ป่าตึงงาม...ผืนป่า ชีวิตและจิตวิญญาณ

ชีวิตกับการเดินทาง

ตอน 1

ในหลายๆพื้นที่ภาคเหนือของไทย เมื่อเราเดินทาง ลึกเข้าไปในผืนป่า ขุนเขา และสายน้ำ เรามักพบกับชุมชนเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่กลางป่า เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติอย่างสัมพันธ์กันและกัน

เย็นนั้น ฟ้าหมาดฝน อากาศสดสะอาด หมอกขาวลอยเคลียคลอภูเขาสีน้ำเงินซึ่งตั้งเด่นอยู่ไม่ไกล และสองฟากถนนที่เราเดินทางเข้าไปนั้นสดเขียวและร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่ปกคลุมทั้งสองฟากฝั่ง ก่อนเข้าสู่หมู่บ้าน เรามองเห็นป้ายไม้เขียนด้วยตัวหนังโย้เย้ของชาวบ้านติดตามต้นไม้ บอกว่า ป่าชุมชน ป่าสมุนไพรบ้านป่าตึงงาม บางป้ายบอกชื่อต้นไม้ พันธุ์ไม้ ภาษาไทยและภาษาปกาเกอะญอ เช่น สัก ก่อ หรือป่าตึงงาม ให้ผู้คนผ่านไปมาได้เรียนรู้

ใช่ ผมกำลังพาคุณไปเยือน 'ป่าตึงงาม' เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่ผมชอบไปเยือนบ่อยครั้ง

ที่สำคัญ เมื่อผมยืนอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึง ความเงียบ ความงามและความจริง รวมไปถึงชีวิตและจิตวิญญาณ ผสานอยู่ล้อมรอบตัวเรา

เมื่อนั่งอยู่ในเตาไฟที่สร้างด้วยกระท่อมไม้ไผ่ ภาพที่มองเห็นนั้นอบอวลด้วยความงามและความรัก แม่เฒ่ากำลังนั่งทอผ้าชุดประจำเผ่าอยู่เงียบๆ ในขณะที่ข้างๆ กายแม่เฒ่านั้น หลานตัวน้อยวัยไม่ถึงขวบ กำลังหลับนอนอยู่ในเปลผ้า แม่เฒ่าใช้สายเชือกไกลเปล แล้วปล่อยให้เปลไกวโยกเยก ก่อนจะหันไปทอผ้าอยู่อย่างนั้น จนผมต้องรีบบันทึกถ้อยคำออกมาเป็นบทกวีสั้นๆ

แม่เฒ่าปกาเกอะญอ

นั่งทอผ้าของความสุข

ชีวิตคือจิตวิญญาณที่ถักทอฯ

 

และนั่นอีกมุมหนึ่ง พ่อเฒ่ากำลังผ่าฟืนอยู่ข้างล่าง ก่อนกลับมานั่งก่อไฟ หุงข้าวสำหรับมื้อเย็น ทำให้ผมได้กลิ่นควันไฟและหอมกลิ่นข้าวใหม่โชยมา

ภาพเหล่านี้ ล้วนบ่งบอกถึงวิถีชีวิตของพี่น้องชนเผ่าปกาเกอะญอได้เป็นอย่างดี

"เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวบ้านของฮีโข่" ชาวบ้านป่าตึงงามคนหนึ่ง บอกกับเรา ก่อนพากันเดินไปตามถนนในหมู่บ้านช้าๆ ระหว่างทางเราเจอแม่เฒ่าคนหนึ่งเดินยิ้มมาแต่ไกล

"ไปไหนมาครับ" ผมเอ่ยถาม

"ไปไร่มา..." แม่เฒ่าบอกกับผมด้วยรอยยิ้ม

เมื่อยืนอยู่หน้ากระท่อมไม้ไผ่มุงด้วยใบตองตึงของพ่อเฒ่าพะจ๊ะ ริโก ฮีโข่ หรือผู้นำจิตวิญญาณของชนเผ่าปกาเกอะญอ ผมมองเห็นไก่พื้นเมืองกำลังคุ้ยเขี่ยอยู่ตรงลานดินหน้ากระท่อม และเมื่อมองเข้าไปในกระท่อมยกพื้นสูง ผมมองเห็นเด็กน้อยกำลังชะเง้อมองลงมาข้างล่างด้วยสีหน้าสดใส ในกระท่อมหลังนั้น มีผู้เฒ่าพร้อมลูกหลานกำลังล้อมวงกินข้าวเย็นกันอยู่

นี่คือกระท่อมของความเรียบง่ายและร่มเย็นดีแท้ ผมไม่รู้ว่าอายุของกระท่อมนั้นเก่าแก่ยาวนานเท่าใด แต่ผมรู้ว่าอายุของพ่อเฒ่า ในปี พ.ศ.นี้ ย่างเข้า 95 ปีแล้ว แต่ยังเดินเหินไปไหนได้อย่างแข็งแรง และการล้อมวงสนทนาได้เริ่มต้นขึ้น เหมือนกับว่าเรากำลังเดินทางย้อนรอยไปในอดีต

จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บอกว่า ในอดีตนั้น ป่าตึงงามเคยเป็นที่อยู่ของ 'ลั๊วะ' ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในหลายๆ พื้นที่ทางภาคเหนือ ที่คนป่าตึงงามบอกเล่าว่าเป็นถิ่นของลั๊วะนั้น ก็เพราะว่าชาวบ้านได้ขุดค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายอย่าง เช่น ซากของวัดร้างกว่า 6 แห่ง พบเครื่องปั้นดินเผา ถ้วย จาน กล้องยาสูบโบราณ รวมทั้งยังค้นพบพื้นที่ป่าช้าของชาวลั๊วะ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆหมู่บ้านอีกด้วย ว่ากันว่า ภายหลังจากที่ชาวลั๊วะ อพยพเคลื่อนย้ายออกไป ชุมชนปกาเกอะญอกลุ่มนี้จึงได้เข้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่แทน ในราวปี พ.ศ.2447 โดยมี นายโตยา และ นายสุวิ เป็นผู้นำชุมชนรุ่นแรก พร้อมด้วยสมาชิกอีกจำนวน 5 ครัวเรือนเข้ามาอาศัยอยู่ จนกลายเป็นชุมชนหย่อมบ้านเล็กๆ กลางป่าเขา

จุดเด่นของชุมชนบ้านป่าตึงงาม นั่นคือ เป็นชุมชนตั้งอยู่บนรอยต่อพื้นที่อำเภอพร้าว และอำเภอเชียงดาว ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีดอยผานกกกเป็นฉากกั้น ตั้งอยู่บนเทือกเขาผีปันน้ำและเป็นกิ่วดอย จรดกับเทือกเขาถนนธงชัย ทอดยาวออกไปไกลจนเชื่อมกับดอยถ้วยบริเวณชายแดนไทย - พม่า

นอกจากนั้น ชุมชนบ้านป่าตึงงาม ยังเป็นชุมชนตั้งอยู่ติดกับลำน้ำแม่ป๋าม ซึ่งถือเป็นต้นน้ำที่มีชีวิต เป็นลำน้ำสาขาสำคัญอีกสายหนึ่งที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน ก่อนไหลลงไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่บริเวณบ้านไตรสภาวคาม ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว

"เมื่อก่อนเฮายังเคยเลี้ยงช้าง ป่าของเฮาสมบูรณ์ที่สุด น้ำท่าก็ดี ชาวบ้านปลูกผักปลูกไม้กินกันง่ายๆ" พ่อเฒ่าพะจ๊ะ ริโก ฮีโข่ หรือผู้นำพิธีกรรมชนเผ่าวัย 95 ปี บอกเล่าให้ฟัง

ว่ากันว่า ในช่วงแรกของการตั้งชุมชนนั้น ชุมชนป่าตึงงาม นั้นมีวิถีชีวิตอยู่ในหุบเขา นานๆทีถึงออกไปพบเจอโลกภายนอก เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมในสมัยนั้นไม่สะดวก การสัญจรไปมาลำบาก ชาวบ้านติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอกค่อนข้างน้อย ทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก

แน่นอนว่า นั่นเป็นวิถีดั้งเดิมของพี่น้องชนเผ่าปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่กับป่ากันมาช้านานแล้ว เมื่อเราเดินไปทางเหนือของหมู่บ้าน ก็จะพบนาขั้นบันได ถัดไปเป็นไร่หมุนเวียน ใช้สำหรับปลูกข้าวไร่ พืชผักพื้นบ้าน ขึ้นไปอีกก็เป็นผืนป่ารกครึ้ม ชาวบ้านให้ป่าผืนนี้ไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ วัว ควาย เล็มหญ้าหากินเอง ป่าผืนนี้ยังมียาสมุนไพร และอาหาร จำพวกเห็ด หน่อไม้ พืชผักให้ชาวบ้านได้เก็บหามาทำอาหารกินกันทุกมื้อทุกวัน

ที่น่าสนใจก็คือ ชาวบ้านปกาเกอะญอซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ แต่ได้ร่วมกันอนุรักษ์รักษาดูแลผืนป่าได้มากกว่า 10,000ไร่ จนสร้างความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นให้กับผืนแผ่นดิน

นั่นอาจเป็นเพราะชาวบ้านป่าตึงงาม ได้ยึดเอาหลักคำสอน ภูมิปัญญาชนเผ่าเอาไว้ เหมือนกับ 'ทา' คำสอนเก่าแก่ของชาวปกาเกอะญอ ที่ได้สอนลูกสอนหลานมานานแล้วนั่นเอง เหมือนกับทาบทนี้...

"ออที เก่อตอ ที เอาะก่อ เก่อตอก่อ

ดื่มน้ำรักษาน้ำ กินข้าวรักษาข้าว"