ภาษาสวยด้วยวรรณศิลป์

มองภาษา

 

คำว่า "วรรณศิลป์" มีความหมายตามตัวอักษรว่า "ศิลปะในการแต่งหนังสือ" ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ยังเพิ่มไว้อีกว่า "ศิลปะทางวรรณกรรม วรรณกรรมที่ถึงขั้นเป็นวรรณคดี หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี" ภาษาอังกฤษใช้ว่า art of writing

อ่านมาถึงแค่นี้ ก็จะเห็นว่ามีคำอยู่ ๓ คำ ที่ต้องการคำอธิบายให้กระจ่าง คือวรรณกรรม พจนานุกรมฯให้ความหมายไว้ว่า "งานหนังสือ" แล้วมีอธิบายต่อว่าตามกฎหมาย "งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด ไม่ว่าแสดงออกมาโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด เช่นหนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ สิ่งบันทึกเสียง ภาพ"-นี่เป็นคำอธิบายจากพจนานุกรมฉบับ ๒๕๒๕) ส่วนฉบับล่าสุด (๒๕๔๒) อ่านเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเก่าว่า "งานหนังสือ งานประพันธ์ บทประพันธ์ทุกชนิดทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง" นอกจากนั้นอธิบายคล้ายฉบับ ๒๕๒๕ แต่เพิ่มอีกว่า "และหมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย" (ถ้าอยากทราบรายละเอียดว่า "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" หมายถึงอะไรบ้าง คงต้องไปอ่านรายละเอียดจากพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์อีกต่อหนึ่ง (วรรณกรรม =writing, literary work)

คำที่ ๒ ที่ควรรู้ คือ "วรรณคดี" ซึ่งคำอธิบายที่เคยเรียนมาจากครูบาอาจารย์ก็คือ "วรรณกรรมที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดีมีคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ถึงขนาด" แล้วยกตัวอย่างประกอบว่า "เช่น พระราชพิธีสิบสองเดือน มัทนะพาธา สามก๊ก เสภาเรื่องขุนแผน" (เทียบกับ literature,poetical composition ในภาษาอังกฤษ)

ส่วนคำว่า "วรรณศิลป์" นั้น พจนานุกรมให้ความหมายว่า "ศิลปะในการประพันธ์หนังสือ" แล้วยกตัวอย่างว่า "เช่นลิลิตพระลอเป็นวรรณคดีที่มีวรรณศิลป์สูงส่ง" และอธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า "ศิลปะทางวรรณกรรม" แล้วยกตัวอย่างว่า "เช่นนักวรรณศิลป์" ส่วนความหมายเพิ่มเติมมีว่า "วรรณกรรมที่ถึงขั้นวรรณคดี หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี"

ทีนี้มากล่าวถึงหนังสือที่แต่งดีหรือว่ามี "วรรณศิลป์" ซึ่งในปัจจุบัน แม้ยังไม่ได้มีใครรับรองว่าแต่งดีถึงขั้น "วรรณคดี" แต่ผู้เขียนรักที่จะยกมาให้เห็นว่า หนังสือที่แต่งดี แล้วมีคนอ่านจำนวนไม่น้อยที่ชอบ และชอบมากถึงขั้นถ่ายทอดออกเป็นรูปแบบหนึ่ง (ต่อยอด) ขึ้นไปอีก นั่นคือจากวรรณกรรมประเภทนวนิยายร้อยแก้ว แล้วมีผู้มีฝีมือทางวรรณศิลป์ถึงขั้น (ที่เราอาจเรียกท่านว่า เป็น "คีตกวี" เพราะถ่ายทอดบทประพันธ์ร้อยแก้ว ออกมาเป็นวรรณกรรมร้อยกรอง (ประเภทเพลงไทยสากล)ได้ไพเราะงดงาม ถ้อยคำลึกซึ้งกินใจ ไม่แพ้พากย์เดิม (ร้อยแก้ว)

ขอยกตัวอย่างที่ "สุดสงวน" รักปักใจมาตั้งแต่เริ่มอ่านเมื่อยังวัยรุ่น กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้วนั่นคือ จาก
เรื่อง แผ่นดินของเรา บทประพันธ์ของนักประพันธ์ชั้นครู ที่เสียดายนักที่ท่านจากไปก่อนจะถึงเวลาได้รับประกาศยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ ท่านคือ ครูมาลัย ชูพินิจ ในนามปากกาหนึ่ง (ในจำนวนกว่า ๓๐นาม) ของท่านคือ "แม่อนงค์" ซึ่งท่านเริ่มต้นบรรยายภาพที่บ้าน "จิระเวสน์" ในนวนิยายเรื่องนี้ว่า

"ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู แต่มิได้ร่วงสู่พื้นดินทีเดียว กลีบสีขาวของมันน้อยๆและอ่อนนุ่ม ปลิวกระจายตามลมเหมือนฝูงผึ้งแตกรัง ไปตกที่นั่นนิด ที่นี่หน่อย บนพื้นสีเขียวในลำคู เกลื่อนกลาดอยู่รอบโคนต้น อย่างที่เคยหล่นมาแล้วในชีวิตมัน ต่างแต่วันนี้ ไม่มีใครเขาจะเหลียวแล ไม่มีใครเขาจะเอาใจใส่ ไม่มีแม้แต่เด็กจะคอยเก็บไปร้อยเป็นพวงมาลัยเล่นหรือใส่พานบูชาพระ บางกลีบเคราะห์ร้ายปลิวไปตกลงกลางทางเดิน ก็รังแต่จะถูกเหยียบย่ำแหลกเหลวไปใต้ฝ่าเท้าที่โหดร้ายของผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่าของมัน ทำนองเดียวกับหัวใจอันบริสุทธิ์ของหญิงสาวถูกขยี้โดยชายผู้ไม่รู้จักคุณค่าของความรัก"

ด้วยคุณสมบัติที่มีคุณค่านานาประการ นวนิยายชั้นเอกเรื่องนี้ถูกนำมามาถ่ายทอดเป็นศิลปะรูปแบบอื่นๆอยู่เสมอ นอกจากตีพิมพ์ซ้ำๆแล้ว ยังถูกนำไปสร้างเป็นละคร เป็นภาพยนตร์ เป็นละครโทรทัศน์หลายครั้งต่อๆมา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งตราตรึงในความรู้สึกอันไม่มีเสื่อมคลายของประชาชนผู้เสพศิลปะในรูปอื่นต่อๆมา นั่นคือ บทเพลงอันงดงามที่ถูกคีตศิลปินและคีตกวีผู้เสมือนเทพเจ้าลิขิตให้เกิดมาเป็นคู่บุญซึ่งกันและกัน นาม เอื้อ สุนทรสนาน และ แก้ว อัจฉริยะกุล ช่วยกันรังสรรค์เป็นบทเพลงอันไพเราะงดงาม ซาบซึ้งใจผู้ฟังมานานแสนนาน จะเรียกว่าเป็นเพลงอมตะก็ไม่มีใครปฏิเสธ

ในฐานะคอลัมน์นี้เป็นผู้ "มองภาษา" และ "สุดสงวน" รักทั้งบทร้อยแก้วของ "แม่อนงค์" และนามปากกาอื่นๆของท่าน และเป็นผู้ที่หลงใหลในอัจฉริยะของครูเพลงทั้งสองที่คนจดจำในนาม "ทำนองเอื้อเนื้อแก้ว" จึงขออนุญาตนำบทร้อยกรองอันเป็นภาษากวีมาให้ท่านผู้อ่านได้เปรียบเทียบกับบทร้อยแก้วของเดิม ให้เห็นว่า คีตศิลปินและคีตกวีทั้งสองท่าน มีคุณสมบัติอันเหมือนเป็นศิลปินแห่งชาติ (ในความรู้สึกของ "สุดสงวน" และหลายๆคน)ตลอดมาและตลอดไป

นี่คือบทกวีอันวิเศษที่ ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ได้ถอดออกมาจากสมองอัจฉริยะของท่านฝากไว้ในแผ่นดินเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ายิ่งของชาติ ไปตราบนานเท่านาน

"ดอกจันทน์กะพ้อร่วงพรู เจ้ามิใช่ร่วงสู่แผ่นดินแห่งไหนโดยง่าย ลมพาเอากลีบกระจายร่วงปลิวพร่างพลิ้วพราย ไม่มีที่หมายใด ดูดังฝูงผึ้งแตกรัง เมื่อไร้กำลัง กลีบก็ลงฝังทั่วไป ไร้ผู้จะเหลียวใส่ใจ ไม่มีใครที่ไหน เก็บเอาไปเพื่อไว้บูชา บางกลีบเขาเหยียบลง แหลกเป็นผงอย่างไร้เมตตา กลีบจมแผ่นดินสิ้นสูญราคา กลิ่นนั้นหนายังหอมมีค่าผูกพัน จันทน์กะพ้อคือเหล่าสตรี มีราคีเพราะชายขยี้พรหมจรรย์ ความสาวแหลกเหลวสิ้นพลัน ไร้ค่าผูกพัน เหมือนจันทน์กะพ้อร่วงพรู"

ได้ยินเพลงนี้ทีไร นอกจากหลับตานึกเห็นภาพพจน์และภาพจากภาพยนตร์ที่เคยชมจำได้แล้ว ทำให้คิดถึงคำของ กิตติ ชูพินิจ (ลูกชายคนที่ ๒ ) ของครูมาลัย หรือ "แม่อนงค์" ที่บอกว่า "จันทน์กะพ้อที่พี่อยากเห็นนั้น วันนี้มาดูต้นมันที่บ้านก่อนก็ได้" สัญญากันไว้ว่าจะไปเยี่ยมที่"บ้าน ป.ล." เป็นมั่นเหมาะ แต่ต้องไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลในฐานะคนไข้โรคถุงลมโป่งพอง ต้องเจาะคอเพื่อช่วยหายใจ และต้องตอบคำถามเราด้วยการเขียนหนังสือ

แล้วก็ดีใจที่เขาออกจากโรงพยาบาลและกลับไปทำงานที่ซีพี ที่ที่เราพบกันเมื่อต้นปี ๒๕๓๕ พบกันทุกวัน กินข้าวเที่ยงด้วยกันเกือบทุกวัน ไปส่งต้นฉบับด้วยกัน เพื่อกินข้าวเที่ยงกับ พี่รัตนะ ยาวะประภาษ (ผอ./บ.ก.) ที่ "หลักไท" นั่งดื่มกันจนรถหายติดหนึบที่ถนนสีลมแล้วจึง แยกกันกลับบ้าน

แล้วในงานวันนักเขียน ๕ พฤษภาคมปีหนึ่งที่ผู้เขียนยังเป็นายกสมาคมนักเขียนฯ เขาบอกว่า "ผมไม่ได้ไปงานวันนักเขียนตามที่พี่ชวนนะ ขอลาไปงานบริษัทที่หัวหิน" แล้วเย็นวันนั้น อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ ก็โทรศัพท์มาว่า "พี่...ทำใจดีๆนะพี่ ผมมีข่าวไม่ดีบอกพี่ พี่กิตติไม่อยู่กับเราแล้ว" ข้าพเจ้าหูอื้อไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไรต่อไปอีก มาทราบภายหลังว่าเขาพบอุปัทวเหตุรถยนต์ที่แหกโค้งมาชนเข้าตอนออกมาจากสนามกอล์ฟ

จนถึงวันนี้ "สุดสงวน" ยังไม่เคยเห็นแม้แต่ต้นจันทน์กะพ้อ ได้แต่รอว่าเมื่อไร ขนิษฐา (ชูพินิจ) ณ บางช้าง (ลูกสาวคนที่ ๓ ของครูมาลัย) จะโทรศัพท์มาบอกว่า "จันทน์กะพ้อบานที่บ้าน ป.ล. แล้ว"