ถนนจระเข้

หนังสือคือแสงจันทร์

ถนนจระเข้ บรูโน ชูลว์ : เขียน ดลสิทธิ์ บางคมบาง : แปล

บรูโน ชูลซ์ นักเขียนชาวโปแลนด์ผู้ทำให้เกิดความอัศจรรย์ในหลากหลายมิติ

ถนนจระเข้ คือ ป่ารกชัฏแห่งจินตนาการไร้รูปแบบ

คำนำสำนักพิมพ์ให้รายละเอียดหนังสือเล่มนี้ว่า "ถนนจระเข้ เป็นรวมเรื่องสั้นชุดของบรูโน ชูลซ์ นักเขียนชาวโปแลนด์ มีทั้งหมด 13 เรื่อง แต่ละเรื่องมีความต่อเนื่องกันทางเหตุการณ์ แต่ก็มีลักษณะเป็นเรื่องสั้นคือจบในตอน เป็นเรื่องที่อ่านทั้งสนุกและทั้งก่อให้เกิดการโต้เถียงตีความกันได้ในหลายทาง เป็นความอัจฉริยะของนักเขียนที่สร้างสรรค์ผลงานอมตะนี้ขึ้น"

หลังจากอ่านจบเล่มแล้ว ความคิดเรื่องรางวัลก็ผุดขึ้นในหัว ฉันของมอบรางวัลตั้งขึ้นเองชื่อว่า "รางวัลอลังการในรูปร้อยแก้วดีเยี่ยม" ให้แก่หนังสือ ชื่อ ถนนจระเข้ เล่มนี้ที่เขียนโดยนักเขียนชื่อ บรูโน ชูลซ์ ขอบคุณ ดลสิทธิ์ บางคมบาง ผู้แปลยอดเยี่ยมเสมอ ที่สามารถเก็บรสและอารมณ์ของหนังสือด้วยคำและความคิดอื่นๆในการแปลที่เลือกสรรแล้ว และขอบคุณสำนักพิมพ์ คมบาง ด้วยเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้พิมพ์เมื่อ เดือนตุลาคม พ.ศ.2544

ดลสิทธิ์ บางคมบาง ผู้แปล เขียนบอกไว้ว่า

"ถนนจระเข้ เป็นหนึ่งในสองเล่มที่ยังเหลืออยู่จากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยนักเขียนผู้เป็นความภาคภูมิของชาวโปแลนด์ - บรูโน ชูลซ์ - ซึ่งเมื่อผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อประมาณเมื่อยี่สิบปีเศษที่ผ่านมาก็ได้รับการกล่าวขานอย่างมากจากนักอ่านทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่าในเมืองไทยจะยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักแม้จนในปัจจุบัน"

"ในการแปลผลงานชิ้นนี้ ผู้แปลพยายามแปลโดยรักษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษที่แปลมาจากภาษาโปลิชอีกที หากในหลายที่ก็อาจยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร และอาจสูญเสียนัยประหวัดไปบ้างเนื่องจากความต่างในวัฒนธรรมและพื้นฐานวิธีคิดวิธีเข้าใจ"

บรูโน ชูลซ์ (1892 - 1942) เกิดที่แคว้นกาลิเซีย โปแลนด์ อยู่ในครอบครัวกิจการค้าขาย

ช่วงชีวิตทำงานเขาเป็นครูสอนวิชาวาดเขียนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ทำงานเขียนภาพและเขียนเรื่องโดยแทบไม่มีการติดต่อโลกภายนอก เขาถูกยิงเสียชีวิตในบ้านเกิด เมื่อ 19 พฤศจิกายน 1942 โดยหน่วยเอสเอสของพวกนาซี

"แทบไม่ติดต่อกับโลกภายนอก" ทว่าโลกภายในของบรูโน ชูลซ์ ที่ปรากฏออกมาในงานประพันธ์อันตระการตา โลกภายในถูกจับเขย่ารุนแรง ทำให้ฉันปั่นป่วนแทบถล่มทลาย อ่านเรื่องในสองสามย่อหน้าแรกยังรู้สึกไม่สนิทกับการเรียงลำดับของถ้อยคำ แต่เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้ว พูดได้ว่า- ยากที่จะแกะตัวเองออกจากเนื้อเรื่องที่อ่าน

 

เรื่องแรกชื่อ "สิงหาคม" เรื่องสั้นที่เล่าถึงฤดูร้อน เปล่งสีสันกว่าฤดูร้อนใดๆที่เคยรู้สึก บรรยากาศ กลิ่นอากาศและอื่นๆ รวมทั้งแรงขับเคลื่อนทางเพศของหญิงเสียสติ และวัยหนุ่ม ที่ "ผม" เล่าให้คนอ่านฟัง

"ในเดือนกรกฎาพ่อออกไปท่องเขตน่านน้ำ ปล่อยให้ผม-กับแม่และพี่ชาย-เป็นเหยื่อวันสีขาวแสบตาของฤดูร้อน พร่าพรายด้วยแสง-เราชุบตัวลงในหนังสือมหึมาแห่งวันหยุดเล่มนั้น-แผ่นหน้าของมันเป็นเปลวไหม้ด้วยแสงอาทิตย์และออกกลิ่นเปลือกละลายหวานๆของลูกแพร์สีทอง"

"แม่กับผมย่างไปตามสองฝั่งจ้าแสงแดดของจัตุรัสตลาดนำทางเงาแตกๆของเราไปตามบ้าน-เหมือนก้าวไปบนแป้นคีย์บอร์ด ใต้ย่างก้าวเบาๆของเราแผ่นสี่เหลี่ยมหินทางเท้าเรียงผ่านกันไปช้าๆ บ้างเป็นสีชมพูซีดๆเหมือนผิวมนุษย์ บ้างเป็นสีทอง และบ้างเป็นสีเทาน้ำเงิน-ทั้งหมดแบน ร้อนอุ่นและออกำมะหยี่ๆอยู่กลางแดด เหมือนเส้นเงานาฬิกาแสงอาทิตย์ที่เลื่อนไปสู่จุดของตำแหน่งโคจระเข้ไปในความไม่มีอะไรที่แสนดี"

ทุกเรื่องในเล่มเล่าโดย "ผม" เล่าถึงเรื่องในครอบครัว เมือง และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว ถ้าเป็นนักเขียนท่านอื่นก็จะเล่าด้วยถ้อยคำธรรมดา สร้างปมขัดแย้ง คลี่คลายปมและจบ หรือไม่ก็เขียนแบบกระแสสำนึก จากเรื่องนี้ผละไปสู่เรื่องนั้น เรื่องสั้นเหล่านี้แม้ว่าจะหมดจดงดงามให้ความเพลิดเพลิน ความเข้าใจโลก ฯลฯ นั่นก็ยังแตกต่างกันมากกับเรื่องที่บรูโน ชูลซ์ เขียน

บรูโน ชูลซ์ ทำให้เรื่องสั้นกลายเป็นเทพนิยายในแบบผู้ใหญ่ เป็นบทกวีทาบซ้ำอยู่ในความคิด ทำให้งงงัน ล่องลอย และละเมอฟุ้ง

เรื่อง "การมาเยือน" ผมเล่าถึงพ่อ และพฤติกรรมหมกมุ่นประหลาด ความเจ็บป่วย กระทั่ง "พ่อ" เลือนหายไปจากความสนใจของครอบครัว

"จากนั้น-อีกครั้ง-ก็กลับมาสู่วันของการเงียบเชียบ การทำงานอย่างจดจ่อแทรกด้วยการพูดคนเดียวเหงาๆระหว่างที่แกนั่งในแสงตะเกียงที่นั่น ท่ามกลางกองหมอนของเตียงขนาดใหญ่และห้องที่มหึมาขึ้นขณะเงาเหนือโป๊ะตะเกียง กลืนเข้ากับค่ำคืนดึกสงัดของเมืองที่พ้นหน้าต่างออกไปนั้น แกรู้สึก-โดยไม่ต้องมอง-ว่าการผุดโผล่ขึ้นตลอดเวลาของป่าบนกระดาษบุผนังนั้นช่างเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบ เสียงหลุดออกมาของถ้อยคำ และเสียงที่ทำขึ้นเตือนๆ-ล้อมเข้ามารอบๆตัวแก"

"แกได้ปลดตัวเองให้หลุดไปจากเรา ทีละจุดทีละจุด แกได้ปลดปมที่ผูกล่ามตัวแกไว้กับประชาคมมนุษย์"

"สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่จากตัวแก-ร่างอันผ่ายผอมของแกกับเรื่องประหลาดๆไร้แก่นสารแค่หยิบมือ-ที่สุดแล้วสักวันก็คงจะหายไปอย่างไม่เป็นที่สังเกตเห็น เท่าๆกันนั่นเองกับกองเศษขี้ผงสีเทาๆที่ถูกกวาดซุกไว้ในมุมห้อง รอเวลาให้อาเดลามาเอาไปเททิ้งกองขยะ"

ในเรื่อง "นก" ผมเล่าถึงพ่ออีก-พ่อผู้มีบุคลิกแยกตัว เป็นนักใฝ่รู้มุ่งมั่น โดดเดี่ยว และ บรูโน ชูลซ์ก็เล่าเรื่องของเขาให้น่าตะลึงพรึงเพริด

"เหล่าวันแข็งขึ้นด้วยความหนาวและน่าเบื่อ เหมือนก้อนขนมปังค้างมาจากปีที่แล้ว เราเริ่มหั่นมันด้วยมีดทื่อๆโดยไม่นึกอยากกิน- ด้วยการไม่สนใจอันเกียจคร้าน"

"ในเหล่าเจ้าจิ้งจกร่างเปลือยๆหลังโป่งๆดูอ่อนแอนี้-อนาคตนกยูง ไก่ฟ้า นกเกร๊าส์หรืออินทรี เมื่อวางอยู่ในเบาะสำลี ในตะกร้า เจ้าลูกอ่อนมังกรนี้จะชูหัวนัยน์ตาปิดหนังตา มองไม่เห็นอยู่บนคอผอมๆ แหบเสียงไม่มีเสียงออกมาจากช่องคอตลกๆของมัน"

"ขณะพ่อผมจ้องอยู่กับตำราปักษีวิทยาเล่มใหญ่ พินิจอยู่กับแผ่นรูปสี เจ้าภาพฝันมีปีกเหล่านี้เหมือนบินออกมาจากหน้าหนังสือ เติมให้ห้องนั้นเต็มไปด้วยเหล่าสีกระฉูดออกมาของสีแดงสด เป็นริ้วเป็นแถบขึ้นด้วยสีมรกต สีเขียวสดวาวและสีเงินวูบวาบ เวลาให้อาหารพวกมันจะรวมกันเป็นผืนผ้าทอหลากสี พลิ้วเคลื่อนเป็นลูกคลื่นอยู่บนพื้นเป็นผืนพรมมีชีวิตที่ถ้ามีใครแปลกหน้าล่วงล้ำเข้ามา มันจะขาดออกจากกัน กระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระพือโผขึ้นบนอากาศ"

มีนกในห้องมากขึ้น มากขึ้นทุกที นกที่พ่อของผมเพาะพันธุ์ เลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นไข่ฟองกลมๆ ที่สุดแล้วอาเดลา หญิงรับใช้ที่มีอำนาจเหนือ พ่อของผม ก็ปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรนก เปิดหน้าต่างไล่ฝูกนกออกจากห้องไป แล้วทำความสะอาดครั้งใหญ่

"แล้วอาเดลา-ราวสตรีคลั่งผู้กราดเกรี้ยวคุ้มตนด้วยพายุหมุนแห่งไม้เท้าของไดโอนิซุส-ก็เริงร่ายระบำแห่งการทำลายล้าง พ่อยกไม้ยกมือแตกตระหนก พยายามขึ้นบนอากาศไปกับไก่ซึ่งเต็มไปด้วยขนปีกของแก ก้อนเมฆแห่งปีกค่อยๆจางลง จนในที่สุด อาเดลาก็เหลืออยู่ในสมรภูมิสิ้นแรงและเกือบเป็นลม พร้อมพ่อของผมผู้ซึ่งบัดนี้-ในท่าสูญสิ้นหมดแล้วทุกสิ่ง-พร้อมแล้วที่จะยอมรับการพ่ายแพ้โดยดุษฎี

"ครู่หนึ่งนั้น พ่อก็ลงมาชั้นล่าง-อย่างร้าวระทม กษัตริย์ร้างแผ่นดินผู้สูญเสียราชบัลลังก์และอาณาจักร"

อ่านเรื่องของบรูโน ชูลซ์ ช่างเขียนนฤมิต คนอ่านต้องปรุงเติมความนึกคิดในฟากฟ้าจินตนาการหลายๆชั้น ลงในมหาสมุทรความเปรียบไร้ขอบเขตจำกัด เฉกเดียวกับการดื่มด่ำในรสกวี จึงจะอ่านเรื่องทั้งหมดของเขาได้อิ่มเอม

เรื่อง "หุ่นช่างเสื้อ" ให้ความรู้สึกอีกอารมณ์หนึ่ง คือแทบจะทนไม่ได้ ฉันอยากเรียกว่า ความขรุขระท่วมล้นเกินจะฟัง เช่นเดียวกับช่างเสื้อทั้งสองคนที่ทนนั่งฟัง พ่อของผมบรรยาย "ว่าด้วยหุ่นช่างเสื้อ หรือเจเนซิส เล่มที่ 2" จนที่สุดต้องบอกกับเอเดลาหญิงรับใช้ว่า ช่วยทำให้ "พ่อของผม" หยุดพูดสักทีเถอะ

"วัตถุที่ตายนั้นไม่มี แกสอนพวกเรา การไร้ชีวิต เป็นเพียงสิ่งจำแลงซึ่งซ่อนรูปทรงของชีวิตที่ไม่รู้จักไว้เบื้องหลังทิวแถวของรูปทรงเหล่านี้เป็นอสงไขย ระดับอ่อนเข้มกับความนุ่มแข็งของมันนั้นไร้ขีดจำกัด เดมิเอิร์จครองไว้ด้วยสูตรสร้างสรรค์ที่สำคัญและน่าสนใจ ด้วยสูตรผสมเหล่านี้พระองค์รังสรรค์การทบท่าวของชนิดเผ่าพันธุ์ซึ่งสร้างตัวของมันขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์ในตัวมันเอง ไม่มีใครรู้ว่าสูตรผสมเหล่านี้จะมีการประกอบขึ้นใหม่อีกหรือไม่ แต่สิ่งนี้ก็ไม่จำเป็นเพราะแม้ถึงหากว่าวิธีรังสรรค์ที่เป็นแบบฉบับนั้นจะพิสูจน์ออกมาว่าไม่อาจเข้าถึงได้อีกต่อไป ก็ยังมีวิธีที่ไม่ต้องด้วยกฎอยู่บ้าง วิธีอันเป็นอสงไขยที่นอกรีตและเป็นอาชญากรรม"

"บรรยากาศที่ใช้หมดแล้ว อุดมด้วยส่วนประกอบเฉพาะของความฝันของมนุษย์ เหล่ากองของเหลือทิ้งกางผูกพันอยู่ในปุ๋ยของความทรงจำ ของความถวิลหา และความน่าเบื่อที่เป็นหมัน บนผืนดินเช่นว่านั้น เจ้าพืชพันธุ์จำแลงนี้จะผุดงอกขึ้นอย่างมากมาย"

ต่อจากเรื่อง "หุ่นช่างเสื้อ" อีกสองสามเรื่องเหมือนให้หยุดพักสูดลมหายใจบ้าง แล้วก็ถึงเรื่อง "ร้านอบเชย" ซึ่งเล่าถึงพ่อนิดหน่อย ที่เหลือตลอดเรื่องคือการท่องเดิน การผจญภัยในยามค่ำคืนของ "ผม"

บนถนนหนทาง สถานที่ต่างๆ ค่ำคืนได้แปลร่างสิ่งของวัตถุให้กลายเป็นภาพอัศจรรย์ ประหลาดตต่างๆนานา

"ผมไม่มีวันลืมการเดินทางอันรังรองในคืนที่เจิดจ้าที่สุดของฤดูหนาวนั้นเลย แผนที่สีของฟากสวรรค์แผ่กางเป็นคุ้งโค้งอันไพศาล ซึ่งบนนั้นเต็มตาด้วยละลานแห่งเหล่าผืนดิน มหาสมุทรและท้องทะเล ทำเครื่องหมายด้วยเส้นสายของกระแสไหลกระแสย้อนแห่งดวงดาริกา ด้วยแถบสุกสว่างของภูมิสภาพแห่งสรวงสวรรค์ อากาศแปรเป็นนุ่มเบาต่อการหายใจ ระยิบเหมือนผ้าขาวบางสีเงิน-เราได้กลิ่นของดอกไวโอเล็ทจากใต้ผืนขนแกะนุ่มสีขาวแห่งหิมะ ดอกสายลมซึ่งไหวสะท้านอยู่ปรากฏขึ้นด้วยหยาดแสงจันทร์อันใส่ไว้ในถ้วยดอกอ่อนบาง"

และเรื่อง "ถนนจระเข้" ซึ่งใช้เป็นชื่อหนังสือ "ผม" บรรยายภาพของเมืองผ่านแผนที่ เป็นการเสียดสีสังคม ผู้คน ความเป็นอยู่ ความคิดไม่เข้าท่า ภูมิทัศน์เน่าๆ ความฉ้อฉลและการปลิ้นปล้อน ทำให้เห็นว่าการฉ้อฉลมักง่ายมีคู่กับโลก มีอยู่ในสังคมมนุษย์มาเนิ่นนาน

"บ้านเรือนราคาถูกปลูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ มีรูปโฉมอันน่าสยอง โปะๆไว้ด้วยปูนปั้นเทอะๆของปูนที่ล่อนแตก บ้านแบบชานเมือง เก่าง่อนแง่นถูกประตูรั้วมโหฬารสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบทาบกิ่งต่อตาเข้ากับมัน

"วันเป็นสีเทาและฉากทั้งหมดนั้นบางทีก็มองเหมือนรูปถ่ายในนิตยสารภาพ ช่างเป็นสีเทา ช่างเป็นมิติเดียวเหลือเกิน-เหล่าบ้านเรือน ผู้คน และยวดยานพวกนั้น ความจริงบางเบาราวแผ่นกระดาษและแฉออกมาด้วยบรรดาการแตกร้าวของมัน ด้วยลักษณะที่ลอกแบบมาของมัน"

จากนั้นคือเรื่อง "แมลงสาบ" "ลมหมุน" "ค่ำคืนแห่งมหาฤดู" ทั้งสามเรื่องนี้ยังสร้างภาพในจินตนาการให้แผ่ออกไปอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นเคย ราวกับว่าบรูโน ชูลซ์ มีก้อนแป้งวิเศษที่เขาจะปั้นจะแผ่กางความคิดออกไปให้กว้างไกลเท่าใดก็ได้แบบสบายๆ แล้วยังมีซ้อนทับเป็นชั้น แล้วใส่สีตามแต่ใจจะป้ายแปรงให้ จะอบให้ฟูขนาดไหนก็ย่อมได้ ปกหลังของหนังสือ ได้รวบรวมคำนิยมของผู้คนที่ได้อ่านเริ่องสั้นเล่มนี้ อิซาค บาเซวิส ซิงเกอร์ นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายชาวโปแลนด์ (ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อ ค.ศ.1978) กล่าวว่า

"ไม่ง่ายที่จะจัดประเภทว่าชูลซ์เป็นนักเขียนในกลุ่มงานประเภทใด เขาอาจเป็นเซอร์รีลิสท์ ซิมโบลิสท์ เอ็กเพรสชันนิสท์ โมเดอร์นิสท์... บางครั้งเขาเขียนเหมือนคาฟก้า บางครั้งเหมือนพรูสต์ และบ่อยทีเดียวที่งานของเขาบรรลุความลึกอันคนทั้งสองไม่อาจไปสู่ได้"

เรื่องสุดท้าย ฉันรักเป็นพิเศษ ชื่อ "ดาวหาง" "ผม" เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงก้าวสู่ยุคใหม่ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ การเกิดดาวหางกับคำทำนายว่ามันจะพุ่งชนโลก ผู้คนตื่นตระหนก การวิพากษ์โลกวัตถุ(จักรยาน) และการทดลองเรื่องไฟฟ้าของพ่อ

"การประดิษฐ์คิดค้นทำให้เกิดความหวังที่เกินเลยขึ้น"

"มนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าลูกศรที่กระทุ้งไปกระทุ้งมา เป็นแค่กระสวยหูกทอผ้าที่พุ่งไปตรงนี้ตรงนั้นตามเจตจำนงของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่"

"มดมนุษย์ แผ่การคลาคล่ำเป็นกองกว้างขึ้นบนฝั่งทรายแห่งทางช้างเผือกซึ่งหกล้นลงบนทั้งผืนฟ้า - แม่น้ำมนุษย์สายหนึ่งถูกทอดเงาทาบลงด้วยเหล่านักปั่นลงล้อบนเครื่องกลแมงมุมของพวกเขา โอ ถิ่นดาวแห่งยามค่ำคืน ถูกตราแผลเป็นด้วยการวิวัฒน์ ด้วยเหล่าเกลียวหมุน"

"และสุดท้าย-จ่อมจมลงอย่างเลิกราสู่จุดเพียงเหนือเส้นขอบฟ้า เอียงๆไปด้านหนึ่ง พยายามอย่างไร้ผล ที่จะเหกลับเป็นครั้งสุดท้ายจากแนวระนาบโคจรของมัน-ไกลลิบและเป็นสีฟ้า ไร้พิษภัยไปชั่วนิรันดร์ มันถูกไล่ออกจากการแข่งพลังความเห่อนิยมของมันสิ้นแรงแล้ว"

เรื่อง "ดาวหาง" นี่เองทำให้ฉันต้องหยุดอ่านไปพักใหญ่ เพราะกลัวความรู้สึกจะหลงอยู่ในโลกจินตนาการมากไป ราวกับว่าตนเองเกาะติดอยู่ในทุกตัวอักษร นี่คือพลังและอำนาจของบรูโน ชูลซ์

เขาทำให้เกิดอิสระอันไพศาล อิสระที่สามารถยึดครองไกลออกไปถึงฝั่งความคิดอีกด้านหนึ่ง

ฝั่งที่อาจเรียกได้ว่า เวิ้งฝั่งของปรัชญา

หนังสือ ถนนจระเข้ จึงมีความลึกดุจเดียวกับปรัชญา เพียงแต่ว่านักอ่านจะสามารถยืดความคิดอันเหนียวแน่นให้ไกลถึงแล้วตลบเก็บกลับมาได้หรือไม่ ......เท่านั้น