ฮูบแต้ม "กระซิบรัก" ณ วัดภูมินทร์

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

มาเมืองน่านหากไม่ได้มาชมภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" เหมือนมาไม่ถึง คนน่านเค้าบอกมาว่างั้น ฟังครั้งแรกเดาว่าภาพนี้คงอยู่ที่แกลเลอรี่ภาพใดสักแห่งในเมืองน่าน เพราะชาวน่านมีสายเลือดศิลปิน ชอบรังสรรค์งานศิลปะ สล่าใหญ่น้อยสร้างสรรค์ผลงานไว้มากมาย แต่เมื่อทราบว่าหากจะดูภาพนี้ต้องไปดูที่ "วัดภูมินทร์" วัดเก่าแก่อายุประมาณ 416 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองน่านยิ่งน่าแปลกใจ เพราะจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวพุทธชาดก ทำให้ยิ่งอยากไปดูให้เห็นกับตา

ตามพงศาวดารของเมืองน่านกล่าวว่า วัดภูมินทร์เดิมชื่อ "วัดพรหมมินทร์" ตามชื่อผู้สั่งสร้าง คือพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน ผู้มีความเลื่อมใสในสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเป็นอย่างยิ่ง และมีภูมิปัญญานิยมทางสุโขทัย-อยุธยาอย่างมาก เช่น มีพระนามว่า "เจตบุตรพรหมมินทร์" ซึ่งเป็นพระนามที่แปลกกว่าเจ้าผู้ครองนครน่านองค์อื่นๆ ซึ่งมักเป็นภาษาน่านหรือภาษาเหนือ แต่มีเพียงพระองค์เดียวในยุคนั้น ที่มีนามเป็นภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งแปลว่า "พระพรหมผู้เป็นใหญ่" ต่อมาภายหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปเป็นวัดภูมินทร์ค่ะ

วันที่เราไปนั้นกลุ่มยุวชนตัวน้อยๆกำลังมีลานกิจกรรมหลากหลาย บนลานโล่งกว้างหน้าวัด เราเดินผ่านเรือยาวที่ใช้ในแข่งเรือประเพณีจนเข้าเขตพัทธสีมา มีนั่งร้านขึ้นรายรอบเพื่อบูรณะพระอุโบสถ แอบสังเกตเห็นว่าวัดนี้เป็นวัดที่แปลกกว่าวัดอื่นๆ คือ โบสถ์ และวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกัน ประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงามมาก พระอุโบสถทรงจตุรมุขนี้ กรมศิลปกรสันนิษฐานว่าเป็นพระอุโบสถจตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย มีนาคปั้นสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แท่นอุโบสถไว้กลางลำตัว ตรงใจกลางของอุโบสถประดิษฐานพระประธานจตุรทิศ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ 4 องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ซึ่งคล้ายเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ที่ยังคงปรากฏให้เห็นได้ คือลักษณะ "พรหมสี่หน้า" ของวิหารหลวงนี้เอง ผู้ที่ไปชมความงามของพระอุโบสถนี้ ไม่ว่าจะ เดินขึ้นบันไดทิศไหนก็จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน

พระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2139 หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี(สมัยที่ตรงกับแผ่นดินของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) สถาปัตยกรรมในการสร้างวัดจึงยึดเอา "ไตรภูมิพระร่วง" ที่เขียนโดย พระยาลิไทย พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัยเป็นฐานความคิด กล่าวคือ ข้อที่หนึ่ง เป็นการแปรรูปเขาพระสุเมรุ (ใช้โบสถ์และวิหารแทน) และมหาสมุทรที่ล้อมรอบ ในส่วนที่เป็นน้ำ ก็ใช้พญานาคเป็นสัญลักษณ์เอาง่ายๆ ดังจะเห็นมีนาค 2 ตัว เลื้อยผ่านตลอดฐานโบสถ์ และเหยียดลำตัวยาวไปตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ บนฐานเตี้ยๆ ซึ่งเป็นขัณฑสีมา ตรงมุมทั้งสี่ มีใบเสมาตั้งอยู่ และแม้ว่ารอบโบสถ์นี้จะไม่ได้สร้างกำแพงล้อมไว้ แต่มุมที่ตั้งใบเสมาทั้งสี่มุม ก็ได้ก่อมุมกำแพงไว้เป็นเครื่องชี้แนวเพื่อสร้างความรู้สึกว่ามีกำแพงรอบโบสถ์ และพญานาคไว้ด้วยกัน โดยเหตุที่พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำ ลักษณะของแผนผังจึงเหมือนกับว่ามีสระน้ำสี่เหลี่ยม ที่มีโบสถ์อยู่ตรงกลาง ข้อที่สอง เป็นการใช้สัญลักษณ์ของภูมิจักรวาล โบสถ์วัดภูมินทร์มีผังเป็นรูปกากบาท จึงมีมุขสี่ด้านซึ่งเปิดตรงเข้าสู่พระพุทธรูปสี่องค์ที่ประดิษฐานอยู่กลางโบสถ์ ในการวางผังแกนทั้งสองที่ตัดกัน มีความยาวไม่เท่ากัน คือแกนทิศตะวันออกและตะวันตก สั้นกว่าแกนทิศเหนือและใต้ เป็นการใช้สัญลักษณ์ของภูมิจักรวาลในระดับต่างๆ ส่วนในผัง มีวงแหวนหลายวงซ้อนกันอยู่ ใช้แทนสัญลักษณ์ตั้งแต่ยอดบนสุดจนถึงระดับล่างๆ คือยอดบนสุดมีฉัตร 5 ชั้น และต่ำลงมา คือหลังคาซ้อน 5 ชั้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนทวีปและมหาสมุทรในภูมิจักรวาล สลับกันตามคติพุทธ (คือมีทวีปล้อมเขาพระสุเมรุ 7 ทวีป และทวีปออกไปอีก 4 มุม ตรงกับ ทิศเหนือ (อมรโคยานทวีป) ทิศตะวันออก (บุรพวิเทหทวีป) ทิศตะวันตก (อุตตรกุรุทวีป) และทิศใต้ (ชมพูทวีป) และข้อสุดท้ายเป็นการเปรียบเป็นมหานทีสีทันดร โดยช่อฟ้าที่ใช้เป็นรูปหัวพญานาคกำลังเลื้อยลงมาเป็นชั้นๆ จนถึงชายคาด้านล่างสุด แล้วมีทวยไม้สลักเป็นนาคค้ำยันไว้ สัญลักษณ์ที่เรียงกันลงมาเช่นนี้ เปรียบเสมือนสายน้ำที่กำลังไหลจากภูเขาที่เป็นจุดศูนย์กลางลงสู่เบื้องล่าง จนกระทั่งถึงฐานโบสถ์ ซึ่งมีพญานาคใหญ่ 2 ตัวปรากฏอยู่ อีกนัยหนึ่ง คือแทนมหานทีสีทันดรอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่รวมของน้ำทั้งหมด ซึ่ง ไตรภูมิพระร่วง กล่าวไว้ว่า แม้แต่ครุฑที่มีกำลังมหาศาลก็สุดกำลังบิน

เอกลักษณ์ของวัดภูมินทร์ที่สวยงามวิจิตรอลังการอย่างที่ช่างสมัยนี้ยากจะทำได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ บานประตูวิหารทั้งสี่ด้าน ทำด้วยกระดานไม้สักกว้างใหญ่ เมื่อปิดประตูทั้งสองบานเข้าหากัน จะเห็นเป็นลวดลายแกะสลักเป็นลายกระกนก รูปท้าวเวสสุวัณแผลงฤทธิ์ และรูปสัตว์ต่างๆ ทั้งจตุบาทและทวิบาท แล้วลงรักปิดทองงดงาม

กราบพระประธานแล้ว เราก็ไล่สายตาหาภาพไฮไลท์ในหมู่มวลภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ ภาพจิตรกรรม หรือ "ฮูบแต้ม" ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนา เนื้อหาภาพส่วนใหญ่จะเล่าเรื่อง "คันธกุมาร" นิทานชาดกที่มุ่งสอนให้คนทำความดี การมองหาภาพที่สำคัญและการถ่ายภาพทำได้อย่างลำบาก เพราะมีนั่งร้านเหล็กและไม้ขวางพาดไปมาภายในพระอุโบสถ คงมีการจารึกเพิ่มเติมลงไปแล้วว่าในพุทธศักราชนี้ วัดภูมินทร์กำลังได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ ให้ทุกสิ่งคงอยู่ตามสภาพเดิมให้มากที่สุด ใช้เวลาไม่นานนักเราก็พบภาพบุคคลขนาดใหญ่เท่าตัวคน (อาจมีชีวิตอยู่จริงในเวลานั้น) 6 ภาพ แต่ละภาพมีความงดงาม ให้รายละเอียดเสื้อผ้าอาภรณ์ การแต่งกายของหญิงชาย ถ่ายทอดอารมณ์แสดงลีลาอ่อนช้อยราวกับมีชีวิต ภาพโดดเด่นที่สุดคือภาพขนาดใหญ่เกือบเท่าคนจริง ปรากฏอยู่ที่ผนังด้านซ้ายของประตูทิศตะวันตกของวิหารวัดภูมินทร์ เป็นภาพผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้อเต็มยศ ใช้สีแดง ฟ้า ดำ น้ำตาลเข้มเป็นปื้นใหญ่ๆ คล้ายภาพสมัยใหม่ ท่วงท่าทั้งคู่คล้ายกำลังกระซิบสนทนากัน ใช้สายตาเป็นสื่อภาษาใจต่อกัน โดยด้านบน มีอักษรล้านนาโบราณเขียนกำกับไว้รางๆ ถอดความได้ว่า "ปู่ม่านญ่าม่าน" ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่างามที่สุดในวัดภูมินทร์ บางท่านว่าเป็นสุดยอดภาพโรมานซ์แห่งล้านนา

คำว่า "ม่าน" ในภาษาล้านนาใช้เรียกดินแดนพม่าและชาวพม่า และบางทียังใช้เรียกชาติพันธุ์ไท หรือ "ไต" อย่างชาวไทใหญ่ หรือ "ไตโหลง" ที่อาศัยในที่ราบสูงฉาน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพม่า หรือ "ม่าน" ส่วนคำว่า "ปู่" และ "ญ่า" ในภาษาถิ่นล้านนามิได้หมายถึงผู้เฒ่าผู้แก่เสมอไป ในบางครั้งอาจใช้เป็นคำสรรพนามเรียกผู้ชายและผู้หญิง "ปู่ม่านญ่าม่าน" ในที่นี้ จึงอาจหมายถึง "หนุ่มม่านสาวม่าน" ก็ได้ คุณลุงเจ้าหน้าที่ร้านขายของที่ระลึก หน้าวิหารวัดภูมินทร์ เล่าประวัติภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ให้เราฟัง ทั้งยังเอื้อนเอ่ยกลอนอันไพเราะภาษาล้านนา วจีที่ปู่ม่านกระซิบบอกย่าม่านสาวคนรัก ซึ่งกลอนนี้ อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม นักวัฒนธรรมสายเลือดน่าน ครูภูมิปัญญาด้านภาษาและวรรณกรรมล้านนา ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมจังหวัดน่านบรรยายไว้ว่า "...คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา...แปลเป็นภาษากลางได้ว่า...ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้านภากาศ ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม จะเอาไปฝากในวังในคุ้มเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาเจอะเจอแล้วแย่งไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น..." สาวไหนโดนหนุ่มกระซิบข้างหูด้วยคำหวานขนาดนี้ไม่ใจอ่อนก็ให้รู้ไป

จากเว็บไซต์www.lannatouring.com กล่าวไว้ว่า...ช่างผู้วาดนั้น ไม่ปรากฏประวัติ ทราบแต่ว่าเป็นศิลปะแบบชาวไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากสิบสองปันนา หลวงพระบาง และล้านช้าง ตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ทำสงครามกับเชียงใหม่ (ภายใต้การปกครองของพม่า) หลายครั้ง บางครั้งก็แพ้ บางครั้งก็ชนะ เมื่อแพ้จะหลบหนีไปอยู่ที่ล้านช้าง แล้วก็นำทัพจากเมืองล้านช้างและหงสา เข้ามาตีเอาเมืองน่านกลับคืน ซึ่งตอนนี้เองอาจมีชาวไทลื้อจากเมืองล้านช้างเข้ามาอยู่เมืองน่านด้วย ซึ่งชาวไทลื้อก็นำเอาชาดกเข้ามา เช่น ชาดกเรื่อง "คันธกุมาร" ก็เป็นเรื่องที่มาจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพราะมีการใช้คำว่า "จินายโม้" ซึ่งแปลว่าจิ้งหรีดขนาดใหญ่ แทนที่จะใช้คำว่า "จีกุ่ง" หรือ "จี้กุ่ง" ที่เป็นคำเหนือ และชื่อเมืองศรีสะเกษ เมืองขวางบุรีและชวาวดี โดยเฉพาะชื่อเมืองขวางบุรี ทำให้นึกถึงเมืองที่ชื่อเชียงขวาง และเมืองชวาวดีนคร ก็ดูคล้ายกับเมืองชวา ชื่อเก่าอีกชื่อหนึ่งของเมืองหลวงพระบาง

อาจารย์วินัย ปราบริปู ศิลปินสายเลือดน่าน ได้แสดงทัศนะไว้ในบทความ "ใครคือศิลปินผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์?" ไว้อย่างน่าสนใจยิ่งว่า ศิลปินผู้เขียนภพที่วัดภูมินทร์เป็นศิลปินคนเดียวกับผู้เขียนภาพที่วัดหนองบัว วัดสำคัญของชาวไทลื้อที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน บุคคลท่านนั้นคือ "หนานบัวผัน" หรือ ทิดบัวผัน ช่างวาด หรือ "สล่า" ชาวไทลื้อ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือภาพจิตรกรรมวัดภูมินทร์กับวัดหนองบัวมีโครงสร้างสีเดียวกัน คือ แม่สีแดง น้ำเงิน เหลืองเป็นหลัก ที่สำคัญคือ มีภาพที่คล้ายคลึงกันถึงกว่า 40 จุด เช่น ใบหน้าคน การแต่งกาย สรรพสัตว์ ทั้งไก่แจ้ นก ลิง กวาง แม้กระทั่งแนวการลากเส้นสายพุ่มไม้และกอสับปะรด ก็ยังเป็นแบบเดียวกัน คือเป็นแนว "คตินิยม" หรือเขียนตามจินตนาการมากกว่าจะเขียนเป็นภาพเหมือนจริง (Realistic) ที่เด่นชัดคือการเขียนคิ้วบนใบหน้าชายและหญิงให้โค้งเป็นวงพระจันทร์ แล้วลากหัวคิ้วข้างหนึ่งลงมาเป็นสันจมูก เหมือนกันทั้งที่วัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการค้นพบภาพร่างด้วยหมึกบนกระดาษสาพับ (ชาวล้านนาเรียก ปั๊บสา) ระบุว่าเป็นของ "หนานบัวผัน" ใช้ร่างก่อนภาพจริงลงบนฝาผนัง ซึ่งมีหลายภาพ อาทิ ภาพอีโรติกของลิงหนุ่มสาว เป็นภาพร่างใน "ปั๊บสา" พบที่วัดหนองบัว แล้วมีภาพนี้ไปปรากฏที่ฝาผนังวัดภูมินทร์ด้วย

จึงมีความเป็นไปได้ว่า "หนานบัวผัน" สล่าชาวไทลื้อ ซึ่งมีหลักฐานว่าเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ในช่วง พ.ศ.2410-2431 จะเป็นผู้รังสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ โดย เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ระหว่าง พ.ศ.2410-2418 หรืออาจเขียนที่วัดหนองบัวก่อน แล้วมาเขียนที่วัดภูมินทร์ ในสมัย พระเจ้าสุริยะพงษ์ผริตเดชฯ ซึ่งปกครองนครน่านระหว่าง พ.ศ.2336-2461 ก็เป็นได้

อาจารย์สน สีมาตรั้ง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ตั้งข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า น่าจะเป็นภาพตัวศิลปินเองกับคนรักของเขานั้น แต่ทว่า ชายหนุ่มในภาพขมวดผมไว้กลางกระหม่อม พร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยาแบบพม่า พร้อมผ้าพันผมแบบพม่า มีสักยันต์สีแดงตามลำตัว ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนชาวไทใหญ่ สอดคล้องกับตัวอักษรล้านนาที่เขียนกำกับไว้ว่า "ปู่ม่านญ่าม่าน" ซึ่งจะแปลว่าหนุ่มสาวชาวพม่า หรือชาวไทใหญ่ที่อยู่ในเขตพม่าก็ได้ ดังนั้น อาจารย์วินัย จึงเชื่อว่าชายหนุ่มในภาพนี้ ไม่น่าเป็นภาพตัวศิลปินผู้วาด เพราะมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้แล้วว่า ศิลปินผู้วาดคือ "หนานบัวผัน" นั้นเป็นชาวไทลื้อ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า ล้านนาตกเป็นประเทศราชของหงสาวดีกว่า 200 ปี วัฒนธรรมได้ฝังแน่นคลุกเคล้าผสมปนเปกับวัฒนธรรมของชาติพันธุ์เผ่าต่าง ในเมืองน่าน ศิลปิน "หนานบัวผัน" จึงถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตน ผ่านภาพเขียนเป็นภาพหญิงสาวแสนสวยชายตาแสดงความกรุ้มกริ่มในอารมณ์คู่รักหนุ่มชาวพม่า...หนานบัวผัน ไม่ได้เขียนบุคคลที่เป็นตัวตน หากแต่เขียนภาพความสมบูรณ์ของบุคคลในความรู้สึกนึกคิด ความรู้สึก และความศรัทธาในความ "ขลัง" มากกว่าจะเขียนภาพตามคติและความเป็นจริง

จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์นี้ ช่างวาดได้สอดแทรกภาพวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต อาทิ วัฒนธรรมการแต่งกาย โดยเฉพาะการแต่งกายของสตรีที่มักนิยมนุ่งซิ่นลายน้ำไหล การทอผ้าด้วยกี่ทอมือ การติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ตลอดจนถึงภาพวาดความรักใคร่ ซึ่งพ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะที่หญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย (อยู่ข่วง) หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า "เอาคำไป ป่องกั๋น" หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน ภาพชาวพื้นเมืองซึ่งอาจจะเป็นชาวเขา "เป๊อะ" แบกของป่าบนศีรษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆ ตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า "ร้านน้ำ" ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่าน ช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น

นอกจากนี้ยังมีปริศนาธรรมในองค์ประกอบวัดภูมินทร์ให้ผู้ใฝ่ธรรมะได้ค้นหาถึง 11 แห่ง คือพื้นดินชั้นล่างสุดรอบพระวิหารเปรียบเสมือนมนุษยภูมิ หรือมหาชาลัยชั้นที่หนึ่ง เรียกว่า "ชลสาคร" พื้นชั้นที่สองเปรียบได้กับ "สังสารสาคร" หรือทะเลแห่งสังสารวัฏ คือการเวียนเกิดเวียนตาย "ช่องประตูโขง" ใต้ท้องพญานาคเชื่อกันว่า หากใครได้ลอดผ่านแล้วจะมีความสวัสดีในชีวิต หากเป็นคนต่างถิ่นจะได้กลับมาเยือนเมืองน่านอีกครั้ง "พญานาคราชคู่" ทำหน้าที่เป็นพาหนะว่ายข้ามทะเลแห่งวัฏสงสารและเทินพระวิหารไว้ จึงเปรียบเสมือนเรือสำเภาทองที่จะนำพามนุษย์ข้ามพ้นโอฆสงสารไปได้ "ซุ้มประตูโขง" สมมุติให้เป็นแดนทวยเทพ โดยจำลองเป็น 'เขาพระสุเมรุ' ล้อมรอบด้วยเขาสัตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ด ซึ่งจะต้องผ่านแดนนี้ก่อนเข้าสู่แดนแห่งพุทธะ เสาพระวิหารสี่ต้นด้านในเปรียบเสมือน 'อริยสัจสี่ประการ' ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค "ตัวเหงา" ศิลปกรรมล้านนาที่ใช้เป็นองค์ประกอบของบันไดนิยมสร้างในศาสนสถาน เสาวิหารด้านนอกแปดต้น เปรียบได้กับ 'อริยมรรคแปด' หนทางแห่งการดับทุกข์ ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา พื้นที่ว่างบริเวณนอกก่อนถึงเสาทั้งแปดต้น ได้แก่ ชลาศัยชั้นที่สาม เรียกว่า 'นัยสาคร' พื้นที่ว่างบริเวณด้านในติดกับเขาพระสุเมรุ ได้แก่ ชลาศัยชั้นที่สี่ เรียกว่า 'ญาณสาคร' พระธาตุเจดีย์เปรียบเหมือน "เขาพระสุเมรุ" แกนกลางของจักรวาล สร้างพระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปทิศแห่งทวีปทั้งสี่ ซึ่งเปรียบได้กับ 'พรหมวิหารสี่' ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และสถูปเจดีย์พระมาลัยโปรดโลก เป็นรูปปั้นจำลองนรกสำหรับคนที่ทำบาป

วัดภูมินทร์เป็นวัดในต่างจังหวัดวัดแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ภาพพญานาคราชคู่เทินพระวิหาร บนธนบัตรไทยฉบับละหนึ่งบาท ตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อเกือบร้อยปีก่อน และยังทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์มาตราบจนทุกวันนี้...ถ้ามีโอกาสไปเยือนเมืองน่าน อย่าพลาดเข้าไปชมสถาปัตยกรรมอันงดงามของวัดภูมินทร์ และ "ฮูบแต้ม" เหล่านี้ แม้กำลังบูรณะใหม่ แต่ภาพบางส่วนเริ่มซีดจางเลือนหายไป รีบไปชมความงดงามที่เริ่มถูกกาลเวลากัดกร่อนไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะเหลือเพียงภาพในเว็บไซต์นะคะ