"ดีท็อกซ์" อารมณ์สักทีดีไหม !!!

อยู่ดีมีสุข

 

งานหนัก เครียด ไม่มีเวลาพักผ่อน เพื่อนร่วมงานก็มักไม่ได้ดั่งใจ ทำให้หงุดหงิด ขวางหู ขวางตาไปหมด ฯลฯ คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ?

ฟังดูอาจจะเหมือนกับว่า สภาพแวดล้อมและคนสมัยนี้ ช่างทำให้เราต้องหนักต้องเหนื่อยซะจริงๆ แต่บางทีอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ปัญหาต่างๆ อาจจะมาจากอุปนิสัยและทัศนคติของตัวคุณเองก็เป็นได้ และมันทำให้ชีวิตของคุณติดลบไปซะทุกๆอย่าง โดยที่คุณเองอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ลองมาเช็คตัวเองกันดีกว่าว่า คุณมีอุปนิสัยที่ทำร้ายตัวเองหรือเปล่า...

1. สายตลอด

สองขั้นตอนที่จะแก้นิสัยสายเสมอก็คือ จัดสรรเวลา แล้วจึงจัดระเบียบตัวเอง เลิกนิสัยโอ้เอ้รอทำอะไรในวินาทีสุดท้าย การแก้นิสัยชอบสายเสมออาจจะต้องหมายรวมถึง การยอมหักดิบกับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะคนใกล้ๆตัวเราเอง ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเพื่อน เป็นแฟน ที่ต้องรอไปไหนพร้อมกัน เมื่ออีกคนสาย คนที่รอก็พลอยสายไปด้วย ทางเดียวที่เราจะไม่สายก็คือ เลิกรอ แต่ไม่ได้ยุให้โกรธกันนะคะ ก่อนเริ่มมาตรการก็ต้องคุยกันก่อน เช่น ฉันจะรอเธอ 15 นาที ถ้าสายกว่านั้นก็ต่างคนต่างไป อาจจะทิ้งโน้ตบอกไว้หน่อยว่า เสร็จธุระแล้วจะไปเจอกันตรงจุดไหน วิธีนี้นอกจากคุณจะไม่ต้องไปสายแล้ว ยังจะเป็นการกระตุ้นให้อีกคนหนึ่งปรับตัวและเคารพเวลามากขึ้นด้วย

2. ขาวีน ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด

คนที่วูบไหว เดี๋ยวโกรธเดี๋ยวหงุดหงิดง่าย คงไม่รู้ตัวว่ากำลังทำร้ายตัวเองอย่างที่สุดเลยละค่ะ เพราะเวลาที่เราโกรธ นอกจากจะทำให้ความดันพุ่งปรี๊ดแล้ว ยังมักทำให้เกิดปัญหากับคนอื่นโดยไม่จำเป็น ในยามที่เราโกรธ สมองก็จะตีบตัน คิดอะไรดีๆไม่ออก ส่วนคนที่ขี้หงุดหงิด ย่อมไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ทำงานหรือคบค้าสมาคมด้วย การที่จะแก้นิสัยขี้โกรธ ขี้หงุดหงิดได้ คุณจะต้องพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ของตัวเอง ต้องเข้าใจว่า ความโกรธของคุณไม่ได้เป็นการแสดงถึงพลังอำนาจในสายตาของคนอื่น หากแต่แสดงออกถึงความเป็นเด็กและเจ้าอารมณ์ต่างหาก และมันทำให้เกิดผลเสียกับตัวคุณเองมากกว่าผลดี ดังนั้น ต้องฝึกตัวเองให้ใจเย็นลง และอย่าคาดหวังอะไรสูงเกินไป ปล่อยให้คนอื่นได้เป็นตัวของตัวเอง และอย่าคาดหวังให้คนอื่นต้องทำตามใจเรา

ครั้งต่อไปถ้ารู้สึกตัวว่าเริ่มจะมีอารมณ์เหวี่ยงวีนขึ้นมาเมื่อไหร่ ใช้วิธีนับ 1-10 ก็ยังช่วยได้ดีค่ะ หรือลองสูดหายใจเข้าลึกๆ สัก 3 ครั้ง นอกจากนั้น ลองหาเวลาฝึกโยคะ นั่งสมาธิ รำไทเก๊ก หรือฝึกอย่างอื่นที่มีความเนิบช้า เพื่อช่วยฝึกให้มีความอดทนมากขึ้น กิจกรรมที่ต้องใช้ความแข็งแรงของร่างกาย ก็ช่วยละลายความโกรธที่มากเกินไปได้ แต่หากยังใช้ไม่ได้ผลสักวิธีหนึ่ง อาจจะถึงเวลาต้องไปปรึกษาคุณหมอ หรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัดความโกรธบ้างแล้วนะคะ

3. ไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง

ความรู้สึกไม่มั่นคงและรู้สึกไร้ความสามารถ ย่อมทำให้เกิดความเครียดอย่างแน่นอน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจจะมีประโยชน์ตรงที่ทำให้เราได้กลับมาสำรวจอุปนิสัยในการทำงานของตัวเอง เป็นต้นว่า เวลาจะทำอะไร คุณมีการเตรียมตัวล่วงหน้าบ้างหรือเปล่า ในการทำงานอย่ากลัวที่จะตั้งคำถามหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น และแม้ว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่การเริ่มต้นเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆที่คุณไม่รู้หรือไม่ถนัด ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด หากคุณไม่พยายามแสร้งทำว่าคุณเก่งกว่าที่เป็นอยู่จริงๆ คุณก็จะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นมากขึ้น อย่าผลักดันตัวเองมากเกินไป ให้โอกาสตัวเองได้ค่อยๆทำและเรียนรู้ไปพร้อมกัน เหนือสิ่งอื่นใด คุณต้องสนับสนุนและให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอนะคะ

4. บ้างานเกินไป

การทำตัวเป็นคนบ้างานมากเกินไป เป็นอาการหนึ่งของภาวะคนที่หลงผิดคิดว่าตัวเองแน่กว่าใคร มีความคาดหวังในความสามารถของตัวเองมากเกินไป หรือพยายามที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้คนเดียว ใครรู้ตัวว่าเป็นอย่างนี้ ลองลดความคาดหวังในความสำเร็จของตัวเองลงบ้างนะคะ และให้โอกาสคนอื่นได้เข้ามาช่วยกันทำตามวิธีของเขาเอง ในระยะยาว การทำงานเป็นทีมมักจะทำให้เกิดประสิทธิผลมากกว่าการรวบงานทุกอย่างเอาไว้ทำคนเดียว เพราะในที่สุดแล้วเมื่อมันล้นมือเราจนทำไม่ไหว ผลงานก็อาจจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แถมยังอาจจะทำงานไม่ทันตามเป้าหมายอีกด้วย

5. ไม่มีเวลาพักผ่อน

คนที่ทำให้ชีวิตมีแต่งาน ก็ย่อมจะไม่มีเวลาพักผ่อน และอาจจะเป็นสิ่งที่แสดงว่าคุณมักจะให้ความสำคัญกับชีวิตของตัวเองเป็นอันดับสุดท้าย ถึงคราวต้องจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้ผ่อนคลายและทำอะไรที่รื่นรมย์บ้างแล้ว ลองใช้วิธีเพิ่มกำหนดการสำหรับพักผ่อนในแต่ละวันลงในตารางเวลาทำงานของคุณ เพื่อเป็นการเตือนตัวเองไม่ให้ลืมและยังเป็นการบังคับตัวเองกลายๆ อีกด้วย

แล้วเวลาที่จัดสรรไว้จะทำอะไรดีนะ...นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย นวดผ่อนคลาย ทำเล็บ ทำหน้า หรือว่าจะอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง ก็แล้วแต่อัธยาศัย ขอแค่เป็นสิ่งที่คุณทำแล้วรู้สึกสนุก ผ่อนคลาย สบายใจ

6. เครียดจนสุดจะทน

หากความวิตกจริตของคุณสูงขนาดนี้ เห็นทีจะต้องบำบัดความเครียดกันแล้วละค่ะ บางทีการที่คุณพร่ำบอกกับตัวเองหรือคิดวนไปวนมาในด้านลบอยู่ตลอดเวลา ทำให้คุณเครียดกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ลองใช้วิธีสวดมนต์เพื่อให้จิตใจได้พักผ่อนจากความคิด และฝึกหายใจลึกๆจากกระบังลมในยามที่รู้สึกวิตกกังวล เพราะการหายใจลึกๆจะช่วยให้หัวใจเต้นช้าลงและทำให้รู้สึกสงบขึ้น

7. ชอบคิดติดลบ

ทัศนคติในทางลบเป็นผลมาจากการบอกกับตัวเองในทางลบอยู่ตลอดเวลา และบางทีก็อาจจะมาจากการเรียนรู้ในวัยเด็ก แต่เดี๋ยวนี้มีหนังสือแนว how to และแนวจิตวิทยามากมายที่เราสามารถอ่านแล้วนำมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดในการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นได้ หรือใช้วิธีบอกกับตัวเองซ้ำๆ ในสิ่งที่ดีๆ และตั้งเป้าหมายเล็กๆในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนเป็นไปได้ง่ายขึ้น

8. อารมณ์เสียทันใดเวลาขัดแย้งกับคนอื่น

การขัดแย้งใดๆย่อมจะทำให้อารมณ์เสียได้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พยายามลดความขัดแย้งในชีวิตของคุณให้น้อยลง หลายวิธีที่กล่าวมาข้างบน เช่น การลดความโกรธ และการคิดบวก จะช่วยให้คุณปรับปรุงความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ราบรื่นมากขึ้น นอกจากนั้น ลองฝึกเทคนิคการเข้ากับคนอื่นได้ดีขึ้น เช่น รับฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ สนใจในสิ่งที่ดี พูดคุยแบบประนีประนอม และสื่อสารอย่างชัดเจน จะได้ไม่สร้างเหตุที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา เรียนรู้ที่จะฟังคนอื่น (แม้คุณจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม) และก่อนพูดอะไรออกไป คิดเสียก่อนว่าพูดแล้วคนฟังจะรู้สึกอย่างไร ปฏิบัติต่อคนอื่นให้ดีกว่าที่คุณคาดหวังให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ และสำคัญที่สุดก็คือ หยุดและคิดให้ดีก่อนที่จะโต้ตอบออกไป

9. อ่อนเพลียละเหี่ยใจ

ความเหนื่อยล้าเป็นผลมาจากความรู้สึกที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่หนักเกินไป หรือความรู้สึกว่าตัวเองไร้ประสิทธิภาพเป็นเวลานานๆ เป็นธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกสับสนในตัวเองหรือเหนื่อยล้าในบางครั้ง แต่หากปล่อยให้ตกอยู่ในอารมณ์นี้นานเกินไป ก็จะทำให้เราสูญเสียแรงจูงใจในตัวเอง และกลายเป็นคนหมดไฟไปในที่สุด แรงจูงใจเกิดมาจากความรู้สึกชื่นชมและการยินดีในความสำเร็จ ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะยินดีกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆ และแสวงหาความรู้สึกชื่นชมในยามที่คุณต้องการแรงจูงใจให้กับตัวเอง แต่ถ้าอะไรก็ช่วยไม่ได้ บางทีอาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนงานใหม่แล้วละค่ะ

10. เหงาสุดสุด

ความเหงาอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากการอยู่โดดเดี่ยวจริงๆ แต่เกิดจากความรู้สึกของเราเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า คนเรามักจะโดดเดี่ยวตัวเองเพราะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจหรือไม่ดีพอที่จะอยู่ในสังคม ลองเริ่มจากให้คุณค่ากับเพื่อนเก่าของเรา หรือเพื่อนที่เรามีอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็หาโอกาสสร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่โดยการสมัครเข้าคลาสต่างๆ หรือเข้าร่วมกลุ่มทำกิจกรรมที่คุณจะสามารถทุ่มเทความสนใจอยู่ที่งานหรือสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำ ระวังที่จะใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ หรืออยู่ในห้องแช็ทมากเกินไป เพราะกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เราสูญเสียเวลาไปมาก แต่ทำให้หายเหงาได้เพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น อย่าลืมที่จะใช้เวลากับเพื่อนบ้าง อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือถ้าหากเพื่อนๆไม่ว่างมาเจอกัน ก็ลองใช้เวลาวันหยุดไปเข้าคลาสหรือเข้ากลุ่มทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่น (เช่น ชมรมคนรักหนังสือ หรือชมรมกีฬา เป็นต้น) ก็จะช่วยให้คุณมีโอกาสที่จะมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่เราสามารถล้างพิษร่างกายในยามที่รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว เมื่อถึงเวลาไม่สบายใจ ไร้ความสุข เราก็ควรจะหมั่นล้างพิษอารมณ์อยู่เสมอด้วยนะคะ