แม่สู้ชีวิต - แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม - แม่ร้อยปี

รายงานพิเศษ

"ดิฉันตั้งจิตอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก เมื่อไหร่ที่ดิฉันและลูกหมดเวรหมดกรรมที่ต้องชดใช้ต่อกันแล้ว ดิฉันขอให้ลูกทั้งสองคนเสียชีวิตไปก่อนดิฉัน เพราะถ้าดิฉันเสียชีวิตไปก่อนไม่รู้ว่าใครจะดูแลลูกเราที่พิการทางสมองและร่างกายได้ เขาจะลำบากมาก สามีเขาก็ทิ้งเราไปมีครอบครัวใหม่ ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูตั้งแต่ลูกสาวอายุ 6 ขวบ ดิฉันทำหน้าที่แม่เลี้ยงลูกเดี่ยว มาจนถึงวันนี้อายุ 59 ปีแล้ว ปีหน้าก็จะเกษียณอายุแล้ว ลูกชายคนโตพิการซ้ำซ้อน เคลื่อนไหวร่างกายได้เพียงนิดหน่อย อายุ 27 ปี ส่วนลูกสาวอายุ 23 ปี มีอาการทางจิต ต้องกินยาควบคุม ลูกทั้งสองคลอดก่อนกำหนดเมื่อตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน มีน้ำหนักน้อยมากเพียง 800-940 กรัมเท่านั้น" แม่สมจิตต์ กาญจนจัย ได้รับรางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคกลาง ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนด้วยเสียงดังฟังชัด

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคกลาง จากจังหวัดนนทบุรี แม่สมจิตต์ กาญจนจัย เป็นแม่เลี้ยงลูกเดี่ยวเนื่องจากแยกทางกับสามีมาแล้วหลายปี แม่สมจิตต์มีลูกชายพิการซ้ำซ้อน นอนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อีกทั้งลูกสาวคนเล็กมีอาการทางประสาทต้องคอยพบแพทย์อยู่ตลอด แม่สมจิตต์เตือนใจตัวเองอยู่เสมอว่าต้องไม่ทิ้งลูกทั้งสองไปไหน และตั้งจิตอธิษฐานว่าจะดูแลลูกทั้งสองให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งพึงจะกระทำได้ตลอดชีวิต ทุกวันก่อนที่สมจิตต์จะไปขายกระเป๋าเดินทางที่ห้างสรรพสินค้าพันธุ์ทิพย์ สาขาถนนงามวงศ์วาน ช่วงเช้ามืดต้องเตรียมอาหารไว้ให้ลูกๆทั้งสองคนอิ่มหนำสำราญ พร้อมกับอุ่นอาหารกลางวันไว้ให้ แม่ยังฝึกลูกสาวซึ่งเป็นน้องคนเล็กป้อนอาหารให้กับพี่ชาย ในระหว่างที่แม่ออกไปขายของพร้อมกับหาจังหวะโทรศัพท์มาหาลูกสาวตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง "อย่าเปิดประตูให้ใครเข้าบ้านเด็ดขาด" เมื่อกลับบ้านรับประทานอาหารเย็น ก็จัดเตรียมอาหารเพื่อรับประทานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว

แม่สมจิตต์เล่าว่า ได้ฝึกสอนลูกสาวพิการทางจิตดูแลพี่ชายพิการซ้ำซ้อนทางกาย ให้ป้อนข้าวป้อนน้ำและทำความสะอาดเวลาถ่ายหนักเบาได้เป็นอย่างดี "เราสามคนกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตามื้อเช้าและมื้อเย็น ดิฉันจะสอนลูกทั้งสองห้ามหัวเราะเวลากินข้าว มิฉะนั้นจะสำลักได้ ลูกชายคนโตแม้พูดไม่ได้ แต่เขารับรู้ได้ถึงความรักที่แม่มีต่อเขา เขาแสดงท่าทางดีใจเมื่อเห็นแม่กลับบ้าน บางวันรถติดหนักๆ กว่าจะกลับถึงบ้านก็สองทุ่มกว่าๆ ลูกหิวรอกินข้าว ดิฉันปลอบลูกว่าแม่เหนื่อยมาก รีบๆมากินข้าว เห็นลูกกินอิ่มหนำสำราญนอนหลับแม่ก็มีความสุข ไม่คิดอะไรมาก มีโอกาสจะพาลูกออกไปทำบุญถวายสังฆทานปล่อยปลา การที่ดิฉันต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้ดิฉันเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม เราคงเคยทำอะไรไม่ดีไว้เมื่อชาติที่แล้ว ดังนั้น ชาตินี้เราต้องทำดีให้มากที่สุด เราต้องรักลูกและไม่ทอดทิ้งลูก ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ในช่วงแรกที่สามีทิ้งเราทั้งสามคน เครียดและเป็นทุกข์มาก อ่านหนังสือเป็นตั้งๆ ก็ไม่สามารถคลายความทุกข์ได้ ในที่สุดก็ต้องเริ่มทำใจและมาคิดได้ว่าไม่มีเขาเราก็อยู่กันได้"

"ดิฉันรักลูกทั้งสองคน ถ้าไม่มีลูกทั้งสองคนคงจะไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวให้อยู่ได้มาถึงวันนี้ เราเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดเขาทั้งสองคน แม้เขาจะพิการซ้ำซ้อน ร่างกายทุพพลภาพ ลูกอีกคนก็มีปัญหาป่วยทางจิตต้องพึ่งยา เราต้องเลี้ยงดูเขาทั้งสองให้ดีที่สุด เราแม่ลูกผูกพันกันมากกินนอนด้วยกันมาตลอด แทบจะไม่มีโอกาสเดินทางไปไหนไกลๆ บ้านเดิมของดิฉันอยู่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ไม่ได้กลับไปหาพ่อแม่หลายปีแล้วเพราะต้องเลี้ยงดูลูกพิการทั้งสองคน สถานที่เที่ยวของเราก็คือโรงพยาบาล ดิฉันใช้บัตรทองรักษาลูกทั้งสองคนไม่ต้องเสียสตางค์ ลูกสาวคนเล็กตอนคลอดน้ำหนักเพียง 800 กรัม หมออุ้มเด็กออกมาถามหาใครเป็นแม่ ตอนท้องลูกสาวคนเล็กมีเลือดออกทุกวัน คือท้องโดยไม่รู้ตัว เมื่อครบ 6 เดือนน้ำคร่ำแตก ตอนคลอดลูกสาวในช่วงแรกๆ เขาแข็งแรงเรียนเก่ง ได้ทุนตอนเรียนประถมปีที่ 1 มาเริ่มไม่สบายในภายหลัง มีอาการตัวร้อนเมื่อพาไปหาหมอก็สายเกินไป มีอาการไม่ดีแล้ว"

หลักในการดำเนินชีวิตของแม่สมจิตต์ มีหลักธรรมะ จริยธรรมนำทาง เคารพหลวงพ่อโสธร และหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ เจ้าแม่กวนอิม "เวลาลูกไม่สบายมากๆ จะอธิษฐานขอพระให้หายเป็นปกติ เราทำดีย่อมได้ดี ประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำการค้าไม่เอากำไรจนเกินเหตุ เพื่อนที่ทำงานด้วยกันมีจิตใจโอบอ้อมอารีเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันเสมอ เขารู้ปัญหาของเราก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ เพราะกลัวว่าจะกลับบ้านไม่ทันให้ลูกได้กินข้าว ในช่วงแรกๆ ก็รู้สึกท้อแท้บ้างก็ต้องปลอบใจตัวเอง ต้องไม่คิดมาก คิดเรื่องดีๆ รักลูกให้มากทำดีเพื่อลูก ไม่ยุ่งกับสิ่งที่เป็นอบายมุข เราต้องสู้ชีวิตเพื่อให้ลูกมีความสุข ขณะเดียวกันแม่ก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีที่สุดเพื่อจะได้มีพลังเลี้ยงดูลูกทั้งสองให้ลูกแข็งแรงอยู่กับเราได้นานๆ"

การที่ได้รับรางวัลแม่ดีเด่นในครั้งนี้ เป็นความปลาบปลื้มปีติ ถือได้ว่าเป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ดีใจจนน้ำตาไหล และเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าเฝ้า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ อย่างใกล้ชิด ถือเป็นบุญวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตทั้งยังได้มีโอกาสแม่อีก 16 คน นักต่อสู้ที่แตกต่างกันที่เข้ารับพระราชทานรางวัลเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

รางวัลแม่สู้ชีวิต จัดขึ้นเป็นปีที่ 14 เพื่อตอบแทนพระคุณของแม่ที่ได้อุทิศชีวิตต่อสู้เพื่อลูกตลอดมา โดยกำหนดคุณสมบัติของแม่สู้ชีวิต จะต้องเป็นแม่ที่อุทิศกำลังกาย กำลังใจ อุทิศชีวิตของตนเองด้วยความมานะ อุตสาหะ บากบั่น เพื่อให้ลูกมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ลูกของแม่สู้ชีวิตไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการมีตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือมีการศึกษาสูง ลูกอาจเป็นเด็กพิการ แต่แสดงให้เห็นว่าด้วยความรัก ด้วยจิตใจ และสองมือของแม่ได้โอบอุ้มให้ลูกสู้ชีวิตอยู่ได้ แสดงถึงพลังรักอันยิ่งใหญ่ของแม่

การเสนอชื่อมี 2 ประเภท ได้แก่ แม่ของลูกพิการ และแม่ของลูกที่มีความปกติ โดยไม่จำกัดวัย การศึกษา โดยในปีนี้คัดเลือกจากแม่สู้ชีวิต 56 รายทั่วประเทศ มีแม่ที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 7 ท่าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์พีระ สิทธิอำนวย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานการประกาศผลรางวัล "แม่สู้ชีวิต" "แม่ร้อยปี" และ "แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม" เพื่อเชิดชูเกียรติในงาน "มหิดล-วันแม่" ประจำปี 2555 นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน รางวัลแม่สู้ชีวิต ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ประธานคณะกรรมการตัดสิน รางวัลแม่ร้อยปี 4 ภาค รองศาสตราจารย์ ดร.กัมปนาท ภักดีกุล คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4 ภาค ร่วมกันกล่าวประกาศผลรางวัล ทั้งนี้แม่จำนวน 17 คนในปีนี้ เข้ารับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในวันที่ 8 สิงหาคม ณ สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคเหนือ ได้แก่ นางสำรวย รวมญาติวัย 76 ปี จังหวัดพิษณุโลก แม่สำรวย มีลูกสาว 1 คนพิการแขนขวาตั้งแต่กำเนิด แม่สำรวยต้องรับจ้างหารายได้เลี้ยงดูลูกพิการเพียงลำพัง ขณะที่แม่สำรวยออกไปรับจ้างหารายได้ ลูกสาวคนเดียวโดนทำร้ายร่างกายและจิตใจจนแม่ได้หลาน 1 คน หัวใจแม่แทบแตกสลายต้องยืนหยัดข่มความเสียใจเดินหน้าเลี้ยงลูกและหลานต่อไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำ แม่สำรวยสอนลูก สอนหลานเสมอว่า ต้องเป็นคนดี ไม่ขโมยของใคร ให้ขยันทำมาหากิน ทุกวันนี้แม่สำรวยอายุมากแล้ว เป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่สามารถรับจ้างได้เหมือนเดิม หลานแม่สำรวยมีครอบครัว มีเหลนให้แม่สำรวย 1 คน ชีวิตน้อยๆ ความน่ารักไร้เดียงสาช่วยเติมกำลังใจให้แม่สำรวยสู้ชีวิตได้อย่างมีความสุขด้วยความอบอุ่นในครอบครัว

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม่สีนวล ศิลคุณ จังหวัดชัยภูมิ แม่สีนวลเลี้ยงด้วยตนเองเพียงลำพัง และมีแม่สามีช่วยดูแล แม่สีนวล มีลูก 2 คน ลูกสาวคนโตพิการทางสมอง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกอีกคนกำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน แม่สีนวลต้องทำทุกวิถีทางให้ลูกๆ และแม่สามีของตนอิ่มท้อง แม่สีนวลทอผ้าขาวม้าและผ้าห่ม ต่อมาแม่หันไปทำนา ตัดอ้อย รับจ้าง แต่ไม่ลืมที่จะอบรมสั่งสอนให้ลูกทุกคนเป็นคนดี ตั้งใจเล่าเรียน ลูกสาวคนเล็กของแม่มีผลการเรียนที่ดี ช่วยเหลือกิจกรรมโรงเรียน เวลาว่างลูกสาวมาช่วยแม่ทำงาน ได้กำลังใจจากลูก ความเหนื่อยล้าอ่อนแรงทั้งกายและใจก็มลายหายสิ้น พร้อมที่จะมีลมหายใจอยู่ดูความสำเร็จของลูก

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกพิการ ภาคใต้ แม่ฮาเรี๊ยะ ดิสลาม จังหวัดสตูล แม้ว่าจะตาบอดทั้งสองข้าง หัวใจยังบอบช้ำในโลกที่มืดมน แต่หัวใจของความเป็นแม่กลับสว่างไสวด้วยความรักและมุ่งมั่นที่จะเลี้ยงดูลูกให้เท่าเทียมกับลูกคนอื่นๆ แม่ฮาเรี๊ย ะมีหัวใจของความเป็นแม่สู้ชีวิต มีอาชีพรับจ้างนวด ฝีมือการนวดของแม่เป็นที่ยอมรับ จึงได้เป็นครูถ่ายทอดความรู้ให้แก่ชุมชนและชุมชนใกล้เคียง เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวอีกแรงหนึ่ง สามารถเลี้ยงลูก 7 คน แต่เสียชีวิตไปแล้ว 3 คน มีลูก 2 คนป่วยพิการทางสมอง อีกคนนอกจากพิการทางสมองแล้วยังเป็นมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทลูกปกติ ภาคเหนือ แม่ธีรารัตน์ ธีระอัครพงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ธีรารัตน์ต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่ลูกชายคนโตอายุ 7 ปี และลูกชายคนเล็กอายุ 4 ปี เด็กทั้งสองมีโรคประจำตัวเป็นโรคเลือด แม่ต้องพาลูกซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปส่งโรงพยาบาล แม่ยึดหลักธรรมะในการดำเนินชีวิต

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกปกติ ภาคอีสาน แม่ทุมมา ระบายศรี จังหวัดนครราชสีมา แม่เลี้ยงลูก 9 ชีวิตตามลำพัง เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน แม่ทุมมาต่อสู้ชีวิตด้วยความมานะ ขยัน อดทน ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงลูกและหลานให้ได้อิ่มท้องด้วยความรักความเอาใจใส่และคำสั่งสอนของแม่ทุมมา

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกปกติ ภาคกลาง แม่ยุก เชียรวิชัย จากกรุงเทพฯ ส่วนสามีของแม่เสียชีวิตตั้งแต่ลูกคนเล็กอายุเพียง 1 ปี และลูกคนโตอายุ 12 ปี จากผู้หญิงธรรมดาๆ ที่จบชั้นประถมปีที่ 2 กลายเป็นผู้นำครอบครัว เป็นต้นแบบลูกหลานให้ใฝ่เรียน ใฝ่ศึกษา

รางวัลแม่สู้ชีวิต ประเภทแม่ของลูกปกติ ภาคใต้ แม่หิ้ว อนุบุตร จังหวัดปัตตานี ด้วยคำพูดที่ว่าพ่อกับแม่ไม่มีมรดกให้นอกจากการศึกษา แม่หิ้วสูญเสียสามีจากเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่ก็เอาชนะอุปสรรคเลี้ยงลูกจนผ่านมาได้ด้วยดี

รางวัลแม่ร้อยปี จัดขึ้นเพื่อประกาศเกียรติคุณแก่แม่ที่มีอายุยืนยาวถึง 5 แผ่นดิน และเป็นข้อมูลวิชาการทางประชากรศาสตร์เกี่ยวกับความยืนยาวของชีวิตของประชากรไทย รวมทั้งเป็นข้อมูลให้ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต และการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ ของแม่ร้อยปี เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง ปีนี้มีผู้เข้ารับรางวัล 5 ท่าน ซึ่งได้รับคัดเลือกจากแม่ที่มีอายุ 100 ปี จำนวน 159 ราย จากทั่วประเทศ

รางวัลแม่ร้อยปี ภาคกลาง มีสองท่าน แม่หมอง อาจปักษา อายุ 106 ปี จังหวัดราชบุรี อาชีพทำนาปลูกมัน ปลูกถั่วแระ มีบุตรธิดา 6 คน บุตรคนโตอายุ 75 ปี บุตรคนสุดท้องอายุ 53 ปี แม่หมองมีสุขภาพแข็งแรงดี ร่าเริงแจ่มใส คุยโต้ตอบได้ดี แต่หูได้ยินไม่ค่อยชัดเจน แต่หมองขึ้นลงบันไดได้เอง ช่วยเหลือตัวเองได้ ชอบรับประทานผัก ปลาทุกชนิด ไม่ชอบรับประทานของหวาน ของมันจัด และเผ็ดจัด

แม่ทิบ ศรีแจ้ อายุ 105 ปี จังหวัดเพชรบุรี มีบุตรธิดา 8 คน เสียชีวิต 1 คน บุตรชายคนโตอายุ 78 ปี บุตรชายคนสุดท้องบอายุ 62 ปี เดิมแม่ทิบมีอาชีพทำนา ทำไร่มะนาว กล้วยน้ำว้า คนเคี่ยวตาล เป็นแม่ครัวของหวานตามงานบุญต่างๆ ขนมหม้อแกง ฝอยทอง บ้าบิ่น แม่ทิบเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยในระยะไม่ไกลนัก รับประทานอาหารได้เอง เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวได้ ตามองเห็นได้ดี เพียงแต่หูได้ยินไม่ชัดเจน อาหารที่กินประจำคือผักพื้นบ้านที่ปลูกขึ้นเอง ไม่มีสารพิษตกค้างแต่อย่างใด เป็นคนรักความสะอาด อารมณ์ดีคุยเก่ง สามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน

รางวัลแม่ร้อยปี ภาคอีสาน แม่จำปา สีทาไฮ อายุ 107 ปี จังหวัดอุดรธานี มีบุตรธิดา 4 คน บุตรชายคนโตอายุ 85 ปี บุตรชายคนสุดท้องเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา บุตรสาวคนสุดท้องอายุ 72 ปี คุณแม่จำปามีหลาน 17 คน เหลน 12 คน โหลน 1 คน แต่เดิมมีอาชีพทำนาและทำจนกระทั่งอายุ 60 ปี ทุกวันนี้ยังเดินเหินได้เองไม่ต้องใช้ไม้เท้าช่วย แต่ต้องไม่ไกลเกินไป กินอาหารได้เอง เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวได้เอง ชอบรับประทานข้าวเหนียวกับปลาย่างหรือปลานึ่งและผักลวก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ตำลึง ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่

รางวัลแม่ร้อยปี ภาคเหนือ แม่ฟอง จิตรสุทธิ อายุ 109 ปี จากจังหวัดเชียงใหม่ มีบุตรธิดา 9 คน บุตรคนโตอายุ 86 ปี บุตรคนสุดท้องอายุ 62 ปี แบกขายของตามตลาด ชอบรับประทานปลาทอด ข้าวต้ม หมูต้มสุก ยำผัก ต้มผักต่างๆ ไม่ชอบรับประทานเนื้อวัว เนื้อควาย และกล้วย

รางวัลแม่ร้อยปี ภาคใต้ แม่ฉะ ยาบา อายุ 107 ปี จังหวัดสตูล มีบุตรธิดา 12 คน บุตรชายคนโตอายุ 87 ปี บุตรคนสุดท้องอายุ 53 ปี เดิมมีอาชีพทำนา ปลูกข้าว เคยเป็นหมอตำแยประจำหมู่บ้าน เดินเหินได้เองโดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า ยังมีฟันแท้อยู่ สามารถเข้าห้องน้ำทำธุระได้เอง มีเส้นผมสีดำ เพราะใช้สะบ้าสระผม เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ชอบรับประทานเนื้อวัว เนื้อไก่ ไม่ชอบอาหารรสเผ็ด

รางวัลแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิดที่ว่าสิ่งแวดล้อมดีเริ่มต้นที่แม่ คัดเลือกจากแม่ที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่ดี และเป็นแม่ที่มีบทบาทสนับสนุนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสังคมอย่างเด่นชัด มีผู้เข้ารับรางวัล4คน ได้รับคัดเลือกจากแม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั่วประเทศจำนวน 20 ราย

แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคใต้ แม่เบญจมาศ นาคหลง จากจังหวัดสงขลา ผู้นำในการพัฒนาเยาวชนด้วยการปลูกฝังให้มีจิตสาธารณะ ทำหลักสูตรท้องถิ่น รักษ์คลองอู่ตะเภา นักเรียนที่ผ่านการเข้าค่ายต่างมีความสุขกับการทำงานเพื่อสังคมคนรักษ์ลุ่มน้ำ แม่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในโรงเรียนเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย

"เด็กๆ เรียกดิฉันว่า ครูป้าเบญ แต่เดิมเป็นนักวิทยาศาสตร์ มาเปลี่ยนอาชีพแม่พิมพ์ของชาติด้วยการเป็นครู และลงลึกในงานสิ่งแวดล้อม เมื่ออายุ 36 ปี และด้วยพื้นฐานความรู้ด้านดนตรีไทยทุกแขนง เล่นระนาดเอก ระนาดทุ้มซออู้ ซอ ด้วง เครื่องดนตรีไทยทุกชนิด ยกเว้น ขลุ่ย รวมถึงคีย์บอร์ดเครื่องดนตรีฝรั่งนำมาใช้ประกอบในเวทีชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เยาวชนได้มีจิตสาธารณะ" แม่เบญจมาศ นาคหลง กล่าวถึงประสบการณ์ชีวิตในการทำงานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อมทั้งเป็นตัวอย่างในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับบุตรสาวทั้งสองคน

แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคกลาง แม่ปิยะรัตน์ พลอยเจริญ จากกรุงเทพฯ แม่เป็นครูคนแรกของโรงเรียนจัดตั้งชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อม จัดค่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการก้าวสู่โรงเรียนเชิงนิเวศน์ รับผิดชอบโครงการปลูกป่าชายเลน ให้ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น พัฒนางานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างสูงสุด เป็นครูโรงเรียนราชวินิต สมุทรปราการ เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน 4,000 คน

"แม่ได้รับรางวัลเป็นการส่งใจจากแม่สู่แม่ด้วยกัน จากสองมือเป็นสี่มือหกมือ เราช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม่ต้องทำตัวเป็นนางฟ้าให้กับเด็กๆช่วยกันรักสิ่งแวดล้อม สร้างฝายแม้ว สร้างโป่งเทียมที่เขาใหญ่ ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันสิ่งแวดล้อม และส่งเด็กไปเข้าค่ายเอสซีจี เพื่อนำความรู้มาต่อยอดให้กับเพื่อนๆ ทุกวันนี้ที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง มี อบต.เป็นลูกศิษย์ เป็นการสร้างเครือข่ายในการทำผลิตภัณฑ์จากลูกตีนเป็ด (พญาสัตตบรรณ) มาประดิษฐ์เป็นของใช้จำหน่าย ตัดขวดพลาสติกเป็นแจกัน ของใช้" แม่ปิยะรัตน์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภาคเหนือ แม่บัวแก้ว จินดาธรรม จากจังหวัดเชียงราย นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน แม่บัวแก้วเป็นคณะกรรมการโครงการรักษ์ป่าสร้างคน 84ตำบลวิถีพอเพียง และได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลต้นแบบด้านเกษตรปลอดสารพิษของโครงการ แม่ประคอง สาต๊ะ จากจังหวัดลำพูน อนุรักษ์ต้นน้ำขุนแวน ด้วยการทำกิจกรรมสำรวจป่า เพื่อป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า การจัดทำกิจกรรมบวชป่า สร้างแนวร่วมต่อต้านการทำเหมืองแร่ในพื้นที่

ความสุขของแม่ในการเป็นผู้ให้ เสียสละเพื่อให้ลูกๆ อิ่มหนำสำราญ นอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม เฝ้ามองลูกๆเติบใหญ่ มีการงาน มีครอบครัวเป็นปึกแผ่น รับรู้สุขทุกข์ซึ่งกันและกัน เป็นบำเหน็จรางวัลทางใจ เมื่อถึงวันหนึ่งที่ร่างกายแม่เหนื่อยล้าเพลียแรง ลูกๆเป็นผู้หยิบยื่นความช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิดให้อบอุ่นทั้งกายและใจ คือความสุขในช่วงปลายของชีวิตที่แม่ทุกคนปรารถนาเช่นนั้น....