"นอนกรน" ...ภัยยามค่ำคืนที่อันตรายถึงชีวิต

รอบรู้เพื่อสุขภาพ

การนอนกรน...ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไปค่ะ เพราะปัญหาการนอนกรน นอกจากสร้างความรำคาญ ต่อคนที่นอนข้างๆแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบการหายใจ อาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ หรือส่งผลเสียให้อวัยวะต่างๆในร่างกาย คนที่เป็นโรคนอนกรน มีการหยุดหายใจมากกว่า 20 ครั้งต่อชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าคนปกติ โดยเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ในอัตราส่วน 7 : 1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน เพศหญิงจะมีโอกาสเป็นมากขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่า ฮอร์โมนเพศมีผลต่อโรคนอนกรน

โรคนอนกรนเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาว เพดานอ่อนห้อยต่ำ กล้ามเนื้อหย่อน ทั้งกล้ามเนื้อขยายทางเดินหายใจตรงลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นไปบังทางเดินหายใจ หรือโครงสร้างของกะโหลกศีรษะ กระดูกใบหน้าผิดปกติไป เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไปด้านหลัง ลำคอยาว ใบหน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลง จึงเกิดการอุดตันและการหยุดหายใจได้ โรคที่มีความผิดปกติบริเวณดังกล่าว ได้แก่ Down's syndrome Prader Willi syndrome Crouzon's syndrome เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุกรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลัก ผู้ที่มีประวัติของครอบครัวเป็นโรค จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค มากกว่าคนปกติถึง 1.5 เท่า หรือประมาณสองในสามของผู้ป่วย OSA มีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กิโลกรัม จะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ คนอ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจ ในขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากไขมันที่นอกจากจะกระจายอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น สะโพก หน้า ท้อง น่อง ต้นขา แล้วยังพบว่า มีเนื้อเยื่อไขมัน กระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น

ไขมันที่พอกบริเวณลำคอ จะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดการกดทับของน้ำหนัก ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่มีไขมันเกาะอยู่มาก ทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสริม ที่ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้ง่ายขึ้น โดยจมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้การหายใจลำบากขึ้น การดื่มสุราหรือการใช้ยาบางชนิด ก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทางเดินหายใจให้เปิด เกิดอาการหมดแรง จึงมีภาวะทางเดินหายใจอุดตันง่ายขึ้น

การสูบบุหรี่ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบ ระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยังส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือโรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ Hypothyroidism Acromegaly นอกจากนี้ปัญหาเรื่องนอนกรน ไม่เพียงเกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะในเด็กก็พบปัญหานอนกรนได้เช่นกัน ซึ่งอาการนอนกรนในเด็กนั้น มักมีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิลที่มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรังบริเวณช่องคอ

อีกทั้งต่อมอะดินอยด์ ที่มีขนาดโตมากเช่นกัน ด้วยมีอาการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีการอักเสบเรื้อรังบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส หรือภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ ที่เป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวกต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนมากขึ้น อีกทั้งไซนัสอักเสบเรื้อรังจะมีน้ำมูกข้นและจมูกบวม ก็ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก ในบางรายมีความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่ เช่น ลิ้นโต จึงเป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันทางเดินหายใจ ในขณะที่กำลังนอนหลับได้

รศ.นพ.ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จากภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงาน Thailand Health & Willness 2012 ว่า การนอนกรนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ การนอนกรนชนิดไม่อันตราย (Simple snoring) และการนอนกรนชนิดอันตราย (Obstructive sleep apnea หรือ OSA) คนที่นอนกรนชนิดไม่อันตราย มักจะมีอาการนอนกรนเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เสียงกรนอาจดังหรือค่อยนั้น จะขึ้นอยู่กับเสียงกรนเกิดจากบริเวณใด ถ้าเกิดที่เพดานอ่อนหย่อนหรือลิ้นไก่ยาว มักทำให้เกิดเสียงกรนที่ดังมาก โดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ถ้าเสียงกรนจากการตึงแคบบริเวณโคนลิ้น เสียงมักจะเบาเหมือนกับหายใจแรงๆ ดังนั้น ความดังของเสียงกรนไม่สามารถบอกได้ว่าอันตรายหรือไม่อันตราย แต่ถ้ามีอาการหายใจสะดุด หยุดหายใจ เหมือนคนหายใจไม่ออก หรือสำลัก นั่นถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย มักพบในอาการนอนกรนชนิดอันตราย

อาการของโรคนอนกรนชนิดอันตราย นอกจากจะนอนกรนเสียงดัง มีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ต้องลุกไปถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกแล้ว สมองจะรู้สึกตื้อ คิดอะไรไม่ออก ง่วงนอน ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีก ทั้งๆที่ไม่ได้นอนดึก บางคนมีอาการอื่นๆร่วมด้วย อาทิ จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งความรู้สึกทางเพศลดลงอีกทั้งเมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนปกติ แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดตันทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ ตามด้วยการสะดุ้ง สำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรง เหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหลายร้อยครั้งต่อคืน

ในขณะที่มีการหยุดหายใจนั้น ออกซิเจนในเลือดแดงจะลดต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดความผิดปกติ ในการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ หลอดเลือด ปอด และสมอง ต่อมาเมื่อออกซิเจนในเลือดแดง ลดต่ำลงมากจนถึงจุดอันตราย ร่วมกับมีการหายใจที่แรงมาก จนต้องใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ เพื่อพยายามให้ลมหายใจ สามารถผ่านตำแหน่งที่ตีบตันไปให้ได้ ภาวะนี้จะกระตุ้นให้สมอง ที่กำลังหลับสนิทอยู่ ต้องตื่นขึ้นมา ทางเดินหายใจจะถูกเปิดขึ้น และทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าปอดได้อีก ตอนนี้เองออกซิเจนในเลือดแดง จะกลับมาสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมองจะเริ่มหลับอีก การหายใจก็จะเริ่มขัดข้อง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดคืน ส่งผลให้สมรรถภาพการนอนเสียไป เนื่องจากมีการนอนหลับสนิทน้อย ส่งผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด สมอง และปอด

การรักษาโรคการนอนกรน ในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ ลดความอ้วน เพราะจากการสำรวจพบว่า เมื่อน้ำหนักลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ อัตราการหยุดหายใจก็จะลดลงด้วย ช่วยให้การหายใจดีขึ้น การแลกเปลี่ยนออกซิเจนสะดวกขึ้น ซึ่งการลดความอ้วนนั้น ไม่ควรรับประทานยาลดความอ้วน เพราะจะมีผลกระทบมากมาย เช่น ทำให้ใจสั่น แล้วเมื่อหยุดยาก็จะกลับมาอ้วนใหม่ แต่ควรปรับในเรื่องของพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายอย่างเป็นกิจวัติ จะส่งผลดีที่สุดต่อร่างกาย

ควรหลีกเลี่ยงการนอนหงาย ควรให้นอนท่าตะแคง เพราะจะช่วยให้หลับดีขึ้น เนื่องจากการนอนหงาย จะทำให้ลิ้นตกไปด้านหลังชิดกับผนังช่องคอ ทำให้เกิดการอุดตันได้มาก ส่วนการนอนตะแคงทำให้ลิ้นไม่ตกไปที่คอด้านหลังมากเกินไป ช่วยลดอาการกรนได้บ้าง หรือควรงดการดื่มสุรา เพราะจะยิ่งให้มีการกรนและหยุดหายใจมากขึ้น ด้วยแอลกอฮอล์ทำให้การยุบตัวของทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น และยังไปกดสมอง ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อออกซิเจนในเลือดได้ช้ากว่าเดิม นอกจากนี้ยังต้องงดสูบบุหรี่ หรือทำงานหนัก รวมทั้งงดยาบางประเภท เช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เพราะมีผลต่อการหายใจขณะหลับ

ผู้ป่วยโรคกรนชนิดอันตรายไม่รุนแรงมักนิยมใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม มีลักษณะเป็นที่ครอบฟันบนและล่าง ทำหน้าที่ยึดขากรรไกรอันล่างให้เลื่อนไปด้านหน้า จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด การใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการนอนกรนชนิดรุนแรงมาก เครื่องจะปล่อยแรงดันบวก ทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยหลับสบาย ปัจจุบันการรักษาด้วยเครื่อง CPAP นับว่าได้ผลดี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ แพทย์อาจให้แก้ไขความผิดปกติด้วยการผ่าตัด

การรักษาโดยการผ่าตัด จะช่วยแก้ไขปัญหาทางเดินหายใจ ที่อุดตันขณะที่นอนหลับ ซึ่งผู้ป่วยควรตรวจการนอนหลับ เพื่อยืนยันว่าเป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน ในการผ่าตัดก็จะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบ จะขึ้นอยู่กับความผิดปกติของผู้ป่วย เช่น การผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อน การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดีนอยด์ออก การผ่าตัดเพดานอ่อนโดยเลเซอร์ การผ่าตัดฝังพิลลาร์ การใช้คลื่นวิทยุ การผ่าตัดโพรงจมูก การผ่าตัดเลื่อนคางเพื่อดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้า การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาด้านหน้า

นอกจากนี้มีการตรวจด้วยกล้องส่องตรวจขณะนอนหลับ จะช่วยระบุตำแหน่งที่ผิดปกติ เพื่อให้การผ่าตัดแก้ไขมีประสิทธิภาพ แล้วยังช่วยลดการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย สำหรับปัญหาการนอนกรน หากรู้จักแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดภาวะทางเดินหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการหายใจ ที่ติดขัดขณะกำลังนอนหลับ ส่วนคนรอบข้างก็จะลดความน่ารำคาญ ที่มาจากเสียงการกรนได้ค่ะ