งาช้างดำ เมืองน่าน

ร้อยเรื่องเมืองไทย
ช่างภาพ: 

เพราะน่านเป็นเมืองเล็กๆ ที่คงความเงียบสงบมานานหลายร้อยปี มีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คนล้านนาดำเนินไปท่ามกลางความเรียบง่าย และมีงาช้างดำเป็นวัตถุมงคลสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นให้เข้ามาเยือนเมืองน่านมากมาย จากทางหลวงแผ่นดิน 101 เข้าสู่อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จนถึงสี่แยกวัดศรีพันต้น เลี้ยวขวาตรงสี่แยกไฟแดงบนถนนสุริยพงษ์ จนถึงสี่แยกไฟแดงข่วงเมืองน่านเลี้ยวซ้ายมือที่ถนนผากอง เราขับรถเลยลานลีลาวดีเข้าไปจอดยังด้านข้างอาคารทรงยุโรปซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเมืองน่าน เคยใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่าน และปรับปรุงเป็น "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดน่าน" หาง่ายมากค่ะอยู่ตรงข้ามกับวัดพระธาตุช้างค้ำ ใกล้ๆกับวัดภูมินทร์ อยากจะบอกว่าถนนเมืองน่านสวยมาก ไม่มีสายไฟให้เห็นเลย เพราะเก็บลงใต้ดินหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดน่าน เดิมเป็นที่ประทับ (คุ้มหอคำ) ของ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 เป็นต้นราชสกุล ณ น่าน มีพระนามเดิมว่า "เจ้าสุริยะ ณ น่าน" ประสูติเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2374 ทรงเป็นราชบุตรของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าหลวงเมืองน่านกับแม่เจ้าสุนันทา ในปี 2398 และทรงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระยาราชวงษ์ ต่อมา พ.ศ.2431 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ว่าที่เจ้าอุปราช เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้สถาปนา เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เลื่อนพระฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น พระเจ้านครน่าน มีพระนามปรากฏตามสุพรรณบัฎว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศาธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" นับเป็น พระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2461 พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ถึงแก่พิราลัยด้วยพระโรคชรา สิริรวมชนมายุได้ 87 ปี

พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช สร้างคุ้มหอคำหลังนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2446 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น มีมุขด้านหน้า หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด บนเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา ครั้นเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงพิราลัย เจ้านายบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้มอบหอคำหลังนี้พร้อมที่ดินให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นอาคารศาลากลางจังหวัดน่าน ต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ขึ้น กรมศิลปากรจึงได้ขอรับมอบอาคารเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ขึ้นในปี 2517 และประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการขึ้น ในปี 2528 โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2530 ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ น่าน มีพระราชานุสาวรีย์ของ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ประดิษฐานอยู่

ภายในอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกบริเวณห้องโถงกลางซึ่งเคยเป็นท้องพระโรงที่เสด็จออกว่าราชการของเจ้าเมือง จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมืองน่าน การสร้างเมือง และโบราณสถานที่สำคัญ เชื้อสายราชวงศ์เจ้าผู้ครองนคร รูปถ่ายโบราณ งานประณีตศิลป์ เครื่องใช้ เงินตรา และอาวุธโบราณ ส่วนหลังแบ่งเป็น 6 ห้องจัดแสดงเรื่องราวด้านศิลปะและโบราณคดี เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เริ่มปรากฏหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในแถบจังหวัดน่าน สมัยประวัติศาสตร์ อิทธิพลของศิลปล้านนาและสุโขทัยที่ก่อให้เกิดวิวัฒนาการทางรูปแบบศิลปสกุลช่างขึ้นในเมืองน่าน และแสดงโบราณวัตถุที่ขุดจากพื้นที่น้ำท่วมเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องถ้วยโบราณที่พบในเมืองน่าน ในส่วนนี้ละค่ะ เมื่อเราเดินลึกเข้าไปจะพบห้องขนาดใหญ่มีรั้วเหล็กล้อมไว้มั่นคงแน่นหนา เป็นที่ตั้งของสิ่งคู่เมืองอันสูงค่า ที่เรียกว่า "งาช้างดำ" สมบัติที่ตกทอดมาจากเจ้าผู้ครองเมืองน่านหลายชั่วอายุคน เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองเมืองน่านองค์สุดท้ายเคยเล่าไว้ก่อนที่จะพิราลัย ในปี 2474 ว่า ประมาณ พ.ศ.1896 พญาการเมืองเจ้าเมืองน่านองค์ที่ 5 เป็นผู้ได้งาช้างดำนี้มา และประสงค์ให้งาช้างดำนี้เป็นสมบัติคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป สังเกตได้ว่าสมัยต่อมาไม่มีเจ้าผู้ครองนครน่านองค์ใดนำงาช้างดำนี้ไปเป็นสมบัติส่วนตัวเลย ทั้งๆที่เมืองน่านมีเจ้าเมืองสืบต่อๆ มาถึง 59 องค์

งาช้างดำมีลักษณะเป็นงาปลียาว 97 เซนติเมตร วัดโดยรอบตรงส่วนใหญ่ที่สุด 47 เซนติเมตร โพรงตอนโคนลึก 14 เซนติเมตร สีออกน้ำตาลเข้มไม่ดำสนิท มีจารึกอักษรล้านนาภาษาไทยว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" หรือประมาณ 18 กิโลกรัม สันนิษฐานว่าเป็นงาข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงาชัดเจน ความเป็นมาของงาช้างดำนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าสืบต่อกันมาสองเรื่อง กล่าวคือ ในสมัยพระเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน (พ.ศ.2353-2368) มีพรานคนเมืองน่าน ได้เข้าป่าล่าสัตว์เข้าไปถึงเขตแดนระหว่างไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำกันคนละข้าง ต่างคนก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุง ได้ส่งสารมาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดงาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป

อีกเรื่องนั้นกล่าวว่าเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อนโหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่าเป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกออกจากกัน จึงนำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นมิตรกันตลอดกาล ความสำคัญของงาช้างดำนี้เชื่อกันว่า พญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 6 ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ได้ทำพิธีสาปแช่งเอาไว้ว่า ให้งาช้างดำนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ผู้ใดจะนำไปเป็นสมบัติส่วนตัวมิได้ ต้องไว้ที่หอคำ หรือวังเจ้าผู้ครองนครเท่านั้น งาช้างดำเป็นวัตถุมงคลคู่บ้านคู่เมืองน่าน และถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของจังหวัดน่าน เป็นวัตถุโบราณที่หายากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

จากนั้นเราเดินกลับลงมายังอาคารชั้นล่างที่ใช้เป็นห้องจำหน่ายบัตรเข้าชม หนังสือด้านวิชาการ สินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึกอื่นๆ แล้วเลี้ยวเข้าไปในส่วนโถงกลาง และส่วนต่างๆบริเวณปีกอาคารด้านทิศเหนือ เพื่อชมการแสดงเรื่องราวทางด้านชาติพันธุ์วิทยาเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยพื้นเมืองเหนือ จำลองลักษณะบ้านเรือน ห้องครัว ห้องนอน และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน การทอผ้าและผ้าทอพื้นเมืองน่านแบบต่างๆ ประเพณีและความเชื่อ เช่น การแข่งเรือ การจุดบอกไฟ การสืบชะตา งานสงกรานต์ และงานสลากภัต เป็นต้น อีกด้านหนึ่งจัดแสดงเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่และเครื่องใช้ไม้สอยของชนกลุ่มน้อยในเมืองน่านรวม 5 เผ่า คือ ไทลื้อ แม้ว เย้า ถิ่นและตองเหลือง การจัดแสดงในส่วนนี้ใช้เทคนิควิธีการจัดแสดงโดยใช้หุ่นจำลองสร้างฉากหลังให้มีความเหมือนจริง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทำการวันพุธ ถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น. หยุดทำการวันจันทร์ และอังคาร ค่าธรรมเนียมชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 100 บาท ที่ตั้งถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 55000 โทรศัพท์ 0-5471-0561 0-5477-2777 โทรสาร 0-5477-2777...นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ศิลปะและชาติพันธุ์ประจำจังหวัด ที่น่าไปชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ทั้งยังมีเอกสารเผยแพร่เรื่องราว ด้านวิชาการ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุ์วิทยา ให้แก่ผู้สนใจอีกด้วยค่ะ