10 อันดับประเทศทำร้ายสิ่งแวดล้อม

รักเรา รักษ์โลก

"วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มีผลพวงมาจากการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นของมนุษย์เรานี่เอง มีหลักฐานสำคัญมากมายที่บ่งบอกว่า การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและสิ่งมีชีวิต กำลังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ที่รักษาไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตของคนอีกหลายพันล้านคนในทั่วโลก"

นี่คือสิ่งที่ คอรี่ แบรดชอว์ ยืนยัน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนำทีมศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ ในนามของสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยอดิเลดในออสเตรเลีย และจัดอันดับ 10 ประเทศที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก

การศึกษานี้ ทำขึ้นเพื่อประเมินผลกระทบที่มีความสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศต่างๆในโลก (Evaluating the Relative Environmental Impact of Countries) โดยอาศัยปัจจัยบ่งชี้ถึงความเสื่อมของสิ่งแวดล้อม 7 ประการ ได้แก่ การสูญเสียป่าธรรมชาติ การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย การจับสัตว์น้ำ การใช้ปุ๋ยสารเคมี มลพิษทางน้ำ การปล่อยคาร์บอน และการคุกคามสิ่งมีชีวิต การจัดอันดับนี้อาจจะแตกต่างจากการศึกษาอื่นๆที่มีอยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ได้รวมถึงสุขภาพของมนุษย์และข้อมูลทางเศรษฐกิจ แต่เน้นเพียงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ตัวแปรอื่นๆ เป็นต้นว่า การล่าสัตว์ป่าเพื่อเอาเนื้อมากิน คุณภาพของที่อยู่อาศัยของปะการัง การสูญเสียหญ้าทะเล ความเสื่อมโทรมของที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำจืด การลักลอบจับปลาโดยผิดกฎหมาย รูปแบบของภัยคุกคามสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาประกอบการศึกษา เนื่องจากขาดข้อมูลจำเพาะของแต่ละประเทศ

การศึกษาที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในครั้งนี้ พบว่า ทรัพย์สินโดยรวมของประเทศ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก "เราจัดอันดับประเทศที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยดูจากสามตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคม (จำนวนประชากรมนุษย์ รายได้มวลรวมประชาชาติ และคุณภาพของการกำกับดูแล) และพบว่า ทรัพย์สินโดยรวมเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ยิ่งประเทศนั้นร่ำรวยมากเท่าไหร่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉลี่ยก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ศาสตราจารย์แบรดชอว์ ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ยังกล่าวว่า มีทฤษฎีที่ว่า ประเทศไหนมีความร่ำรวยขึ้น ประเทศนั้นก็จะมีศักยภาพที่จะใช้เทคโนโลยีสะอาดและตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้น ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็จะลดลง หากแต่จริงๆแล้ว มันกลับตรงกันข้าม

และต่อไปนี้คือประเทศที่ถูกจัดอันดับว่า มีการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำที่สุด แถมยังทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ไล่ไปตั้งแต่อันดับ 10 กันเลยค่ะ...

10. เปรู

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องยากที่เปรูจะสามารถควบคุมผลกระทบที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ประเทศในอเมริกาใต้ประเทศนี้ก็ถูกจัดอยู่ในอันดับสุดท้ายในจำนวน 10 ประเทศที่ทำให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ในบรรดา 179 ประเทศ เปรูถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่จับสัตว์น้ำ และอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่คุกคามชีวิตสัตว์ เหตุผลสำคัญก็คือ การจับปลาอย่างมโหฬารและการซื้อขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอนุสัญญาวอชิงตัน ได้ขึ้นบัญชีสัตว์ที่มีความเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ไว้ 10 ชนิด (เช่น ชินชิลล่าหางสั้น ดังในภาพ) ซึ่งในเปรูมี 28 ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ และอีก 99 ชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤต ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้าย

9. ออสเตรเลีย

ประมาณ 11.5 เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมดของออสเตรเลียได้รับการคุ้มครองเป็นเขตสงวน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ (รวมถึงส่วนที่เป็นทะเลทรายอันแห้งแล้ง) ซึ่งทำให้ออสเตรเลียถูกจัดอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่มีการดัดแปลงที่อยู่อาศัยยอดแย่ที่สุด นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นอันดับ 9 และมีการสูญเสียป่าธรรมชาติเป็นอันดับ 10

8. รัสเซีย

มีประชากรของรัสเซียไม่ถึงครึ่งที่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย ในขณะที่มลพิษทางน้ำจากแหล่งอุตสาหกรรมลดลง เนื่องจากการผลิตลดลง แต่การทิ้งขยะของชุมชนที่เพิ่มขึ้นได้คุกคามแหล่งน้ำสำคัญๆ รวมถึงยังมีการปนเปื้อนของนิวเคลียร์ จนทำให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ การที่รัสเซียเป็นประเทศที่มีมลพิษทางน้ำมากที่สุดเป็นอันดับ 4 และเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเป็นอันดับ 5 ทำให้คุณภาพของน้ำและอากาศในรัสเซียต่ำพอๆกัน เกือบ 200 เมืองของรัสเซียมีระดับมลพิษเกินกว่าที่กำหนด นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่จับสัตว์น้ำมากเป็นอันดับ 7 อีกด้วย

7. อินเดีย

ด้วยความพยายามที่จะเพิ่มผลผลิตทางอาหาร เรียกคะแนนเสียงจากเกษตรกร และส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยในประเทศ รัฐบาลของอินเดียจึงได้เพิ่มเงินสนับสนุนปุ๋ยยูเรียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายกว่าครึ่งเพื่อส่งเสริมการผลิตในประเทศ การใช้ปุ๋ยยูเรียมากเกินไปส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพและผลผลิตตกลง ซึ่งทำให้อินเดียจัดเป็นประเทศที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้ปุ๋ยมากเป็นอันดับ 2

นอกจากนั้น อินเดียยังเป็นประเทศที่มีมลพิษทางน้ำมากเป็นอันดับ 3 อันเนื่องมาจากการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในภาคส่วนต่างๆ เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม การผลิตในประเทศ น้ำดื่ม การสร้างพลังงาน และอื่นๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติกำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นก็กระทบไปถึงการบุกรุกทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในทางน้ำ อินเดียยังถูกจัดอยู่ในอันดับ 8 ของประเทศที่สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ การจับสัตว์น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

6. เม็กซิโก

เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้และสัตว์ต่างๆมากกว่าประเทศอื่นใดในโลกประเทศหนึ่ง กล่าวคือ มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 450 ชนิด (บราซิล ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเม็กซิโกสองเท่า ยังมีเพียง 394 ชนิด) มีนกประมาณ 1,000 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 693 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 285 ชนิด และปลาอีกกว่า 2,000 ชนิด

ในช่วงกลางของยุค 90 เป็นที่ทราบกันดีว่ามีสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้วหลายชนิด เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 64 ชนิด นก 36 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 18 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 3 ชนิด และปลาอีก 85 ชนิด น่าเสียดายที่เม็กซิโกไม่ได้เข้าร่วมในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในการหยุดการซื้อขายสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ จนกระทั่งปี 1991 จึงได้เข้าร่วมเป็นประเทศสุดท้ายในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา อาจจะด้วยปัจจัยเหล่านี้เองที่ทำให้เม็กซิโกกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่ามากเป็นอันดับหนึ่ง นอกจากนั้นยังสูญเสียป่าธรรมชาติมากเป็นอันดับ 9

ฉบับหน้า มาลุ้นกันต่อนะคะว่าจะมีประเทศไทยติดอันดับอยู่ด้วยหรือเปล่าหนอ?

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า