ชีวิตก้าวแรกในงานมิวสิคัลของ แก้ม...นิว

มุมดีๆของชีวิต

มิสไซง่อน มิวสิคัลระดับตำนาน เรื่องราวความรักอมตะของหญิงสาวชาวเวียดนาม และทหารหนุ่มชาวอเมริกัน แต่ด้วยเหตุการณ์ในสงคราม ทำให้ทั้งสองต้องพรากจากกัน คิม...สาวชาวเวียดนาม ต้องเผชิญความผันผวนในไซง่อน ส่วนทหารอเมริกันหนุ่ม...คริส กลับไปมีภรรยาคนไหม่...เอเลน ความรักบริสุทธิ์และงดงามในมิสไซง่อน ถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ ด้วยนักแสดงและนักร้องคุณภาพชาวไทย ได้แก่ กัน-นภัทร อินทร์ในเอื้อ รับบทบาทเป็น คริส แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ โพธิ์ทองนาค รับบทบาทเป็น คิม และ นิว-นภัสสร ภูธรใจ รับบทบาทเป็น เอเลน

แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ โพธิ์ทองนาค นางเอdมิวสิคัลเลือดใหม่ที่น่าจับตามองในขณะนี้ เป็นทายาทของ ทิพวัลย์ ปิ่นภิบาล นักร้องคุณภาพที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ แก้ม-กุลกรณ์พัชร์ เล่าย้อนไปเมื่อวันวานว่า "คุณแม่คงเห็นแววแก้มมาสัก 3 ขวบแล้ว เหมือนคุณแม่กำลังร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วแก้มตัวเล็กๆ ก็วิ่งขึ้นเวทีไปเอาไมค์ของคุณแม่มาร้องเพลง คือเริ่มจากเห็นคุณแม่ร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องเพลง ต่อเมื่อคุณแม่มั่นใจว่า ลูกน่าจะมาทางร้องเพลงดีที่สุด ตอนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณแม่ก็ให้เรียนพิเศษอย่างเต็มที่ ทั้งเรียนทฤษฎีดนตรี ทักษะการร้องเพลง แม้คุณแม่จะเด่นทางไทยลูกกรุง แต่เวลามีคำถามอะไรก็คอยช่วยเหลือเสมอ โดยเฉพาะด้านอารมณ์ หรือการถ่ายทอดบทเพลง...คุณแม่ช่วยได้ดี แก้มจึงได้จากคุณแม่ตรงนี้เยอะมาก"

ตัดบทมาที่ผลงานใน มิสไซง่อน มิวสิคัล กันเลย แก้มมารับบทบาทเป็นคิม นางเอกของเรื่องได้อย่างไร "ความจริงตอนที่มีการออดิชั่น มิสไซง่อน แก้มกำลังเล่นละครเวทีเรื่อง สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล พี่ๆทีมงานคงจะเห็นว่าเราก็เป็นเด็กที่นี่อยู่แล้ว มีความสามารถร้องเพลงได้ จึงให้ลองออดิชั่นเป็นคิม ก็รู้สึกดีใจที่ทีมงานเชื่อมั่นในตัวเรา แค่ได้เข้าไปร่วมออดิชั่นก็ดีใจมากแล้ว ก็ตอนนั้นตั้งใจเรียนเพลงที่มอบให้ ฝึกฝนกันอย่างหนักอยู่ทีเดียว แก้มว่าที่ผ่านการออดิชั่นมาได้ น่าจะเป็นที่เสียงของเรา ด้วยเรื่องนี้ตัวคิมต้องร้องเพลงทั้งเรื่อง เป็นตัวดำเนินเรื่องราว รองลงมาน่าจะเป็นที่บุคลิก ดูมีความเป็นสาวเวียดนาม ก่อนหน้านั้นก็มีคนบอกว่า เหมือนมู่หลานบ้าง เหมือนสาวเวียดนาม...อะไรอย่างนั้น"

มิสไซง่อน...ตำนานรักอันสวยงามระดับโลก แก้มเคยได้ยินได้เห็นมาก่อนบ้างมั้ย "ตอนแก้มอายุไม่เกินสิบขวบ เคยได้ดูวิดีโอเป็นแค่ซีนๆของมิสไซง่อน จำได้ติดตาเลยภาพ คิมกับคริส ในฉากที่ร้องเพลง Sun and Moon" แล้วแก้มมารับบทของคิม มีความยากง่ายอย่างไร "แก้มได้รับบทบาทเป็นคิม นางเอกของเรื่องมิสไซง่อน คิมเป็นสาวบาร์ อายุ 17 จำใจต้องทำงานเป็นสาวบาร์ในไซง่อน แล้วก็มาเจอกับคริส ทหารอเมริกัน เกิดความรักบริสุทธิ์เติมเต็มให้กัน แต่ว่าก็มีเหตุให้ทั้งสองต้องแยกทางกัน ทว่าคิมยังเชื่อมั่นว่าสายสัมพันธ์จะทำให้คิม คริส และลูก มาอยู่ร่วมกันได้อีกครั้ง ตอนแรกที่รู้ความเป็นมาคร่าวๆแต่ละฉาก นั่นก็เป็นอีกจุดหนึ่ง แต่พอมาลงบล็อคกิ้ง จะได้เห็นความต่อเนื่องว่า เรื่องราวจะดำเนินไปแบบไหน เห็นความเข้มข้นของเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ พอยิ่งลันทั้งองค์หนึ่งลันองค์สอง รู้สึกสะเทือนใจมาก ก็ทำสมาธิหรือโฟกัสความเป็นตัวละคร ตัดความเป็นตัวเองออกไป เอาความเป็นตัวละครเข้ามาในตัวเรา"

มีการเตรียมตัวในการทำงานอย่างไรบ้าง ด้วยมิวสิคัลทั้งต้องร้องเพลงและมีการแสดงอีกด้วย "แก้มได้ศึกษาประวัติศาสตร์เวียดนาม คือเป็นการดีที่ได้กลับไปดูเอกสารในสมัยที่เกิดสงคราม ปี 1970 จริงๆแก้มดูจากภาพ ดูจากคริป ในอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มจากการดูก่อน แล้วสังเกตไปถึงข้างใน จะช่วยให้เข้าใจได้อย่างมาก บางทีกลับมาคิดในมุมแบบว่า ถ้าเกิดเป็นคุณแม่เราละ มาร้องเพลงให้เราที่ยังเล็กอยู่ แล้วทำได้ทุกอย่างเพื่อตัวเรา แก้มก็ซึมซับตรงนี้แทน พี่บอยก็ให้เป็นคนช่างสังเกต ไม่ใช่เพียงแค่เล่นผิวเผิน เราต้องโฟกัสจากสิ่งที่ส่งมาให้เรา แล้วรับมาด้วยความเชื่อในตัวละครนั้นจริงๆ และแสดงออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจ อันนี้คือสิ่งที่แก้มประทับใจ แล้วไม่เคยได้ยินมาจากใคร ก่อนหน้านั้นตอนที่แสดงสี่แผ่นดิน ก็ไม่ได้พูดคุยใกล้ชิดขนาดนี้ แก้มเห็นว่าพี่บอยใส่ใจและตั้งใจทำงานให้ออกมาดีที่สุด"

มิวสิคัล มิสไซง่อน มีผู้ชมทั่วโลกมากว่า 20 ปีแล้ว ครั้งนี้ได้มาปรากฏบนเวที เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ แก้มว่าอะไรเป็นเสน่ห์ของมิวสิคัล "มิวสิคัลเป็นศาสตร์ที่ยากนะ ที่นักแสดงต้องใช้จินตนาการมากหลายเท่า ถ้าเป็นหนังหรือภาพยนตร์ นักแสดงได้อยู่ในฉากที่สมจริง แต่ว่าพอเป็นละครเวที แล้วด้านหน้าของเราทั้งหมด จะโล่งๆ มีคนชมเป็นพันๆคน บางทีเราจะต้องจินตนาการเห็นท้องฟ้า เป็นทุ่งกว้าง คือเราต้องจินตนาการให้ได้ สมาธิจึงต้องดีมากๆ คนดูที่เข้ามาจะเห็นมิติเดียว แต่เราจะไม่เห็นอย่างที่คนดูเห็น แก้มว่า มันเป็นกลิ่นอายอะไรบางอย่าง ที่คนดูต้องการเข้ามาสัมผัส แล้วพร้อมที่จะเชื่อกับสิ่งที่จินตนาการ"

ฉากหลังสงครามเวียดนาม ในปี 1970 ทำให้ Claude-Michel Sch?nberg และ Alain Boublil ประพันธ์มิวสิคัลเรื่อง มิสไซง่อน ขึ้นมา โดยส่วนตัวของแก้มแล้ว...ประทับใจฉากตอนใดบ้าง "เรื่องมิสไซง่อน...แก้มประทับใจหลายฉากมาก โดยเฉพาะช่วงที่คิมได้อยู่กับคริส เห็นว่าคิมมีความสุขที่สุดในโลก ชีวิตคิมเขาไม่เคยได้พบอย่างนี้มาก่อน มีแต่ความรันทดเข้ามาในชีวิต ดังนั้น ฉาก Sun and Moon หรือ Last Night of the World เป็นช่วงที่ทำให้ความรันทดหายไป ตอนแก้มเล่นก็ยังรู้สึกมีความสุขเลย แต่ฉากอื่นๆก็มีเสน่ห์ในแต่ละซีนไป" แล้วความคาดหวังในความสำเร็จ ของมิวสิคัลครั้งแรกในครั้งนี้ละ "แก้มไม่กล้าคาดหวัง จะได้รับคำชมจากใครๆ คิดแต่ว่า จะตั้งใจทำตรงนี้ให้ดีที่สุด พร้อมสร้างความสุขให้คนที่มาชมทุกคน คือจะทำให้เต็มที่ที่สุด โฟกัสความเป็นตัวละครให้ได้มากที่สุด"

และคนที่มาชม มิสไซง่อน มิวสิคัล จะได้ตรึงตราประทับใจ หรือได้แนวความคิดอะไรบ้าง "แก้มว่า การให้อย่างบริสุทธิ์ใจนะ หลายๆตัวละครในเรื่อง มีการให้หรือการเสียสละอยู่มากๆ รวมถึงความรักที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตรงนี้แหละที่แก้มว่า เป็นมนต์เสน่ห์ของเรื่องมิสไซง่อน ที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนชม และยังมาปรับเป็นแนวคิดได้อีกด้วย ที่สำคัญ มิสไซง่อน มิวสิคัล มีบทเพลงที่ไพเราะมากๆ แก้มร้องเองก็ยิ่งซึมซับเข้าไปทุกวัน แล้วนอกจากนั้นก็เป็นนักแสดง ที่ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ มีความสามารถมากมาย ส่งพลังความเป็นตัวละครแต่ละตัวออกมา อยากให้ทุกคนมาชมมิสไซง่อนกันค่ะ"

นิว-นภัสสร ภูธรใจ หรือที่คุ้ยเคยกันในนาม นิว เดอะสตาร์ 1 และนับเป็นครั้งแรกบนเวทีมิวสิคัล นิวรู้สึกแตกต่างกันอย่างไร และแต่ละเวทีมีเสน่ห์ใดบ้าง "เวทีเดอะสตาร์กับเวทีมิวสิคัล มีความแตกต่างกันอย่างมากค่ะ คือ เดอะสตาร์ใช้ความเป็นตัวตน เสนอให้คนทางบ้านได้ดู ส่วนมิวสิคัลใช้การแสดงเพิ่มเข้ามา เสน่ห์ของเวทีเดอะสตาร์ คือร้องเพลงสดโชว์คนเดียว ต่อหน้ากรรมการและชนดู ส่วนเวทีมิวสิคัลก็ร้องสดเหมือนกัน แต่มีการรวมตัวละคร หนึ่งเรื่องต้องใช้ตัวละครกี่ตัว ถึงสร้างเป็นละครได้หนึ่งเรื่อง มันไม่ใช่แค่เราคนเดียว แม้ฉากนี้มีเราแสดงคนเดียว แต่กว่าจะมาเป็นฉากนี้...ใครละสร้างสรรค์ ใครละปูเรื่องมา"

ทราบมาว่า เป็นมิวสิคัลครั้งแรก มารับบทบาทได้อย่างไร เป็นใครในเรื่องนี้ "ตอนนี้นิวอยู่ในคาแร็คเตอร์ของตัวละคร ที่ชื่อ เอเลน สาวชาวอเมริกัน ซึ่งนิวไม่เคยแสดงมาก่อน ไม่เคยร้องแนวมิวสิคัลอีกด้วย ก็เป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับนิว เคยถามตัวเองว่า ทำไมถึงได้รับเลือก ทั้งๆที่เพื่อนๆที่มาออดิชั่น เป็นนักร้องเสียงดีกันทุกคน แต่ก็ต้องปิดคำถาม...แล้วดีใจ ที่ทางทีมงานเลือกรับเล่นมิสไซง่อน แล้วจะตั้งใจเล่นมากๆ" นิว...ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย ถึงการเตรียมตัวและการซ้อมในการแสดง "วันแรกที่ได้รู้ข่าวก็เริ่มดูแลตัวเอง หาข้อมูลเกี่ยวกับมิสไซง่อน ข้อมูลความเป็นอยู่คนอเมริกัน ประวัติความเป็นมาสงครามเวียดนาม ก็เคยเรียนละครเวทีผ่านมาบ้างนะ แค่เป็นช็อตครอสไม่กี่เดือน ที่ทางแกรมมี่ฯส่งไป ได้มีโอกาสร้องเพลง I still believe ซึ่งเป็นเพลงหนึ่งในเรื่องมิสไซง่อน แต่พอวันนี้เราได้มาเล่นจริงๆ นึกย้อนวันที่เคยเรียน อ้อ!!! เพลงนี้เองที่เคยร้อง เป็นความรู้สึกที่ต่างกัน ครั้งนั้นร้องเพื่อให้สอบผ่าน แต่ตอนนี้ร้องเพื่อคนเข้ามาดู แต่ก็เหมือนสอบเหมือนกันละ ซึ่งช่วงแรกๆก็ต้องมีการปรับจูน

...ด้วยบทตัวละคนของเอเลน ที่นิวได้รับเลือกมานั้น เป็นความรู้สึกของผู้หญิง ที่ไม่ยากเกินที่ผู้หญิงจะเข้าใจว่า วันหนึ่งแฟนเราบอกว่า มีลูกกับแฟนเก่า นั่นคือรู้สึกเจ็บ แต่จะเจ็บอย่างไรในความรู้สึกของเอเลน...นั่นละยาก การแสดงออกของสาวอเมริกัน จะไม่ก้าวร้าว เป็นผู้ให้ มีความคิด และมีสติพอในการตัดสินใจ โดยสรุปจะยากในเรื่องการตีความ ส่วนบล็อคกิ้งแรกๆก็งงเหมือนกัน เฮ้ย!!! เพลงท่อนนี้ต้องเดินไปตรงนั้น แรกๆไม่เถียงที่จะต้องฟังผู้กำกับบอก พอได้ซ้อมมากๆจะจำได้อัตโนมัด ก็ต้องใช้เวลากันหน่อยค่ะ"

เอ!!! การร้องเพลงมีความแตกต่างกันมั้ย "สำหรับเรื่องการร้องเพลง...ก็ต่างกันลิบลับ นิวเป็นนักร้องป๊อบ แล้วต้องร้องให้เป็นตัวเองด้วย คือ เอาตัวเองมาแล้วเอาตัวละครใส่ แล้วถ่ายทอดเป็นตัวละคร ที่ไม่ใช่ตัวของเราเลย...ก็เลยยาก วิธีการออกเสียงของนิว...ก็ยาก นิวเคยร้องเพื่อเอนเตอร์เทรนคนดู แต่นี่ร้องเพื่อให้คนดูได้เข้าใจตัวละคร...จึงยากมาก" แล้วจะทำไงต่อไปละนิว "นิวก็ทำการบ้านให้มากยิ่งขึ้น ทั้งฝึกร้องเพลง เตรียมร่างกายให้แข็งแรง ไม่ใช่เหมือนร้องหนึ่งโชว์แล้วจบ แต่นี่มีบทเพลงที่เมโลดี้สูงๆด้วย ไหนต้องคอนโทนเรื่องอารมณ์ ทุกอย่างต้องมีสมาธิอย่างมาก ก็โชคดีที่ได้เรียนด้านการแสดงกับหม่อมน้อย แล้วก็เป็นครั้งที่ได้เรียนอีกด้วย นิวรู้สึกว่า ทางโปรดักชั่นใจดีมากๆ ให้นิวได้เรียนหลายๆอย่าง ทั้งการร้องเพลง การแสดง เยอะไปหมดเลย เหมือนกับได้เข้าเรียนรู้อะไรใหม่ๆในมหาวิทยาลัย"

ถามเหมือนแก้มเมื่อสักครู่นี้เลย ว่า นิวประทับใจเรื่องมิสไซง่อนฉากตอนใดบ้าง และในเรื่องราวให้แง่คิดอะไรกับนิว "เริ่มจากฉากในมิสไซง่อนที่ชอบมากก่อนนะ ก็น่าจะเป็นฉากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นฉากกิมมิคของเรื่อง คือ พระเอกนางเอกพลัดพรากจากกัน แล้วฉากมีความอลังการอย่างมาก ประกอบกับเสียงเพลงที่แต่งขึ้นมา ตอนแรกให้ซีดีเพลงมาฟัง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราว พอขับรถฟังโดยไม่เห็นฉาก นิวน้ำตาไหลตลอดเวลา อารมณ์ตอนนั้นเป็นการพลัดพราก แล้วเมื่อได้มาเข้าฉากกับเพื่อนๆ มีการสมมุติเฮลิคอปเตอร์ขึ้นมา โอโฮ้...น้ำตาพลั่งพลูไม่หยุดเลย เรื่องนี้เวลามาซ้อมอย่างไงก็น้ำตาซึม มิสไซง่อนจะสอนให้เห็นถึงความรักที่บริสุทธิ์ แต่เราก็ต้องมองเห็นในความเป็นจริง หรืออยู่ในโลกความเป็นจริงที่ว่า เมื่อพลัดพรากจากความรักไปแล้ว เราจะต้องเริ่มต้นใหม่อย่างไร เพื่ออยู่กับปัจจุบันให้จงได้

แล้วถ้าหากเมื่อมีปัญหา...จะแก้ไขอย่างไร เรามองเห็นความรักที่ไม่ใช่รักตัวเอง จากเดิมคิมมอบความรักให้แก่คริส ต่อเมื่อมีลูกความรักก็เปลี่ยนไป กลายเป็นว่าทุกอย่างทำเพื่อลูกด้วยความรัก ส่วนระหว่างคริสกับเอเลนที่เป็นสามีภรรยากัน เอเลนก็รักสามีตัวเอง แต่ไม่ได้รังเกียจคิม จะประนีประนอมหาทางออกอย่างไร คือ ตัวละครทุกตัวในมิสไซง่อน...มีความคิด แล้วพร้อมที่จะจูนเข้าหากัน แต่สุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจของตัวละคร ที่เสียสละให้ลูกได้มีชีวิตที่ดีกว่า แม้กระทั่งเพื่อนทหารอเมริกันของคริส ที่เคยไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน พอกลับมาอเมริการทราบว่า ทหารอเมริกันไปไข่ทิ้งไว้ ทำให้เด็กกลายเป็นเด็กกำพร้า ก็รับผิดชอบด้วยการตั้งมูลนิธิ เพื่อให้เด็กมีโอกาสเติบโตขึ้นอย่างสวยงาม"

นิวคาดหวังความสำเร็จในผลงานบ้างมั้ย "นิวไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงเราทำให้ดีที่สุด เดี๋ยวคนดูจะเป็นคนบอกเองว่า จะต้องเพิ่มเติมหรือว่าใช่ไม่ใช่อะไรตรงไหน แต่สำหรับตัวนิวก็พยายามทำให้เต็มร้อยหรือเกินร้อย หม่อมน้อยบอกนิวว่า มาจากบ้านต้องสองร้อยเลยนะ เพื่อที่เวลามาถึงโรงละครแล้วตื่นเต้น จะลดลงเหลือแค่ร้อยก็ยังโอ.เค." อ้อ!!! บทบาทของเอเลน...ไกลตัวเองหรือเปล่า "บทบาทของเอเลน...รู้สึกไม่ไกลตัวนัก เป็นความรู้สึกผู้หญิงที่มีแฟน แล้วไม่อยากยกแฟนให้ผู้หญิงคนอื่น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร คงไม่ต้องเสียสละขนาดที่ต้องจบปัญหา ด้วยการให้สามีไปอยู่กับคิมนะ คือความรู้สึกของผู้หญิงที่รักคนรักมากๆ แล้วก็ยังมีความเสียสละด้วย บางมุมไม่เคยสัมผัสจากชีวิตจริง เราก็ต้องนึกถึงผู้หญิงบางคนในมุมมองอื่นๆ ถามว่ายากมั้ย...ก็ยาก เข้าใจมั้ย...ก็เข้าใจได้นะ"

มิสไซง่อน มิวสิคัล มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง คือการเกิดสงครามเวียดนาม ปี 1970 อีกทั้งมีความสวยงามของบทเพลง ที่ทำให้เข้าใจในอารมณ์ของเรื่องได้อย่างดี ประกอบกับฉากที่อลังการอย่างมาก แต่ทุกฉากได้ตามสแตนดาสอย่างเมืองนอก รวมถึงโปรดักชั่นและตัวนักแสดงในเรื่องทุกคน ต่างดีใจที่ได้ทำงานในระดับโลก ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ ละ จะทำให้ผู้ชมชาวไทยทุกคน พากันตื่นตาตรึงใจอย่างแน่นอนครับ