ชัชวาลย์ ปัทมดิลก สิงห์สนามหลวง

นัดพบ

เมื่อตะกร้อลอดบ่วงบรรเลงเพลงเตะกันอย่างสนุกสนาน ปี่ กลอง ของการรำกระบี่กระบองก็รัวขึ้นรับ โดยที่มีเสียงลุงช้าง หรือ ชัชวาลย์ ปัทมดิลก เจ้าของฉายา "สิงห์สนามหลวง" ดังขึ้นเช่นกัน กว่า 30 ปีที่ลุงช้างใช้ลีลาและน้ำเสียงสร้างความครื้นเครงให้กับผู้คนที่มาชมการแข่งขันกีฬาไทยยังท้องสนามหลวง ชายร่างท้วม ไมโครโฟน ชุดมนุษย์ไฟฟ้า และรถซีตรองประดับไฟ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขของคนทั่วไปที่พากันมาหาความสำราญ ณ ท้องสนามหลวง

ลุงช้างพื้นเพเป็นคนที่ไหนคะ

เป็นคนบางลำพู เกิดที่ถนนข้าวสาร ก่อนเข้าโรงเรียนได้ย้ายไปอยู่กับอาที่จังหวัดแพร่ จนไปได้ภรรยาอยู่ที่โน่น สมัยอยู่ที่แพร่ ลุงมีอาชีพฉายหนังเร่ ล้อมรั่วปิดวิก รวมแล้วฉายหนังเร่มา 30 กว่าปี พอลูกเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนปี 2526 ก็ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะกิจการฉายหนังเร่ไปไม่รอด ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมาก ถึงขั้นที่ไม่มีใครไม่รู้จัก "ช้างทองภาพยนตร์" แต่ที่สุดก็ต้องเลิกราไปเพราะสู้ทีวีไม่ได้

บางลำพูสมัยก่อนเป็นอย่างไรบ้างคะ

สมัยก่อนพื้นที่ทั้งหมดของบางลำพู เรียกว่าตลาดยอด มีคลองผดุงกรุงเกษมคั่นกลาง อีกฝั่งหนึ่งเรียกว่าตลาดนานา มีโรงหนังบุษยพันธ์ เก็บค่าดู 1.50-3.50 บาท มีคณะลิเกหอมหวล ซึ่งโด่งดังมาก เล่นอยู่ฝั่งตลาดยอด ลุงเกิดที่ถนนข้าวสาร ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าย่านนี้น่าจะมีร้านขายข้าวสารมากที่สุด แท้จริงแล้วเปล่าเลย ทว่ามีร้านข้าวสารอยู่เพียงร้านเดียว นอกนั้นเป็นโรงแรมทั้งหมด ความจริงควรจะชื่อถนนโรงแรมมากกว่า ทั้งๆที่ถนนมีความยาวไม่ถึงกิโลฯ ทั้งหมดของถนนข้าวสารเป็นที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตอนนี้บ้านลุงขายกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้ว มีรถเมล์สายแรกมาจอดวิ่งระหว่างบางลำพู-บางขุนเทียน ถนนข้าวสารมีร้านดังที่สุด คือ ส.ธรรมภักดี เป็นโรงพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับธรรมะ และเป็นร้านหนึ่งที่ส่งว่าวจุฬาลงแข่งขันที่ท้องสนามหลวงเช่นกัน

ส่วนถนนหน้าโรงพักชนะสงครามก็จะมีรถรางวิ่ง สมัยก่อนรถรางจะมี 2 หัว 2 ตอน ตอนหน้าจะเก็บค่าโดยสาร 50 สตางค์ เพราะถือว่าเป็นชั้นที่ 1 ได้นั่งเบาะนวม ส่วนข้างหลังเก็บ 1 สลึง ที่นั่งเป็นไม้แข็งๆ แบบเดียวกับรถไฟชั้น 3 วิ่งจากบางกระบือมาข้ามสะพานคลองหลอด ผ่านหน้าศาลยุติธรรม ศาลฎีกา เลี้ยวออกสะพานมอญ ไปสุดสายที่เฉลิมบุรี สายที่ 2 หัวเดียววิ่งจากสี่แยกคอกวัว ผ่านถนนราชดำเนิน ศาลเจ้าพอเสือ สะพานดำ

สมัยเด็กๆ ลุงนั่งรถรางประจำ เพื่อเอาตาช่างไปวางให้คนช่างน้ำหนักแถวเยาวราชตรงแยกเฉลิมบุรีใกล้ๆกับร้านยาขมน้ำเต้าทอง ถ้าตรงนั้นคนน้อยก็จะเปลี่ยนมาวางจรงหน้าห้างนาฬิกามิโด้ คิดค่าตาชั่งคนละ 1 สลึง ทำอยู่สักพักก็ไปเป็นเด็กโรงหนังอยู่ที่จังหวัดอยุธยา ตอนนั้นได้ค่าจ้างวันละ 1.50 บาท ลุงโดยสารไปกับเรือโฆษณาหนัง แล้วก็ต้องไปขึ้นที่ตลาดเจ้าพรหม พออาเสียก็ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดแพร่ เพราะอาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดินต้องย้ายไปที่โน่น และมีกิจการโรงหนังอยู่ที่แพร่ด้วย ลุงเรียนหนังสือจนกระทั่งจบชั้น ป.4 เตรียมตัวจะขึ้นชั้น ม.1 ก็หนีกลับมากรุงเทพฯ เพราะอาสะใภ้ดุและใช้งานเราหนักเกินไป เพราะแกขายขนมสดด้วย ทุกวันลุงต้องหาบน้ำออกจากบ่อมาใช้เพราะยังไม่มีน้ำประปาใช้ ลุงจึงทำขนมเป็นทุกอย่าง ทุกวันกว่าจะได้นอนสี่ห้าทุ่ม

ทำไมลุงช้างไม่อยู่กับครอบครัวที่บางลำพู

เพราะอาเขาขอไปเลี้ยง แล้วที่บ้านลุงก็จน พ่อขี่สามล้อ เพราะสมัยก่อนไม่มีแท็กซี่ แล้วที่บางลำพูก็โรงแรมเยอะด้วย แขกที่มาพักตามโรงแรมจึงต้องใช้บริการสามล้อถีบ จากบางลำพูไปหัวลำโพง 8 บาท แต่ก็ต้องปั่นกันน่องโป่งกว่าจะได้สตางค์ หลังจากนั้นชีวิตก็ระหกระเหินไปเรื่อย จนลุงกลับขึ้นไปที่ จ.แพร่อีกครั้งเพื่อฉายหนังเร่ จนได้รู้จักชอบพอกับป้าติ๋มแล้วก็แต่งงานกัน โดยที่ครอบครัวเขาไม่ชอบเท่าไหร่นัก 1. คือเรายากจน 2. ตระกูลนี้เขาเป็นนางงาม พี่สาวกับน้องสาวป้าติ๋มเขาเป็นนางสาวแพร่ แต่งงานกับคนใหญ่คนโตด้วยกันทั้งนั้น ต่างกับลุงซึ่งไม่มีฐานะอะไร ของหวานวันแต่งงานคืออ้อยควั่น แต่งงานแล้วลุงมีเงินเหลือ 20 กว่าบาท เรือนหอของลุงคือเพิงหมาแหงนหลังโรงหนังเฉลิมอากาศ (เพราะไม่มีหลังคา) แต่ตอนหลังก็ต้องขายไปเพราะอาเป็นหนี้เขา
30,000บาท ตอนหลังลุงก็ทิ้งแฟนไว้ที่โน่นมาเพื่อมาขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ ตอนหลังเขาก็ตามลงมาพร้อมกับลูกอีก 2 คน มาเช่าบ้านอยู่หลังกองสลากเดือนละ 150 บาท

ภายหลังก็กลับไปที่แพร่อีก ออกฉายหนังอีกเช่นเดิมเพราะเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุด ซึ่งก็เริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ลงข่าวถึง "ช้างทองภาพยนตร์เมืองแพร่" บ่อยมาก เชื่อมั้ยว่าลุงฉายหนังทุกเรื่องไม่เคยต้องเสียอากรเลยเพราะไม่ว่างานราษฎร์งานหลวงไปช่วยเขาหมด เพราะลุงมีพร้อมโดยเฉพาะเรื่องเครื่องเสียง แถมยังไปเป็นพิธีกรให้เขาด้วย ทำให้เราได้รู้จักคนใหญ่คนโตของจังหวัดทั้งนั้น เชื่อมั้ยว่าตอนสมัยที่รุ่งๆ ฉายหนังเรื่องทองภาค 2 กำไรวันละ 10 ,000บาทเชียวนะครับ สมัยนั้นเก็บค่าดูคนละ 5 บาท เพราะเราใช้ระบบฉายหนังวิ่ง จนหนังสือพิมพ์ลงว่า "ช้างทองสอบผ่านเป็นพ่อเลี้ยงได้แล้ว" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเลยหมดเนื้อหมดตัว

การหมดเนื้อหมดตัวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรคะ

ลุงหมดเนื้อหมดตัวตอนปี 24-25 รถคว่ำ รถตกถนน หนังซื้อมา 10 กว่าเรื่องขาดทุนหมด วงการฉายหนังก็เริ่มถดถอยลงด้วย ทีนี้ทำอย่างไรล่ะ เพราะลูกทั้ง 3 คนกำลังเรียนอยู่กรุงเทพฯ คนโตเรียนรามฯ คนที่ 2 เรียนพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ส่วนคนที่ 3 เรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วันสุดท้ายที่ลุงเดินออกจากจังหวัดแพร่ พร้อมด้วยอุปกรณ์ฉายหนังชุดสุดท้ายซึ่งซื้อมาด้วยราคาสี่แสนบาท แต่ลุงต้องมาตัดใจขายทิ้งที่พิษณุโลก ในราคา 16,000 บาท จำเป็นต้องขายเพราะเราหมดตัวจริงๆ เงินก้อนนั้นลุงนำมาเช่าบ้านอยู่กรุงเทพฯ เดือนละ 2,500 บาท เพื่อมาขายของอยู่ซอยโชคชัยร่วมมิตร แถวถนนวิภาวดี

ทุกเย็นจะมีคนมาคุยที่บ้านเพราะป้าติ๋มทำของขาย ชีวิตก็ดำเนินไปเรื่อยๆ แบบกระท่อนกระแท่น บังเอิญว่ารู้จักกับ ฉ่อย ซู่ซ่าส์ พ่อของ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ซึ่งเขารับจ้างขายโต๊ะสนุ้ก เขาก็ชวนให้ลุงไปช่วยขายโดยให้ค่าจ้างตัวละ 50,000 บาท ส่วนเขารับ 20,000บาท ตอนหลังลุงจึงคิดซื้อมาขายเองบ้าง รับทำ รับซ่อม ตอนหลังก็เจ้งอีกเพราะลูกน้องเอาเครื่องมือไปจำนำ ถึงเวลาเราก็ต้องไปไถ่มาเพื่อเอามาทำโต๊ะสนุก

ลุงช้างเริ่มเป็นโฆษกตั้งแต่เมื่อไหร่

ลุงเริ่มต้นเป็นโฆษกหนังมาตั้งแต่ ปี 2526 เพราะลูกเรียนจบทุกคนชีวิตก็เริ่มดีขึ้น เขาจะต่อว่าทุกครั้งเวลาที่เห็นลุงมาเป็นโฆษกที่สนามหลวง บ่นเสมอว่าพ่อจะมาเป็นทำไมเหนื่อยก็เหนื่อย เพราะอายุก็มากขึ้นทุกวัน ตอนนี้ลุงอายุ 72 ปีแล้ว เราก็พยายามให้สมาคมกีฬาไทยมาหาคนแทน แต่ก็ไม่สามารถหาได้ ลุงจึงจำต้องเป็นต่อไป

ถามว่าลุงมาเกี่ยวข้องกับการเป็นโฆษกได้อย่างไร คงต้องท้าวความไปว่าสมัยตอนอยู่ที่แพร่ลุงเป็นโฆษกหนัง พอมาอยู่กรุงเทพฯ ตอนปลายปี 2525 ก็มาเที่ยวงานเทศกาลว่าวที่สนามหลวง เพราะเราต้องมาขายของ จึงได้มาพบกับ ปริญญา สุขชิต นักเชียร์ระดับชาติ ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นอุปนายกสมาคมกีฬาไทยอยู่ เขาก็วานให้ลุงช่วยสร้างความครื้นเครงให้กับสนาม ต่างคนต่างเล่นว่าวเป็นเพียงอย่างเดียวไม่มีใครชำนาญเรื่องพูด พอลุงเป็นโฆษกสนามให้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลุงก็ต้องเป็นโฆษกให้กับสมาคมกีฬาไทยเสมอมา เพราะทุกคนชื่นชอบ

ทำไมคนจึงชอบลีลาการพากย์หรือการเป็นโฆษกของลุงช้าง

การพากย์การแข่งขันว่าว ถ้าในระหว่างการแข่งขันว่าวปะทะกันไม่เป็นไร แล้วถามว่าเหนื่อยตอนไหนล่ะ? ตอบว่าตอนไม่มีลมครับ ไม่มีว่าวตัวไหนสามารถขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เลย เราต้องพูดอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้คนสนุกสนาน

ระหว่างที่ไม่มีลม ลุงคุยกับคนทั้งสนามด้วยเรื่องอะไร

เรื่องกติกาบ้าง เรื่องชวนหัวบ้าง หลายคนประหลาดใจกับลุงเหมือนกันว่าลุงรู้ได้อย่างไรว่า ว่าวของใครกำลังต่อสู้กัน เพราะเมื่ออยู่บนท้องฟ้าแล้วเหลือตัวนิดเดียว บางคนสงสัยด้วยซ้ำว่าลุงใช้กล้องส่องทางไกลช่วยหรือเปล่า ทำไมจึงพากย์ได้อย่างคล่องแคล่ว การแข่งขันว่าวต่างกับการแข่งขันเรือพาย เพราะกติกามีนับร้อยๆข้อ ซึ่งเราต้องรู้หมด ระหว่างมีการต่อสู้ของว่าวทั้งสองฝ่ายเราต้องอธิบายให้คนดูเข้าใจด้วยว่า ขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้นระหว่างจุฬากับปักเป้า แล้วชาวบ้านเขาก็ชอบ เมื่อไหร่ที่เราหยุดพากย์ เราก็จะหันไปคุยกับกรรมการ ลุงมีแม่ยกพ่อยกซื้อของมาฝากด้วย เพราะสมัยก่อนสนามหลวงมีของขายเต็มไปหมด เรียกว่ากินกันไม่หวาดไม่ไหว

ฤดูกาลของการแข่งขันกีฬาไทยที่ท้องสนามหลวงจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

จะเริ่มตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ กับช่วงเดือนมีนาคมทั้งเดือน เพราะการแข่งขันว่าวในประเพณีกีฬาไทยประกอบด้วยหลายถ้วย เช่น ถ้วยกรุงเทพมหานคร ถ้วยของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถ้วยของบริษัทบุญรอดบิวเวอร์รี่ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์เรื่องการแข่งขันว่าวมา 50 ปี ถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ ถ้วยใหญ่ที่สุดคือถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่คนพากย์ต้องทันเกมส์ เพราะมีการแข่งขันว่าวพนัน ซึ่งมีศัพท์เฉพาะว่ามุมน้ำเงิน

สูงอายุแล้วลุงช้างอยากหาคนมาแทนบ้างมั้ยคะ

อยากเหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่มีการแข่งขันเราต้องมาก่อนใครเพื่อนเพื่อดูแลความเรียบร้อยในทุกเรื่อง กลายเป็นยิ่งกว่านายสนาม

ลุงช้างมีเคล็ดลับในการพากย์อย่างไรคะ

มีคนถามลุงแบบนี้หลายครั้ง ว่าลุงรู้ได้อย่างไรว่าว่าวตัวนั้นต้องเจอกับตัวนี้ แม้กระทั่งกรรมการเองก็ยังสงสัย ลุงก็เลยตอบเขาไปว่า ลุงแหงนมองอนาคตตัวเองมา 30 ปีแล้ว ว่าเมื่อไหร่ลุงจะมีเงินมีทองกับเขาบ้าง ต่างกับเวลาการมองเห็นการต่อสู้ระหว่างว่าวสองฝ่าย มองปร้าดลุงรู้เลยว่าใครกำลังเจอกับใคร และฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายพ่ายในที่สุด บางครั้งก็มีคนมาฟังมุกตลกไปจากลุง เพราะเขาสงสัยว่าตาช้างพูดอยู่คนเดียวแต่คนดูหัวเราะครื้นเครงกันทั้งสนามได้อย่างไร

ลุงช้างมีความสุขกับการเป็นโฆษก

ใช่ครับ เพราะมันช่วยเรื่องสุขภาพ บางครั้งลุงก็ออกไปเล่นว่าวกับเขาด้วย เคยไปต่างประเทศ เช่น จีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ นี่ก็กำลังจะไปอังกฤษ เพราะว่าวจุฬาของไทยเป็นหนึ่งเดียวในโลก ที่อื่นทำได้แต่บังคับไม่ได้ว่าวมันจะเซ่อ

พากย์มานานกว่า 30 ปี ไม่หมดมุกบ้างเหรอคะ

ไม่ครับ มันมีมาเรื่อยๆ แต่ 3-4 ปีให้หลังมานี้ชักฝืด เพราะอายุมากขึ้น บางครั้งลืมไปเสียเฉยๆ ทั้งๆที่เคยพูดมาแล้ว ลุงเคยเส้นโลหิตแตก เพราะไปเป่าลูกโป่งให้หลาน รักษาอยู่เกือบปี

รู้สึกอย่างไรที่คนตั้งฉายาให้ว่าโฆษกเสียงทองของสนามหลวง

ดีใจครับเพราะชีวิตลุงผูกพันกับสนามหลวงมา 30 ปี

สนามหลวงเมื่อครั้งกระโน้นมีบรรยากาศเป็นอย่างไรคะ

ลุงเคยมาปีนเก็บฝักมะขามอ่อนเพื่อไปขายที่ตลาดยอด สมัยก่อนพื้นเป็นดินลูกรัง มีรถจักรยานรับจ้าง ลุงเคยมาขายถั่วต้มด้วย โดยไปซื้อถั่วต้มจากตลาดมหานาคมา ตอนหลังก็เปลี่ยนไปรับขนมบาเยีย ซึ่งเป็นขนมของแขกมาขาย คุณรู้มั้ยว่า ไก่ย่างจีระพันธุ์ที่โด่งดังได้เพราะสนามหลวง สมัยก่อนมีนักร้องด้วย เวลาหวยออกก็ขายเรียงเบอร์ด้วย เวลามีเรื่องกับใครต้องนัดมาต่อยกันที่สนามหลวง ส่วนบรรยากาศการเล่นว่าวสมัยก่อนก็จะสนุกสนาน ลุงต้องมีไซเลนซ์ประจำตัว เพื่อเตือนให้คนดูระวังการพุ่งเข้ามาหาของว่าว นอนดูแบบนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าวจะตกเข้าใส่ หนุ่มสาวกำลังจีบกันก็กระเจิงกันไปหมด เพราะทั้งคนทั้งว่าววิ่งผ่ากลางไป มันทำให้สนุกสนาน มีเด็กหลงเยอะมากวันละ 2-3 คน

ช่วงไหนที่ลูกต้องทำงานหนักที่สุด

ช่วงเดือนมีนาคมครับ เพราะลุงต้องมาดูแลความเรียบร้อยต่างๆทั้งหมด เพราะในกฎมณเฑียรบาลตราไว้ว่าฤดูการเล่นว่าวจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อลมพัดจากพระบรมมหาราชวังไปบางลำพูเท่านั้น หน้าที่ของเราคือมานั่งดูทิศทางลม

ทุกครั้งก่อนขึ้นเป็นโฆษกต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ต้องเตรียมครับ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องเสียงสมัยก่อนทางสมาคมกีฬาไทยเขาจะไปเช่ามาจากบ้านหม้อ วันแรก วันที่สอง เขาก็มีเด็กมาเฝ้าดีอยู่หรอก พอหลังจากนั้นเขาก็ทิ้ง ปล่อยให้ลุงเป็นคนเฝ้าแทน ที่เจ็บใจที่สุดคือพอเขาไปรับงานใหญ่กว่า เขาก็จะมาขนลำโพงจากที่ให้เราเช่าไปเสริมทางโน้น ของเราเลยเสียงอู้อี้ดังมั่งไม่ดังมั่ง ตอนหลังลุงเลยลงทุนซื้อเครื่องเสียงเองสบายใจกว่า อย่างพวกที่เข้ามาขายว่าวลุงก็จะไปขอร้องเจ้าหน้าที่เทศกิจไม่ให้จับเพราะพ่อค้า แม่ค้าเหล่านี้เค้าจะขายว่าวได้เพียงเดือนเศษๆเท่านั้น พอหมดฤดูกาลก็ขายไม่ได้แล้ว ตรงนี้เราก็ต้องดูแล เรียกว่ากิจกรรมเกี่ยวกับว่าวทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นที่สนามหลวง แต่ปัจจุบันขายไม่ได้แล้ว ใครจะเล่นว่าวต้องข้ามไปซื้อฝั่งวัดมหาธาตุฯ หรือฝั่งธรรมศาสตร์ แล้วเดินข้ามฝั่งมาเล่น เทศกิจคือคนที่น่าสงสารที่สุด ต้องขอบคุณ กทม. ที่ปรับปรุงจนสนามหลวงสะอาดหมดจดขนาดนี้ คนที่มาขายส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่เคยขายของตอนที่สนามหลวงมีตลาดนัด บางคนมาจากวัดรางบัว

ลุงช้างมีความผูกพันกับสนามหลวงอย่างไรบ้างคะ

ปัจจุบันเขาให้ฉายาว่าเป็น สิงห์สนามหลวง ตามหลักแล้วลุงชื่อช้าง แต่คุณสันติ ภิรมย์ภักดี เจ้าของบริษัทบุญรอด เขาให้เงินเดือนลุงโดยที่ลุงไม่ต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทจนถึงทุกวันนี้ เขาบอกว่าชื่อช้างไม่ได้นะ ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นสิงห์ เพราะช้างกับสิงห์เป็นคนละค่ายกัน แต่คนทั่วไปที่คุ้นเคยกันเขาก็จะเรียกลุงช้างคำว่า "สิงห์สนามหลวง" มาจากการที่ว่าวของสิงห์ชนะที่สนามหลวงมาหลายสมัย แล้วโลโก้ของเขาก็คือสิงห์

ในชีวิตการเป็นโฆษกของลุงช้างการแข่งขันระหว่างจุฬากับปักเป้าใครชนะมากกว่ากัน

จุฬามีชัยชนะเหนือปักเป้ามาตลอด เพราะมีขนาดใหญ่กว่ามีลูกทีมนับ 10 ในขณะที่ปักเป้ามีเพียง 3 คน

ลุงมีความรู้สึกอย่างไรบ้างที่มีส่วนอนุรักษ์กีฬาไทยชนิดนี้ไว้ให้อยู่คู่กับคนไทย

ลุงภูมิใจที่มีส่วนอนุรักษ์กีฬาไทยให้เยาวชนรุ่นหลังได้รู้ ได้ดู ได้เห็น เพราะกีฬาเหล่านี้ได้รับความนิยมน้อยลง บางครั้งคนจึงเห็นลุงเล่นว่าว ลุงจะเต้นไปด้วยเพื่อที่จะให้เด็กๆเห็นว่าการเล่นว่าวก็ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะลุงมีเพลงประจำตัวของลุง คุณจะเอาเพลงอะไรล่ะลุงมีทั้งนั้น ถ้าเราไม่ช่วยกันกีฬาไทยของเรา โดยเฉพาะว่าวทำท่าจะไปไม่รอดเอานา

ลุงจึงพยายามเชิญชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาเด็กมาเล่นที่สนามหลวง คุณจะสังเกตได้เลยว่าลูกของคุณเวลาที่เขามาเล่นที่สนามหลวงพฤติกรรมเขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากเด็กที่เซื่องซึม เขาจะกลายเป็นเด็กที่สดใสร่าเริงขึ้นมาทันที คนที่มาเล่นว่าวจะไม่กลัวแดด ต่างกับเวลาปกติที่แทบไม่กล้าจะออกแดด หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เวลาดีคือ 16.30-18.00 น. หรือกว่าตะวันจะลับฟ้าไป

30 ปีของการเป็นโฆษกที่สนามหลวงลุงช้างได้อะไรบ้าง

สนามหลวงให้ความสุขกับลุง ได้รู้จักผู้คนจำนวนมาก ได้ช่วยสร้างสีสันให้กับกีฬาไทย ตอนนี้ลุงมีความคิดว่าอยากให้คนมาพักผ่อนที่สนามหลวง เพราะระหว่างเวลาหกโมงถึงสองทุ่มรถติดมาก ถ้าใครที่ต้องเดินทางผ่านสนามหลวงให้แวะพักผ่อนก่อน รอจนกว่าช่วงเวลารถติดผ่านไป แล้วจึงค่อยกลับบ้าน เราจะมีโชว์ให้ดูตอนกลางคืน ถ้ามีคนสนใจลุงจะทำ เพราะตอนนี้ลุงเองยอมลงทุนแต่งเป็นมนุษย์ไฟฟ้า รถของลุงก็ประดับไฟ ผู้คนตื่นเต้นกันมาก

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่การเล่นว่าวต้องไปเล่นที่สวนรถไฟถึง 4 ปี เพราะสนามหลวงปิดปรับปรุง เพิ่งจะเข้าได้ไม่นานมานี้เอง ที่โน่นคนไม่ดู เพราะการเดินทางค่อนข้างลำบาก พอกลับมาที่นี่อีดครั้งลุงจึงดีใจมากครับ

หลังจากสิ้นสุดการสนทนา ลุงช้างเดินตรงไปที่รถจัดแจงเรื่องไฟและรถชุดมนุษย์ไฟฟ้าของตัวเอง แม้อายุอานามจะล่วงเลยเข้าสู่ปัจฉิมวัย แต่ลุงช้างก็มีความสุขกับการทำหน้าที่โฆษกเสียงทองที่ท้องสนามหลวงเสมอมา