เธอ...มากับฝน

เกษตรพอเพียง

"คุณป้าคะ คุณป้าคะ ที่บ้านคุณป้ามีเม็ดเป๊าะแป๊ะมั้ยคะ" เด็กหญิงหลานสาวของเพื่อนบ้านข้างเคียงเอ่ยเอื้อนถาม "ผักหวาน" อย่างเกรงใจ ปกติเธอเพียงแค่ยิ้มและยกมือไหว้ขณะเดินผ่านหน้าบ้านแล้วเห็นคุณป้ากำลังรดน้ำต้นไม้หรือล้างลานหน้าบ้านอยู่ แต่คราวนี้เธอตรงดิ่งมาถามไถ่อย่างมุ่งมั่นเลยทีเดียว

"เม็ดเป๊าะแป๊ะเหรอ" ป้าแอบนึกอยู่ชั่ววินาที จึงถึงบางอ้อ "อ๋อ! เม็ดต้อยติ่งใช่มั้ยลูก"

คราวนี้เด็กหญิงนิ่งพร้อมกับทำหน้างงๆบ้าง ป้าเลยต้องรีบอธิบาย "เม็ดที่เอาไปโยนน้ำเล่น แตกดัง
เป๊าะแป๊ะใช่มั้ยคะ เค้าเรียกเม็ดต้อยติ่งค่ะ"

"อ๋อ เหรอคะ หนูไม่รู้จัก" เด็กหญิงทำเสียงอ่อยๆ

"เสียดาย ป้าเพิ่งให้คนมาตัดต้นไม้และถกทิ้งไปแล้ว แต่นี่ฝนมาแล้ว ฝนตกบ่อยๆ เดี๋ยวมันก็ขึ้นอีกค่ะ แล้วป้าจะเก็บไว้ให้นะ"

ป้าเดินเข้าบ้านมาด้วยรอยยิ้มเพราะภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์แวบเข้ามาในหัวจิตหัวใจ ตอนที่ป้าวัยพอๆกันกับสาวน้อยคนนี้ ก็ชอบไปด้อมๆมองๆ เสาะหาเมล็ดต้อยติ่งสีน้ำตาลแก่จัดเวลาอยู่ที่โรงเรียน ต้นของมันมักจะชอบขึ้นอยู่ตามริมน้ำหรือที่ชื้นๆแฉะๆ สมัยนั้นหาได้ง่ายและมีให้เก็บเหลือเฟือ เก็บทีก็ได้เป็นกอบเป็นกำ ใส่กระเป๋ากระโปรงไว้ บางทีก็ใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วนัดรวมพลคนชอบเล่นเป๊าะแป๊ะด้วยกัน เอาไปโยนน้ำเล่นหลังโรงเรียน บางทีกำไว้จนเปียกเหงื่อ เมล็ดแตกเป๊ะใส่มือ ยิ่งเป็นที่สนุกสนาน เฮฮากันได้ไม่รู้เบื่อ...

หลังจากได้คุณฝนมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ สนามหน้าบ้านของ "ผักหวาน" ก็มีโอกาสได้ต้อนรับต้อยติ่งซึ่งบัดนี้กลายเป็นวัชพืชที่ทุกคนรอคอยไปแล้ว เด็กหญิงข้างบ้านรอคอยที่จะได้เล่นประทัดจากเมล็ดเป๊าะแป๊ะ แต่สิ่งที่ป้า "ผักหวาน" รอคอยคือ การได้ชื่นชมดอกต้อยติ่งสีม่วงสวยหวาน ไม่เหมือนใคร ซึ่งไม่ใช่แต่ "ผักหวาน" เท่านั้น สาวๆรายไหนรายนั้น เห็นเข้าเป็นต้องกรี๊ดกร๊าด เทใจให้ดอกไม้แสนสวยนี้ไปตามๆกัน

ต้อยติ่งที่เราเห็นขึ้นอยู่ทั่วไปในฤดูฝนปัจจุบันนี้เป็นต้อยติ่งที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาเขตร้อน ส่วนต้อยติ่งพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมของไทยที่ต้นสูงกว่าและชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะ เช่น ตามทุ่งนานั้น คงหาได้ยากแล้ว ต้อยติ่งจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุยืนและเป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก ลักษณะลำต้นจะมีความสูงประมาณ 25-50 เซนติเมตร ใบเดี่ยวรูปรี ออกดอกและติดผลในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยดอกจะออกตรงซอกใบบริเวณปลายยอด ดอกสีม่วงน้ำเงิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร ผลเป็นฝัก เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้มยาว 2-3 เซนติเมตร แห้งแล้วแตกเป็น 2 ซีก ข้างในจะเต็มไปด้วยเมล็ดกลมแบนจำนวนมาก

มีคนเปรียบว่า เมล็ดต้อยติ่ง นั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะเมื่ออุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมก็ระเบิดตัวเองแตกดังแป๊ะ เมล็ดต้อยติ่งเล็กๆที่อยู่ข้างในจำนวนมากก็จะกระจายเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดการงอกและเติบโตเป็นต้นใหม่ ขยายเพิ่มมากขึ้น เราจึงมักพบต้อยติ่งขึ้นกระจายเป็นบริเวณกว้าง เวลาออกดอกจึงดูเป็นทุ่งต้อยติ่ง สีหวานสวยสะดุดตา

ถึงจะถูกเรียกว่าเป็นวัชพืช แต่ก็เป็นวัชพืชสมุนไพรที่ไม่ไร้ค่า เพราะสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ โดยหมอยากลางบ้านจะใช้ต้อยติ่งทั้งต้นเลือกเอาชนิดที่ไม่แก่ ดอกยังไม่โรย ถอนเอาทั้งรากอย่าให้รากขาด อย่าให้เมล็ดแตกสัก 4-5 ต้น นำไปล้างให้สะอาด แล้วโขลก คั้นเอาแต่น้ำดื่ม แก้ปวดเข่า ชาลงขา ร้าวลงแขน ใช้เวลาประมาณ 7 วันอาการก็จะดีขึ้น หรือถ้าเป็นไม่มากก็อาจจะหายได้เลย

สัดส่วนและปริมาณที่ใช้ 1-2 ต้น ต้มกับน้ำประมาณ 3 ลิตร แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำมารับประทาน โดยอุ่นในกระติกน้ำร้อนก็ได้

ส่วนเมล็ด มีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็ว พอกฝีช่วยดูดหนองละลดการอักเสบ พอกแผลที่เรื้อรัง มีฝ้ามีหนอง สมานแผล ช่วยเรียกเนื้อแผลที่เป็นรู โดยเลือกเก็บฝักแก่ แกะเอาเมล็ดออกมา 1 หยิบมือ วางลงบนฝ่ามือหยดน้ำลงไปพอแฉะ เมล็ดจะพองออกและจับกันเหนียว แผ่ออกบางๆ ให้ใหญ่เท่าขนาดของแผลเป็นหนอง แล้วแปะลงบนหนอง เมล็ดต้อยติ่งจะช่วยดูดหนองและการอับเสบ คอยเปลี่ยนใหม่ทุกตอนเช้าและเย็น

รากของต้อยติ่งมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ดับพิษ ทำให้อาเจียน

นอกจากนี้ ยังมีต้อยติ่งอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ต้อยติ่งฝรั่ง ต้อยติ่งเทศ บ้างก็เรียก อังกาบ (ภาพดอกสีชมพู) ลักษณะของดอกอาจจะคล้ายกันบ้าง แต่ลักษณะไม่เหมือนกัน คือใบต้อยติ่งเทศจะเรียวยาวแคบ และออกสีเขียวคล้ำ ดอกมีสีม่วง ขาว และชมพู มีสรรพคุณคล้ายกับต้อยติ่ง ที่หน้าบ้านของ "ผักหวาน" ก็มีเจ้าต้อยติ่งฝรั่งนี้ขึ้นมาเหมือนกัน ดูแล้วไม่เหมือนวัชพืช เพราะขนาดของต้นที่สูงกว่า ใบเรียวยาว และดอกสีหวาน สวย น่ารักมาก ทำให้เหมือนไม้ประดับที่สามารถปลูกเอาไว้แต่งสวนได้แบบเนียนๆทีเดียว

ในความหมายของ "เกษตรพอเพียง" สำหรับ "ผักหวาน" แล้ว ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงพืชผักที่เราสรรหามาปลูกเท่านั้น รอบๆตัวเรายังมีพืชที่มีประโยชน์ที่ธรรมชาติให้มาอย่างไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องลงทุนลงแรงปลูก อย่างเช่น ต้อยติ่ง วัชพืชแสนสวยที่มาพร้อมกับหน้าฝน เพียงแต่เรารู้จักศึกษาหาความรู้เรื่องพืชพรรณรอบๆตัวเรา ทั้งต้นไม้ ผัก หญ้า หรือแม้แต่วัชพืชต่างๆ ให้มากขึ้น ยิ่งเราได้รู้ถึงประโยชน์และสรรพคุณของต้นไม้ใบหญ้าแต่ละชนิดมากเท่าไหร่ ก็เป็นโอกาสให้เราได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่โลกให้มาอย่างคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น... "เกษตรพอเพียง" หาได้จากรอบๆตัวเรานี่เองค่ะ