ไต่ขึ้นภู...ไปดู "บ่อเกลือ"

เล่าขานตำนานไทย
ช่างภาพ: 

หลังจากเที่ยวชมสถานที่สำคัญในเขตอำเภอเมือง จังหวัดน่าน จนอิ่มใจแล้ว เราก็ขับรถไปจนถึงอำเภอปัว เพื่อเปลี่ยนยานพาหนะมานั่งรถโฟร์วีล ขับโดยผู้ขับที่ชำนาญเส้นทาง เพราะถนนสาย 1256 มุ่งหน้าสู่อำเภอบ่อเกลือ เลยอุทยานแห่งชาติดอยภูคาไปอีกนั้น ส่วนใหญ่เป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน พื้นที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 40 ค่ะ บริเวณที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอบ่อเกลือ สูงประมาณ 730 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปานกลาง มีพื้นที่ราบลุ่มตามลำน้ำและหุบเขาแคบๆ เพียงร้อยละ 1.5 ของพื้นที่ทั้งหมด ทิวเขาที่สำคัญได้แก่ ทิวเขาภูคา ภูแว ภูฟ้า ภูผีปันน้ำ ลำน้ำที่สำคัญได้แก่ ลำน้ำมาง ลำน้ำว้า และลำน้ำน่าน มีสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณดอยภูคาและบริเวณพรมแดนไทย-ลาว ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้นานาชนิด และยังเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำน่านอีกด้วย เราดั้นด้นจากตัวเมืองน่านไปประมาณ 80 กิโลเมตร เพราะตั้งใจไปชมบ่อเกลือสินเธาว์กลางเขา ที่นักท่องเที่ยวทุกคนชมเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น...บ่อเกลือที่บรรยากาศโรแมนติคที่สุดในโลกค่ะ

เล่าขานถึงตำนานของอำเภอบ่อเกลือกันหน่อย เพื่อเป็นความรู้รอบตัวนะคะ แต่เดิมนั้นพื้นที่แถบนี้เรียกว่า เมืองบ่อ ซึ่งคงจะหมายถึงบ่อน้ำเกลือสินเธาว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ซึ่งเดิมมีอยู่จำนวน 9 บ่อ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีความสำคัญมาตั้งแต่ในอดีตกาล ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามพงศาวดารเมืองน่านซึ่ง พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ได้แต่งรวบรวมขึ้นไว้ มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญที่เป็นสาเหตุให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ยกทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อปี 1993 ว่า...เดิมทีเขตอำเภอบ่อเกลือเป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีหนองน้ำ ซึ่งพวกสัตว์ต่างๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้เป็นประจำ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายมักจะกินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคาและเจ้าหลวงบ่อ จึงได้มาดูบ่อน้ำเกลือ และต่างก็ต้องการครอบครอง จึงคิดหาวิธีการโดยทั้งสองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั๋น เพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเน้า (หอก) แสดงการครอบครองบ่อน้ำเกลือ เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน ผู้คนที่พากันมาดูการแข่งขันพุ่งหอก ได้นำเอาก้อนหินมาก่อไว้เป็นที่สังเกต แล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนเจ้าหลวงทั้งสององค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว เจ้าหลวงภูคาจึงไปทูลขอประชาชนที่อยู่เมืองเชียงแสนจากเจ้าเมืองเชียงรายมาหักร้างถางพงทำเกลืออยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น ชุมชนบริเวณนี้จึงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ (ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เดิมทีนั้นบรรพบุรุษอยู่ที่ประเทศมองโกเลีย และประเทศจีน หนีลี้ภัยมาทางแม่น้ำเหลืองเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทางประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวไม่อนุญาตให้อาศัยอยู่ได้ จึงพากันข้ามแม่น้ำโขงมาอาศัยอยู่ที่เมืองเชียงแสน)

ด้วยเหตุผลที่บ่อเกลือ (เมืองบ่อ) เป็นชุมชนขนาดใหญ่ และเหตุผลที่เกลือเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีบทบาทต่อชุมชนคนเมืองน่านและบ้านเมืองชุมชนร่วมสมัยที่อยู่รอบๆเมืองน่าน ทั้งรัฐสุโขทัย ล้านช้าง (ลาว) และล้านนา (เชียงใหม่) มีเรื่องราวสืบต่อกันมาอีกว่า เจ้าหลวงน่านให้คนส่งเกลือไปถวายที่เมืองน่านเป็นการส่งส่วย เกลือ 5 ล้าน 5 แสน 5 หมื่น 5 พัน (ประมาณ 7,395 กิโลกรัมต่อปี) โดยใช้คนที่ไม่ได้ต้มเกลือนำไปส่งเช่นคนบ่อเกลือเหนือ ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวลั๊วะ การส่งเกลือไปถวายพระเจ้าน่านจะมีคนมารับที่นาปางถิ่น (สนามบินน่านในปัจจุบัน) โดยมีหัวหน้าเป็นชาวบ่อหลวงเป็นผู้ควบคุมไป การส่งส่วยเหล่านี้เริ่มเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแต่กระทำเรื่อยมาจนถึงเจ้ามหาพรหมสุรธาดา (พ.ศ.2461-2474) เป็นเจ้าผู้ครองนคร และถูกยกเลิกไปในช่วงเวลานั้น เมื่อระบบรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครสามารถใช้ได้เต็มที่

ต่อมาเมืองบ่อจึงได้อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอปัว โดยแยกเป็น 2 ตำบล คือ ตำบลบ่อเกลือเหนือและตำบลบ่อเกลือใต้ ซึ่งในระยะหลังมีราษฎรจากพื้นราบมาทำการค้าขายและตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมากประกอบกับราษฎรในพื้นที่ห่างไกล จึงได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยแบ่งเขตการปกครองท้องที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยแยกตำบลบ่อเกลือเหนือ และตำบลบ่อเกลือใต้ เป็น กิ่งอำเภอบ่อเกลือ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2531 และได้รับการยกฐานะเป็น อำเภอบ่อเกลือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2538 ปัจจุบันนี้อำเภอบ่อเกลือ แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 4 ตำบล 39 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลบ่อเกลือเหนือ 11 หมู่บ้าน ตำบลบ่อเกลือใต้15 หมู่บ้าน ตำบลภูฟ้า 6 หมู่บ้าน และตำบลดงพญา 7 หมู่บ้าน เนื่องจากมีลมภูเขาและลมหุบเขาสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของอำเภอบ่อเกลือจึงเย็นสบายตลอดทั้งปี ในฤดูหนาวอากาศหนาวจัด โดยเฉพาะกลางคืนอุณหภูมิจะลดลงถึง 0 องศาเซลเซียส พอสิ้นหนาวผ่านเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวก็ย่างเข้าสู่ฤดูฝน ฝนจะตกชุกไปถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นอิทธิพลจากลมมรสุมในอ่าวตังเกี๋ย ซึ่งพัดผ่านประเทศเวียดนาม และประเทศลาว อำเภอบ่อเกลือจึงเป็นเมืองในหุบเขาที่มีเพียงสองฤดู

จากหลักฐานทางธรณีวิทยาระบุว่า เมื่อหลายแสนปีก่อน บริเวณนี้เคยเป็นทะเลจึงมีเกลืออยู่ในชั้นดิน และเมื่อถูกน้ำกัดเซาะก็ละลายออกมา การนำเกลือจากบ่อขึ้นมาต้มทำเกลือนั้น ชาวบ้านต้องทำพิธีเลี้ยงผีเมืองและเจ้ารักษาบ่อเกลือ คือ เจ้าซางคำ หรือ "เจ้าพ่อบ่อหลวง" โดยทุกปีจะเซ่นไหว้ด้วยหมู และทุกๆ 3 ปี จะเซ่นไหว้ด้วยควาย ทำทุกปีในวันแรม 8 ค่ำเดือน 5 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "งานแก้ม" ในสมัยก่อนเคยทำกันถึง 7 วัน แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น บ่อเกลือนี้มีมาแต่โบราณและนำไปจำหน่ายยังกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ เชียงตุงหลวงพระบาง รวมถึงสิบสองปันนา จีนตอนใต้ เดิมนั้นมีบ่อเกลือหลายบ่อ แต่แห้งไปหมด เหลือบ้านบ่อหลวงที่มีบ่อเกลือสาธารณะอยู่ 2 บ่อ เรียกกันว่าบ่อเหนืออยู่ริมแม่น้ำบาง บ่อใต้อยู่ติดเชิงเขาท้ายหมู่บ้าน ห่างออกไปราว 500 เมตร ทั้งสองบ่อกรุขอบด้วยคอกไม้กันดินปากหลุมถล่มและ มีนั่งร้านสำหรับยืนตักน้ำเกลืออยู่ข้างๆบ่อเกลือ ทั้งสองบ่อมีน้ำเกลือซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าบ่ออื่นๆ เคยมีชาวบ้านพยายามจะขุดหาบ่อเกลือเพิ่มอีกแต่ก็ไม่สามารถพบบ่อเกลืออีกเลยปัจจุบันนี้บ่อเกลือทั้งสองบ่อของหมู่บ้านมีชาวบ้านเข้ามาตักน้ำเกลือมาต้มทำเกลือแล้วกว่า 50 รายโดยบ่อเหนือมีคนมาทำประมาณ 30 ราย ส่วนบ่อใต้มีคนทำ 20 ราย

ขั้นตอนการผลิตเกลือสินเธาว์ เริ่มจากเตรียมเตาต้มเกลือโดยใช้ดินเหนียวเป็นรูปโดม ปากเตา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร ใช้ใบตองรองก้นกระทะ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทะติดเตา และตักน้ำขึ้นจากบ่อลงถังพักเพื่อให้สิ่งปนเปื้อนมากับน้ำตกตะกอน โดยพักน้ำไว้ประมาณ 1 คืน จากนั้นนำน้ำในถังพักไปต้ม ให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาต้มประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อน้ำระเหยจะมีเกลือสินเธาว์ตกตะกอนอยู่ก้นกระทะ จากนั้นตักใส่เปาะ (ชะลอม) ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำเกลือที่ผลิตได้มาผสมกับสารไอโอดีนในอัตราส่วนเกลือ 12-15 กิโลกรัมต่อน้ำไอโอดีน 30 ซีซี. เพราะเกลือภูเขาจะไม่มีไอโอดีนเหมือนเกลือทะเล ขั้นตอนสุดท้ายนำบรรจุลงถุงพลาสติกติดฉลาก เพื่อจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ถุงละ 4 กิโลกรัม ราคาถุงละ 20 บาท สำหรับวิธีล้างกระทะที่ใช้ต้มเกลือแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน คือนำกระทะที่มีคราบเกลือเกาะอยู่ ไปแช่ไว้ในลำธาร แล้วปล่อยให้น้ำในลำธารไหลผ่านประมาณ 2-3 วัน กระทะก็จะสะอาดไม่มีคราบเกลือเกาะอยู่เลย เกลือที่ต้มเสร็จแล้วเอาขึ้นมาจากกระทะใหม่ๆ ขาวสะอาด ละเอียดมาก และเค็มสุดๆ หมู่บ้านนี้ต้มเกลือกันแทบทุกหลังคาเรือน นอกจากนี้แล้วยังมีลำน้ำมางเป็นแหล่งที่อยู่ของ "ปลาพลวง" ปลาโบราณชนิดหนึ่งที่ชอบอยู่ในแหล่งน้ำใสสะอาด

ที่บ่อเกลือเหนือมีร้านขายกาแฟที่มีของที่ระลึกขาย ชื่อร้าน "กรุ่นไอเกลือ" ว่ากันว่าเป็นเจ้าของเดียวกับ "บ่อเกลือวิว รีสอร์ท" บ้านพักแสนสวยติดลำน้ำมางที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับแหล่งทำเกลือนั่นเอง ร้านนี้ตกแต่งได้กลมกลืนกับบรรยากาศหมู่บ้านมาก พื้นร้านยังเป็นดิน ทำให้รู้สึกเหมือนกับหลุดเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชนบทสมัยโบราณ ของที่ระลึกในร้าน ส่วนใหญ่เป็นของแฮนด์เมค น่ารักน่าใช้ถูกใจขาช็อปชาวกทม.แน่ๆ ...แต่อย่างไรมาถึง อ.บ่อเกลือแล้ว ก็ต้องซื้อเกลือกลางเขากลับไปชิมให้ได้ล่ะค่ะ