามเรือข้ามฟากมาที่ท่าฉลอม แล้วต่อรถมอเตอร์ไซด์หรือสามล้อถีบให้มาส่งที่วัดช่องลมคนละ 15 บาท ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 เลี้ยวซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 35 เข้าถนนสุทธิวาตวิถีไปราว 3 กิโลเมตร

ออกจากวัดช่องลมถ้ายังเหลือเวลาสามารถนั่งรถไฟจากหน้าวัดไปเที่ยวต่อที่ตลาดแม่กลองหรือที่รู้จักดีว่าตลาดร่มหุบนั่นเอง ตลาดร่มหุบเป็นตลาดสดขนาดเล็กตรงสถานีแม่กลอง แม่ค้าพ่อขายตั้งแผงขนานไปตามสองข้างทางรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม บางครั้งชาวบ้านยังเรียกตลาดเสี่ยงตาย และเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม

ผู้คนก็จับจ่ายซื้อหาข้าวของกันตามสองข้างทางนั่นแหละ พอรถไฟส่งเสียงหวูดเตรียมจะเข้าเทียบชานชาลาสถานี บรรดาแม่ค้าพ่อค้าจะพร้อมใจกันเก็บข้าวของแล้วก็หุบร่มกลับเข้าที่เพื่อให้รถไฟแล่นผ่านไป พอรถไฟผ่านไปก็กางร่มออกมาวางขายของกันอย่างเดิมอีก พอเสียงได้ยินเสียงระฆังให้รถไฟพร้อมออกจากท่าก็เตรียมหุบร่มเข้ามาใหม่อีก เข้าๆออกๆกันเป็นว่าเล่น แต่ก็เป็นความเคยชินที่เป็นที่สนุกสนานทั้งคนซื้อคนขาย กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนแวะจับจ่ายกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วก็ใช่ว่าจะมัวแต่กางๆหุบๆร่มกันอยู่ทั้งวัน เขามีเวลาประจำตามขบวนรถไฟที่เข้าออก ใครอยากไปเห็นก็ต้องไปให้ถูกจังหวะ ตามเวลาเข้าออกของรถไฟ โดยจะเป็นรถไฟสายสั้นขนาด 2 โบกี้ แล่นจากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลอง-บ้านแหลม รถไฟจะผ่านเข้าออกสถานีแม่กลองและตลาดร่มหุบวันละ 8 รอบ ขาเข้าวิ่งเข้าสถานีแม่กลองเวลา 08.30, 11.10, 14.30 และเที่ยวสุดท้าย 17.40 ส่วนรถไฟขาออกเวลา 06.20, 09.00, 11.30 และ 15.30

ถ้าพอมีเวลาว่างหากคิดจะไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาและผ่อนคลายกายใจ เป็นการเดินทางแบบสั้นๆไม่เหนื่อยจนเกินไปแต่ครบทุกรสชาติ อย่าลืมหาโอกาสนั่งรถไฟ แล้วต่อเรือข้ามฟากไปเที่ยวชมวัดช่องลม กินอาหารทะเลและรับลมชมวิวให้อิ่มหนำสำราญใจ แล้วนั่งรถไฟไปซื้อหาของถูกใจกันที่ตลาดแม่กลอง เท่านี้ก็จะทำให้หายคลายเหน็ดเหนื่อย ช่วยเติมเต็มรสชาติชีวิตจนอิ่มอกอิ่มใจเพื่อทำงานอย่างมีพลังดังบทเพลงท่าฉลอม...