โดราเอมอนสอนธรรม ในวัดสำปะซิว

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์กันเลยทีเดียว สำหรับวัดสำปะซิวแห่งนี้ หลังจากที่ ท่านพระมหาอนันต์ กุสลาลงฺกาโร เจ้าอาวาส ได้จัดรูปปั้นเจ้าหุ่นยนต์แมวตัวกลมๆ สีฟ้า สัญชาติญี่ปุ่น ที่เด็ก และผู้ใหญ่ทั่วโลกรู้จักคุ้นเคยกันมานานเกือบ50ปี ในชื่อ "โดราเอมอน" มาจัดตั้งไว้สี่ตัวหน้าพระอุโบสถอายุกว่าหกร้อยปี เป็นปริศนาสอนธรรมว่า "ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง จะได้นั่งสบาย"

การ์ตูน "โดราเอมอน" หุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคต เดินทางย้อนเวลามาคอยช่วยเหลือโนบิตะ เด็กชายที่ไม่เอาไหนในทุกเรื่อง รูปไม่หล่อ เรียนไม่เก่ง ขี้เกียจ อ่อนแอ แม้แต่เป่ายิ้งฉุบก็ไม่เคยชนะใคร แต่โนบิตะเป็นคนดี มีจิตใจเมตตา รักความยุติธรรม เรื่องมักเกิดจากของวิเศษนานาชนิดของโดราเอมอนที่งัดออกมาช่วยเหลือโนบิตะ ซึ่งก็มักจะลงเอยด้วยเรื่องวุ่นๆ ที่เกิดจากความไม่เอาไหนของโนบิตะ ที่สนุกสนานแฝงไปด้วยแง่คิด และความเข้าใจถึงจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างดี จึงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น ฉายทางโทรทัศน์ และในโรงภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากเจ้าแมวสีฟ้าและผองเพื่อนปรากฏไปทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้นานาชนิดแล้ว คราวนี้เป็นโอกาสดีของพ่อแม่ที่จะพาลูกๆ หลานๆ เข้าวัด เพื่อมาดูโดราเอมอนสอนธรรมกันบ้าง

ไม้ใหญ่ยืนต้นมากมายในบริเวณวัด กอปรกับทำเลริมแม่น้ำสุพรรณ (ท่าจีน) ทางด้านทิศตะวันตก ทำให้วัดสำปะซิว มีบรรยากาศร่มรื่นร่มเย็น วัดนี้สร้างเมื่อปีพุทธศักราช1857 สมัยอยุธยาตอนต้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพุทธศักราช 1860 ตั้งอยู่เลขที่ 101 หมู่ 3 ตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่เศษ ตามตำนานที่มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานกันมาว่า เดิมสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่กองทัพไทย ใน "องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช" ได้มาหยุดพักรบเพื่อตรวจสอบบัญชีจำนวนทหารในกองทัพว่า มีจำนวนทหารที่สูญหายจากการทำศึกเท่าใด และมีจำนวนทหารเหลืออยู่เท่าใด ซึ่งประชาชนในสมัยนั้นเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "สางบัญชี" จึงตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า "วัดสางบัญชี" เนื่องจากสาเหตุอันใดไม่ทราบ ได้ทำให้การเรียกชื่อวัดแห่งนี้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม จากชื่อว่า "วัดสางบัญชี" เป็น "วัดสำปะซิว" มาจนถึงทุกวันนี้

"สุนทรภู่" กวีเอกของไทยในรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยเดินทางไปเมืองสุพรรณบุรี เพื่อหาแร่ต่างๆ และยาอายุวัฒนะ ในขณะที่ตัวเองเป็นเพศบรรพชิต โดยใช้เรือแจวจากกรุงเทพมหานคร มาตามลำน้ำสุพรรณบุรี เมื่อพุทธศักราช 2379 เดินทางผ่านวัด หมู่บ้าน และสถานที่ต่างๆ ที่ปลูกสร้างริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรีเรื่อยไป พบเห็นสถานที่ใดที่เป็นจุดเด่น ก็จดบันทึกไว้ด้วยภาษากวี เป็นโคลงสี่สุภาพ "โคลงนิราศเมืองสุพรรณ" มีตอนหนึ่งประพันธ์ไว้ดังนี้ "...สำปะทิวงิ้วง้าวสะล้าง กร่างไกร ถิ่นท่าป่ารำไร ไร่ฝ้าย เจ็กอยู่หมู่ไทยมอญ ทำถั่วรั้วเอย ปลูกผักฟักกล้วยกล้าย เกลื่อนทั่วทางขจร..." จากบทกวีที่ได้พรรณนาถึงโพคลาน (โพธิ์คลาน) ศีรษะเวียง (หัวเวียง) โพหลวง (พลูหลวง) ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ที่อยู่ใต้บ้านสำปะทิว และมีอาณาเขตติดต่อกันเป็นช่วงๆ จึงเชื่อได้ว่าคำว่า "สำปะทิว" ในบทกวีนั้น ก็คือ "วัดสำปะซิว" นั่นเอง

เข้าไปภายในพระอุโบสถอายุ 695 ปี ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเป็นอย่างดี กราบพระประธานเก่าแก่เนื้อทองสัมฤทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชา เรียกขานว่า "หลวงพ่อพุทธสมปรารถนา" ว่ากันว่าใครมีความปรารถนาขอในสิ่งที่ตนเองตั้งใจ แล้วมักจะสมปรารถนาในสิ่งนั้น จึงมีการถวายพระนามว่า หลวงพ่อสมปรารถนา โดยเฉพาะในเรื่องหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้ ก็สามารถบนบานให้สมความปรารถนาได้ หลวงพ่อสมปรารถนา จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า หลวงพ่อสางบัญชี ความงดงามภายในโบสถ์ประดับด้วยโคมไฟแก้วเจียระไน ผนังด้านในมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยช่างฝีมือจากวิทยาลัยในวังชาย ด้านหนึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ที่ได้เสด็จมาทรงลงสีภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 วิจิตรสวยงามยิ่งนัก ประตูหน้าต่างอุโบสถ เขียนภาพลายรดน้ำที่ใช้ทองคำแท้ ถือว่าเป็นภาพจิตรกรรมไทยที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย

ระหว่างนั้น เราสังเกตเห็นเด็กอายุ 4-7ขวบสองสามคน ละมือจากพ่อแม่ วิ่งตาม "หลวงพี่บอย" เพื่อดูภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างสังเกตสังกา เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กๆวัยขนาดนี้จึงสนใจในลายเส้นอันวิจิตรบรรจงของจิตรกรรมไทยนัก เมื่อตามไปดูใกล้ๆ จึงร้อง "อ๋อ" และอดหัวเราะเบาๆอย่างชื่นชมกับความช่างคิดของช่างเขียน (รักเกียรติ เลิศจิตรสกุล) ไม่ได้ ที่สอดแทรกมุขต่างๆ ลงไปในภาพเขียนแต่ละจุดอย่างเนียนๆ ไม่ใช่คนช่างสังเกตก็แทบจะหากันไม่เห็นว่า เจ้าแมวไร้หูสีฟ้าเอย นกเจ้าอารมณ์อย่างแองกรี้เบิร์ดเอย เจ้าหนูเบ็นเทนเอย ไปแอบซ่อนอยู่ที่ใด บางจุดก็สอดแทรกวัฒนธรรมสมัยใหม่ หยิบเครื่องใช้ไฮเทคอย่างไอแพดใส่ลงไปในมือของเทพยดา เรียกว่าหลังจากกราบพระประธานแล้ว ทุกคนต่างก็วนเวียนหาภาพปริศนา แทบไม่อยากถอนสายตาออกจากผนังโบสถ์กันเลยเชียว

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเข้ามาในวัดสำปะซิวแล้วควรเข้าไปกราบสักการะคือ "หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์" พระคู่บ้านคู่เมืองอีกองค์หนึ่งแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่โบราณอายุกว่าพันปี สมัยทวาราวดี หล่อด้วยเนื้อนวโลหะทองสัมฤทธิ์โบราณ ทองมงคล 9ประการ ตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติโบราณ เมื่อหล่อพระพุทธรูปครั้งใด ต้องประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ถือเป็นประเพณีของพระราชามหากษัตริย์เป็นผู้นำสร้าง ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถกระทำได้เอง

"หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์" ได้ถูกค้นพบ เมื่อปีพุทธศักราช 2495 ปีมะโรง โดย นายส่ง สุจินตวงษ์ ได้นำมาถวายวัดสำปะซิว โดยมี พระครูสุวรรณคุณสาร (หลวงพ่อเต๋ย) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในยุคนั้น สร้างความแตกตื่นประหลาดใจกันอย่างมากแก่ผู้ที่รู้ข่าว ต่างพากันมาพบเห็น มาบูชาสักการะ บอกต่อๆกันมาว่าใครมากราบไหว้บูชาปรารถนาในสิ่งใด ก็สำเร็จในสิ่งนั้น สมดังชื่อ หลวงพ่อทองสัมฤทธิ์ ซึ่งมีความหมายแปลว่า สำเร็จ สมหวัง สมปรารถนา นอกจากความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น คือมีความงดงามแบบโบราณบรรพกาล และพิเศษอัศจรรย์กว่าพระพุทธรูปปางใดๆในประเทศไทย คือมีพุทธลักษณะนั่งอย่างสง่างามบนฐานแท่นบังลังก์บัวคว่ำบัวหงาย ขัดสมาธิเพชร พระบาทซ้อนพระบาทหมายถึงลักษณะอันมั่นคง แข็งแกร่งดังเพชร พระเพลาซ้ายขวาแผ่ออกไปอย่างงดงาม พระอุระผึ่งผายสง่างามเต็มองค์ทรงเครื่อง พระกรขวายกขึ้น พระหัตถ์ขวาแผ่ประทานพร พระกรซ้ายยกขึ้น พระหัตถ์ซ้ายแผ่ให้พรมงคล ประหนึ่งดังพระหัตถ์ขวากวักเงินกวักทอง พระหัตถ์ซ้ายรับเงินรับทอง พระศอกลมกลึงเป็นป้องไฉน พระเศียรเป็นไปตามพุทธลักษณะทุกประการ พระเกศโมลีเป็นยอดดอกบัวตูมมงคล พระพักตร์ มีความเข้มขลังงดงามเปี่ยมด้วยเมตตา พระโอษฐ์แย้มสรวลด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระนาสิกงดงามเป็นที่ยิ่ง พระเนตรทั้งซ้ายขวาทอดต่ำลง เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ด้วยพระบริสุทธิคุณ พระกรรณทั้งซ้ายขวายาวทอดแนบพระเศียรถึงพระอังสา มีซุ้มเรือนแก้ว ครอบองค์ประหนึ่งดุจดังเทพยดาอารักษ์แวดล้อมปกปักรักษาคุ้มครอง ใครที่ได้เข้าไปกราบต่างเพลินชมความงดงามของพุทธลักษณะ แทบไม่อยากย้ายที่ไปไหน ใกล้ๆกันนั้นเป็นห้องประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีผ้าไตรวางไว้ให้ทำบุญสักการบูชา

บนศาลานั้นมีรูปหล่อพระครูสุวรรณคุณสาร (สำรวย คเวสโก) หลวงพ่อเต๋ย อดีตเจ้าอาวาสวัดสำปะซิว รูปที่ 7ผู้สร้างวัดสำปะซิวให้มีถาวรวัตถุที่มั่งคง ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2500-2542 เป็นที่เจริญศรัทธาของสาธุชนทั่วไป อดีตบูรพาจารย์ที่สำคัญยิ่งของวัดสำปะซิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอัศจรรย์ด้านปากพระร่วงของหลวงพ่อ จากจุดนั้นถัดมาเป็นองค์พระสิวลี เทพเจ้าแห่งโชคลาภ พระอรหันต์ผู้มีลาภมาก เนื้อนวโลหะ ลักษณะงดงาม เป็นแบบที่ช่างฝีมือได้ปั้นขึ้นใหม่ ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น บูชาพระสิวลี (นะโม ๓ จบ) นะชาลีติ นะติลีชา นะมามีมา นะมะหาลาภา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธชินราช พระพุทธโสธร (จำลอง) พระประธานประจำหอสวดมนต์ หล่อด้วยเนื้อทองเหลือง ลงรักปิดทองคำแท้ และพระพิฆเณศ เทพเจ้าแห่งศิลปิน

ที่น่าแปลกตาอย่างยิ่ง คือวิหารฐานสำเภา (มหาอุด) เป็นวิหารที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ฐานของวิหารโค้งเหมือนฐานของเรือสำเภา เป็นสถาปัตยกรรมที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ ศิลปะโบราณ ปางต่างๆ เป็นจำนวนมาก เจดีย์โบราณรอบวิหารฐานสำเภาด้านหน้ามีความสวยงามยิ่ง หน้าบรรณทั้งสี่ด้านประดิษฐานตราครุฑ จึงสันนิษฐานกันว่า เป็นเจดีย์ที่พระมหากษัตริย์ หรือเชื้อพระวงศ์ทรงสร้างไว้ เพื่อบรรจุพระอัฐิ และของมีค่า ตลอดจนพระเครื่อง จึงเป็นที่มาของกรุ พระสมเด็จ และพระนางพญา พิมพ์คะแนน ด้านข้างวิหารสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของคฤหบดี เศรษฐีผู้มั่งคั่ง โดยลักษณะของเจดีย์มีรูปแบบต่างๆกัน เช่น เจดีย์ที่เป็นรูปเรือสำเภา เป็นต้น ด้านหลัง เป็นเจดีย์สามพี่น้อง ลักษณะเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา ปูนปั้น ย่อมุมไม้สิบสอง เป็นเจดีย์ที่มีความสมบูรณ์และมีความงามยิ่ง เมื่อปีพุทธศักราช 2500 พระครูสุวรรณคุณสารได้พบพระกรุอีก ตรงบริเวณเจดีย์เก่าที่มีตราครุฑประดิษฐานหน้าเจดีย์นี้ คือ "พระนางพญา" พิมพ์คะแนน และ "พระสมเด็จ" พิมพ์คะแนนมีความสวยงามอย่างยิ่งทั้งองค์พระและเนื้อพระ

สถานที่ที่มีการขุดพบพระเครื่อง และพระบูชานั้น เป็นเขตติดต่อกับเขตวัดสำปะซิว คนที่ขุดพบกรุพระนี้ชื่อ นายดี หรือ นายจิระ มาแสง ที่ตั้งของกรุพระนี้อยู่ริมรั้วบ้านเหนือของวัดสำปะซิวเพียงไม่ถึงเส้น แต่มีพระกรุอีกจำนวนมากที่ขุดค้นพบในเขตวัด ส่วนทางทิศใต้ของเขตวัดนั้น ได้มีการขุดพบพระเครื่องสมัยลพบุรีนับสิบครั้ง เมื่อมีผู้ใดมาถามว่าพบกรุพระที่ไหน ผู้ตอบมักตอบว่า พบกรุพระที่ "วัดสำปะซิว" จึงเรียกกันติดปากว่า "พระวัดสำปะซิว" เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ที่ถูกควรเรียกว่า "พระย่านสำปะซิว" จึงจะชัดเจนมากกว่า ส่วนพระพิมพ์นี้ ต่อมาได้พบที่เจดีย์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี

นอกจากนี้ยังพบแหล่งโบราณคดีวัดสำปะซิว ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งเตาเผาภาชนะดินเผา (ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา) ซึ่งเตาเผาอิฐเป็นแบบระบายความร้อนผ่านเฉียงขึ้น ซึ่งสามารถเผาภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งแบบเคลือบและแบบไม่เคลือบได้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนทั้งสองฝั่ง เพราะสะดวกในการขนส่งวัตถุดิบต่างๆทางเรือ นับว่าเป็นสินค้าส่งออกลักษณะของดินเกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่ถูกการเคลื่อนย้ายพัดพามาจึงทำให้ดินมีคุณภาพดีเหมาะสำหรับในการทำภาชนะดินเผา เคยขุดค้นพบเศษเครื่องสังคโลกและเครื่องถ้วยจีน ซึ่งนำมาเป็นตัวอย่างในการผลิตประเภทถ้วยชามส่วนหม้อไหมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอง หากยังไม่รีบกลับไปนั่งเล่น ให้อาหารปลากันที่ "ศาลาเรือนแพ" ริมแม่น้ำสุพรรณ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ขัดพื้นอย่างดี ลมพัดเย็นสบายกายสบายใจยิ่งนัก

เรามีโอกาสได้กราบ พระมหาอนันต์ กุสลาลงกาโร เจ้าอาวาส ทราบประวัติย่อๆของท่านว่า จบการศึกษามัธยมปลาย ที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย สุพรรณบุรี ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน สอบได้นักธรรมชั้นเอก สอบได้เปรียญธรรม 3ประโยค และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพระพุทธศาสนา (พธ.บ.) คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หลังเข้ารับตำแหน่ง พระมหาอนันต์ได้ร่วมกับชาวบ้าน พัฒนาปรับปรุงบูรณะวัด ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า โดยมี แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นประธาน และผู้อุปถัมภ์วัดมาตลอด ก่อนกราบลาเราขอธรรมะจากท่านไว้เป็นเครื่องเตือนสติ พระอาจารย์ให้ธรรมะอันนำไปสู่ความสำเร็จแห่งชีวิตว่า...ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือพอใจ พากเพียร เอาใจใส่ และใคร่ครวญ ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด พร้อมทำการแก้ไขด้วยปัญญา ให้งานนั้นๆ ลุล่วงสำเร็จเสร็จสิ้นไปโดยสมบูรณ์ วิมังสาสำคัญมากเพราะเป็นตัวปัญญา...การได้มาเที่ยววัดสำปะซิวในครั้งนี้ นอกจากเพลิดเพลินใจได้บุญกุศลแล้ว ยังได้สติปัญญากลับไปเป็นต้นทุนเสริมของชีวิต ให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขความเจริญอีกด้วย