"ธีรภาพ โลหิตกุล" ...สารคดีมีชีวิต

มืออาชีพ
ช่างภาพ: 
(ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ กันยายน ๒๐๑๒)

	ในแวดวงการเขียนสารคดีของเมืองไทย ชื่อของ "ธีรภาพ โลหิตกุล" ย่อมเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางถึงแนวทางการประพันธ์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด ถ้อยคำสำนวนมิใช่เพื่อบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรู้ลึก รู้จริงเพียงเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดภาพและความคิดที่พาให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมไปด้วยเสมือนเป็นภาพเคลื่อนไหวโลดแล่นให้รู้สึกสนุก น่าติดตาม ( ธีรภาพ โลหิตกุล ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๘)
​
​
	ผลงานหนังสือสารคดีของเขามีหลายเรื่องที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่าน อาทิ คืนสู่พงไพรและสายน้ำ สายน้ำและความทรงจำ อินโดจีน รัก-ชื่น-ขื่น-ชัง อุษาคเนย์ เลียบริมหิมพานต์ เนปาล-ภูฏาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผลงานการเขียนบทโทรทัศน์แนวสารคดีในรายการ "โลกสลับสี" เมื่อหลายปีก่อน จากอดีตนิสิตสาขาประวัติศาสตร์ ไม่มีใครทราบแม้กระทั่งตัวเขาเองว่า วันนี้จะมาเป็นนักเขียนสารคดีมืออาชีพของเมืองไทย เพียงเพราะจุดเริ่มต้นของ "การชอบอ่านหนังสือ"

	"คุณพ่อชอบถ่ายภาพและเป็นนักสะสมหนังสือครับ ผมก็ได้อ่านหลายเล่ม เรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ก็เริ่มช่วยพี่ชายทำหนังสือโรงเรียน พออ่านมากก็ทำให้อยากเขียน รู้สึกว่าสนุกดี และยังทำให้เราเขียนขึ้นต้นลงท้ายด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องไปเรียนทฤษฎี เหมือนกับเราได้ซึมซับเรื่องการขีดเขียนมาตลอดเวลา ทำให้ชินกับการเขียนบทความต่างๆหลากหลาย ขึ้นมัธยมปลายก็ได้เป็นสาราณียากรของชมรม ได้ฝึกกระบวนการทำงานด้านหนังสือพิมพ์ เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ทำนิตยสารร่มนนทรี จนกระทั่งจบ เพื่อนชวนไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนก็ตัดสินใจไปทำทันทีเลยครับ"

	ธีรภาพเริ่มต้นทำงานในหนังสือพิมพ์หญิงยุคใหม่ในเครือมีเดีย โฟกัส และมาเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารไฮคลาส อนุสาร อสท. ซึ่งช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเขียนงานสารคดีให้แก่เขามากขึ้น

	"ผมเริ่มต้นทำหนังสือพิมพ์หญิงยุคใหม่ อยู่โต๊ะข่าวหน้าหนึ่ง ก็ต้องเดินหาประเด็นข่าว แล้วก็ต้องถ่ายภาพเองด้วย ซึ่งเราก็เรียนรู้เองบ้าง เรียนรู้คุณจากพ่อบ้าง เรียกว่าไม่มีพื้นฐานเลยครับ แต่จะคอยสังเกตเวลาคุณพ่อบันทึกภาพว่าจังหวะไหนควรจะถ่าย แล้วพอมาทำงานก็ต้องเรียนรู้การถ่ายภาพไปด้วยในตัว จนกระทั่งมาอยู่กองบรรณาธิการนิตยสาร Hi-Class ซึ่งมี คุณปกรณ์ พงศ์วราภา ดูแล ที่นี่ผมได้ทำสารคดีหนักๆเลย เช่น ชีวิตของสุนัขทหาร สุนัขตำรวจ หรือไก่ฟ้าพญาลอที่กำลังสูญพันธุ์ ไม่ใช่สกู๊ปข่าวหรือบทสัมภาษณ์อย่างที่เคยทำ แล้วก็มีช่างภาพตามไปด้วย ต้องถ่ายแบบเจาะลึก ตามติดตลอด 

ทำอยู่ ๓ ปีก็ลาออก ช่วงว่างเว้นตอนนั้นผมทำงานเป็นนักเขียนอิสระ แล้วเผอิญว่าโชคดีได้รางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไป-กลับพิษณุโลก ก็เลยไปทำสารคดีที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ไปคุยกับพี่เจ้าหน้าที่ก็ทราบว่า อีกสัปดาห์หนึ่งจะมีงานปีใหม่ม้ง และเช้าวันขึ้นปีใหม่ ชาวม้งจะแต่งตัวสวยออกมาตักน้ำจากแหล่งแรกซึ่งถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในความคิดคนเขียนสารคดี นี่คืออาหารชิ้นโอชะเลยครับ ตัดสินใจเลื่อนตั๋วกลับแล้วก็อาศัยพักกับเจ้าหน้าที่ ตชด.ที่ประจำการอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวม้ง พอได้เห็นภาพวันนั้นแล้ว เรารู้สึกว่าเป็นอะไรที่ใหม่ ดิบ สด ประทับใจมาก ภาพก็ใช้กล้องมือสองที่ซื้อมาพร้อมเลนส์ ๓๕-๑๐๕ ตัวเดียว เขียนเสร็จก็ส่งมาลงที่สกุลไทย เป็นงานเขียนสารคดีท่องเที่ยวเรื่องแรกของผมก็ว่าได้ครับ จากนั้นมาสอบเข้าทำงานที่ อสท. ต้องเดินทางและถ่ายภาพเองตลอด ตอนนั้นก็กดดันนะเพราะรุ่นพี่เขาก็เก่งๆกันทั้งนั้น ทุกเดือนจะมีการส่งภาพเข้าประกวดว่าใครจะได้ขึ้นปก ผมส่งไปก็รู้ว่าไม่ได้ แต่เราอยากให้เขาวิจารณ์งานมากกว่า ช่วงนั้นถือได้ว่าเติบโตด้านการเขียนและการถ่ายภาพแบบก้าวกระโดดมากครับ"

	หลังจากทำงานเขียนหนังสือมาหลายปี จังหวะและโอกาสก็ทำให้เขาได้ทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิม และนั่นก็คือการเปิดมุมมองการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ

	"ผมมาทำงานเขียนบทโทรทัศน์สารคดีรายการ โลกสลับสี ของ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ครับ ซึ่งตอนทำใหม่ๆนี่นำหลักวิธีการเขียนสารคดีในหนังสือมาเขียนเป็นสคริปท์จนดร.สมเกียรติยังบอกว่า อ่านสคริปท์ที่ผมเขียนแล้ว ไม่ต้องดูภาพก็รู้เรื่อง เพราะผมเขียนบรรยายทุกอย่างอย่างที่กล้องเห็นซึ่งความจริง ภาพเคลื่อนไหวมันบอกไปแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้ 

การเขียนบทโทรทัศน์สารคดีกับการเขียนสารคดีมีจุดเหมือนกันคือ ต้องอิงข้อมูล ข้อเท็จจริง ต้องมีศิลปะการนำเสนอ ต่างกันตรงเทคนิคเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสารคดีในทีวีจะมีภาษาของภาพอยู่แล้ว เราไม่ต้องพรรณนามากเท่าสารคดีในหนังสือ แต่ทั้งสองงานนี้ต่างก็เกื้อกันครับ ได้รู้แนวทางการเขียนที่กว้างมากขึ้น... การทำงานทีวีแบบนี้เราต้องอยู่กับมันตั้งแต่เริ่มหาข้อมูล กำหนดแนวเรื่อง จัดถ่ายทำ ตัดต่อออกอากาศ ประสานงานกับทุกฝ่าย ผมทำอยู่ ๖ ปีซึ่งสนุกมากๆ ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้รางวัล แต่มันคือโอกาสที่หาได้ยากมาก เป็นประสบการณ์คูณสอง คือ ได้เรียนรู้ทั้งการเขียน การถ่ายภาพ"
	เมื่อสั่งสมประสบการณ์การเขียนสารคดีมาทั้งสองแบบจนอยู่ตัว จึงปรากฏผลงานสารคดีหลายต่อหลายเล่มในแนวทางการเขียนที่เป็นจุดเด่นของตัวเอง

	"ผมได้อ่านงานสารคดีมาเยอะนะครับ แต่เป็นสารคดีที่มีตัวละคร อย่างเรื่อง 'ลูกอีสาน' ของ คุณคำพูน บุญทวี จริงๆเป็นสารคดี เพียงแต่ว่าคนเขียนใส่ตัวละครที่เขาเคยเห็นหรือมีอยู่จริงใส่ลงไป เปลี่ยนแต่ชื่อ หรือช่วงที่ได้อ่านนิตยสารฟ้าเมืองไทย ซึ่ง คุณอาจินต์ ปัญจพรรค์ รับผิดชอบ ก็ได้อ่านสารคดีที่เป็นเรื่องจริงของผู้คนมากมาย และถ่ายทอดออกมาได้สนุกสนาน ฉะนั้นเวลาจะพูดถึงเรื่องอะไร ผมก็มักจะคิดถึงคนเข้าไปด้วย และงานเขียนของผมก็มักจะมีคนเข้าไปอยู่ในนั้น ผมจะไม่ใส่ตัวผมเข้าไปในงาน แต่จะเขียนผ่านสายตาและมุมมองของตัวละครเข้าไป ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมา ผมลองมาศึกษาดูก็พบว่านี่เป็นแนวทางการเขียนแบบ Documentary Drama หรือเรียกสั้นๆว่า Docu-Drama เป็นสารคดีแต่ก็มีความเป็นดราม่า คือ มีตัวละครเข้าไปด้วย เพียงแต่เป็นตัวละครจริง ไม่ใช่เสริมแต่งขึ้นมา เป็นการเขียนสารคดีแนวนาฏลักษณ์ เป็นสารคดีนำเสนอเหมือนกับละคร... 

	ยกตัวอย่างการเขียนสารคดีแนวนี้ให้เห็นภาพก็ได้ครับ คือ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๓๐ ตอนนั้นทำอยู่ อสท. ได้รับมอบหมายให้ทำสารคดีชีวิตผู้คนลำน้ำโขง ชี มูล ไปสืบเสาะดูแล้วว่า ลำน้ำแต่ละสายเป็นอย่างไร จะทำอย่างไรให้ได้ทั้งสามสายในเรื่องเดียว ตอนแรกไปคุยกับเจ้าหน้าที่ นปข.ที่อยู่โขงเจียมก่อน แต่มาคิดว่าเรื่องคงจะไม่น่าสนุกนักเพราะจะออกแนวการเมือง คุยไปคุยมาเขาก็แนะนำพ่อใหญ่พรหม พ่อค้าขายเกลือ ซึ่งสมัยก่อนคนเป็นพ่อค้าจะเรียกว่า นายฮ้อย เขานำเกลือจากแหล่งเกลือสินเธาว์ที่ลุ่มน้ำชี ใส่ในเรือล่องผ่านแม่น้ำมูลไปขายที่ริมฝั่งโขงที่เมืองปากเซ จำปาสักของลาว เห็นแม่น้ำเป็นสองสีตรงจุดนั้น ได้ยินแล้วจุดประกายมาก เลยตามไปสัมภาษณ์ ถามละเอียดเลยนะว่า ขายอะไร ล่องเรือไปยังไง ร้องเพลงอะไรเวลาล่องเรือ มีใครไปด้วย เจอใครบ้าง ต้องผ่านแก่งอย่างไร ได้ข้อมูลตามต้องการแล้ว ผมก็กลับมาเรียบเรียงเขียนโดยเขียนผ่านสายตาของพ่อค้าเกลือ ตั้งชื่อเรื่องว่า 'เพลงชีวิตอดีตนายฮ้อย นักแรมทางแห่งลุ่มน้ำสองสี' พยายามใช้คำอีสานในบทสนทนา ตรงส่วนไหนที่เป็นประวัติศาสตร์เราก็ค้นคว้าเพิ่มเติม พวกข้อมูลทางกายภาพหรือข้อมูลนิ่ง จะย่นย่อให้สั้นที่สุด แต่จะไปขยายจุดเด่นที่คนสนใจอยากอ่าน ซึ่งจุดนี้ก็ถือเป็นเกณฑ์อย่างหนึ่งเลยว่า การเขียนสารคดีที่ดีนั้นต้องตีโจทย์ให้แตกว่าประเด็นไหนคนจะสนใจ เล่นกับ Human Interest คนอ่านอาจจะไม่สนใจว่าแม่น้ำนี้ไหลมาจากไหน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนผืนน้ำแห่งนี้มีอะไรบ้าง" 
	ดูเหมือนว่า งานเขียนสารคดีประเภทนี้จะต้องใช้เวลาและความพยายามค่อนข้างสูง แต่การได้ลงมือฝึกฝน กอปรกับปัจจัยส่งเสริมอื่นๆด้วยแล้ว ผลงานที่ออกมาก็ย่อมมีคุณค่าสู่สาธารณะ ช่วยยกระดับความคิด และจรรโลงปัญญาต่อมวลชน

	"คนเขียนสารคดีควรจะมีพื้นฐานการอ่านเรื่องสั้น นวนิยาย เพราะคนเขียนก็นำมาจากชีวิตจริง เพียงแต่ขมวดจินตนาการของตัวเองเข้าไปด้วย แต่สารคดีไม่มีสิทธิ์จะใส่จินตนาการลงไป แต่สามารถนำส่วนที่เข้มข้นของชีวิตคนมาใส่ได้ เมื่ออ่านมากก็จะมีคลังคำภาษาถ่ายทอดการเขียนที่มากพอให้เลือกใช้ได้ นอกจากนี้ก็ต้องช่างสังเกต จับประเด็นให้ได้และตีให้แตกว่าต้องการสื่ออะไรที่แท้จริง ต้องช่างค้นคว้า โดยส่วนตัวผมเองจบมาทางด้านประวัติศาสตร์ ก็ช่วยทำให้เรามีระเบียบความคิดแบบลำดับเวลาเหตุการณ์ และยังสอนให้เราขมวดปมทางความคิดออกมาเป็นบทความอยู่บ่อยครั้ง ก็ทำให้เราต้องมีเหตุมีผลรองรับข้อเขียนนั้น"

	ทุกวันนี้ ธีรภาพยังคงเขียนสารคดีอยู่บ้างตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม "สห+ภาพ" เขาบอกว่า แม้จะเป็นคนประมวลความคิดและถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานสารคดี แต่ในอีกแง่หนึ่ง ข้อเขียนนั้นก็ให้อะไรบางอย่างแก่ตัวเขาด้วยเช่นกัน

	"สารคดีทำให้เราได้ศึกษาและเรียนรู้ชีวิตคน เพราะเราต้องไปเจอผู้คนหลากหลายแบบ ยิ่งตอนหลังได้เดินทางไปต่างประเทศก็เจอคนอีกหลายเชื้อชาติ หลายศาสนา เพราะฉะนั้นจากแต่ก่อนที่มองว่าใครคิดต่างจากเรา จะมองว่าคนๆนั้นแย่ แต่สารคดีทำให้เรารู้ว่า คนเรามีวิธีคิดได้หลายรูปแบบมาก อย่าไปคิดดูถูกหรือมองในแง่ลบจนกว่าเราจะได้รู้ที่มาให้แน่ชัด แล้วเราก็สามารถอยู่ได้ในท่ามกลางความต่างนั้น ขอแค่อย่ารุกล้ำก้ำเกินกัน"

	ผลงานที่ดีย่อมสะท้อนถึงคุณค่าของผู้กระทำ และงานเขียนสารคดีของเขาคนนี้ก็บอกเล่าถึงคุณภาพของผู้เขียนอย่างเต็มเปี่ยมเช่นกัน