เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน

สกู๊ปพิเศษ

สำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและกรมธนารักษ์ จัดงาน "เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน" นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2555 และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2555

กรมธนารักษ์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจครบรอบ 80 ปี โดยอาศัยหลักการธรรมาภิบาล ในการบริหารสินทรัพย์ของประเทศชาติ ด้วยตระหนักถึงคุณค่าแห่งเหรียญกษาปณ์และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ที่เสมือนการบันทึกด้านประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์และบุคคลที่สำคัญ อันควรค่าแก่การจดจำรำลึกถึง จึงมีการผลิตเหรียญกษาปณ์ในโอกาสสำคัญๆ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับพัฒนาด้านกรรมวิธีการผลิต ด้วยเทคนิคที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ อีกทั้งยังอนุรักษ์เหรียญกษาปณ์และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ในฐานะทรัพย์สินหรือมรดกของแผ่นดินไทย ดำรงสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการบันทึกพระราชกรณียกิจ วาระมหามงคลแห่งรัชสมัย การเฉลิมพระเกียรติในระดับนานาชาติ ที่ถือเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจสืบไป

อธิบดีกรมธนารักษ์ นริศ ชัยสูตร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยในปีพุทธศักราช 2555 นี้ กรมธนารักษ์ เริ่มจัดกิจกรรมวาระครบรอบ 80 ปี เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญ และบังเกิดความความภูมิใจ ในเงินตราเหรียญกษาปณ์ ซึ่งมิเป็นแต่เพียงหน่วยแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่ยังถือเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลก ที่ปรากฏพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ประดิษฐานบนเหรียญกษาปณ์ อีกทั้งเพื่อให้เหรียญกษาปณ์นั้น ยังคงดำรงด้านสัญลักษณ์ ที่แสดงถึงความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนการแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ วิธีการสะสมเหรียญเฉลิมพระเกียรติ และเหรียญที่ระลึกในวาระต่างๆ เพื่อเป็นสมบัติอันมีคุณค่าทางจิตใจ และมรดกสืบทอดไปชั่วลูกหลาน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง วิรุฬ เตชะไพบูลย์ กล่าวถึงแนวคิดของการจัดงาน ซึ่งการจัดงาน เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน ครั้งนี้ นับเป็นการจัดงานครั้งประวัติศาสตร์ ของกรมธนารักษ์ในรอบ 80 ปี โดย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ จึงได้อัญเชิญเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึก อันมีพระบรมรูปของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นเหรียญเฉลิมพระเกียรติ ที่ทรงคุณค่าและหายากในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้วทางกรมธนารักษ์ ยังได้จัดงานสัปดาห์เงินตราคู่แผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ในการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลทั้ง 3 พระองค์ จึงได้มีการจัดเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก และเหรียญที่ระลึกจำนวน 3 ชุด มอบให้กับหน่วยงานและผู้ร่วมบริจาค เพื่อเป็นทั้งความภาคภูมิใจและเป็นสิริมงคลล้ำค่า

งาน เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน ได้นำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึก ที่มีพระบรมรูปของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จัดเข้าชุดเป็นกรณีพิเศษทั้งหมด 3 ชุด คือ ชุดที่ 1 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึก เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ชุดที่ 2 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ ครบ 25 ปี พ.ศ.2514 และชุดที่ 3 ชุดเหรียญ 3 วาระ ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายเหรียญแอกริโคลาแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสที่องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯถวายรางวัลอาหารปลอดภัย และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

ชุดที่ 1 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 3 ประเภท มีลักษณะลวดลายด้านหน้าเป็นพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผินพระองค์ทางเบื้องขวา ขณะที่ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ด้วยสายพระเนตรอันอ่อนโยน เพื่อสื่อให้เห็นถึงพระเมตตากรุณา ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งปวง ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ซึ่งสวมทับด้วยฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์สาย สายจุลจอมเกล้าและดาราจักรี สื่อให้เห็นถึงวโรกาสอันเป็นมหามงคล และมีความสำคัญยิ่งสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ รวมถึงคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ลวดลายด้านหลัง คือ ตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 3 ประเภทนั้น ได้แก่ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกประเภททองคำขัดเงา น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.6 เซนติเมตร เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกประเภทเงินขัดเงา น้ำหนัก 22 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกประเภทโลหะสีขาว (คิวโปรนิกเกิล) น้ำหนัก 21 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.6 เซนติเมตร

สำหรับเหรียญที่ระลึกทั้ง 4 ประเภท มีลักษณะลวดลายด้านหน้า คือพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยืนด้วยพระอิริยาบถที่สง่างาม เสริมพระเกียรติยศและพระบุญญาบารมีให้สูงส่งยิ่ง ด้วยฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ สวมทับด้วยฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์สาย สายจุลจอมเกล้าและดาราจักรี เสมือนทรงยืนอยู่ในพระราชพิธี ซึ่งตามธรรมเนียมราชประเพณีสำหรับพระมหากษัตริย์ ได้จัดโต๊ะเคียงทอดเครื่องราชูปโภค เบื้องขวาทอดพานพระขันหมาก เบื้องซ้ายทอดพระมณฑปรัตนกรัณฑ์ และเบื้องล่างทอดพระสุพรรณราช ส่วนรูปพระที่นั่งจักรีมหาปราสาททางเบื้องหลัง สื่อให้เห็นว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ แห่งพระราชวงศ์จักรี อย่างมั่นคงและยั่งยืนยาวนาน ลวดลายด้านหลัง คือตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทั้งนี้เหรียญที่ระลึกประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 นั้น ได้แก่ เหรียญที่ระลึกทองคำขัดเงา น้ำหนัก 240 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร (มีหมายเลขกำกับตั้งแต่ 9-01 ถึง 9-09) เหรียญที่ระลึกทองคำ น้ำหนัก 10 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.1 เซนติเมตร

เหรียญที่ระลึกประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 มีลักษณะลวดลายด้านหน้า คือพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผินพระองค์ทางเบื้องขวา ขณะที่ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ด้วยสายพระเนตรอันอ่อนโยน เพื่อสื่อให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาอย่างใหญ่หลวง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งปวง ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ ซึ่งสวมทับด้วยฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์สาย สายจุลจอมเกล้าและดาราจักรี สื่อให้เห็นถึงวโรกาสอันเป็นมหามงคล และมีความสำคัญยิ่งสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ รวมถึงคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ส่วนลวดลายด้านหลัง คือ ตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ทั้งนี้เหรียญที่ระลึกประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 นั้น ได้แก่ เหรียญที่ระลึกเนื้อโลหะเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร เหรียญที่ระลึกเนื้อโลหะเงิน 92.5 กรัม น้ำหนัก 23 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.2 เซนติเมตร

นอกจากนั้นมีเหรียญที่ระลึกประดับแพรแถบ (บุรุษ-สตรี) มีลักษณะลวดลายด้านหน้า คือพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผินพระองค์ทางเบื้องขวา ขณะที่ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย ด้วยสายพระเนตรอันอ่อนโยน เพื่อสื่อให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่ง ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งปวง ฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพ สวมทับด้วยฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ พร้อมเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์สาย สายสร้อยจุลจอมเกล้าและดาราจักรี สื่อให้เห็นถึงวโรกาสอันเป็นมหามงคล มีความสำคัญยิ่งต่อประชาชนชาวไทย ภายในวงขอบเหรียญประดับลายไทยประดิษฐ์ นับจำนวนได้ 84 ดอก แสดงถึงพระชนมายุครบ 84 พรรษา อันนับว่าเป็นมหามงคลยิ่งต่อชาวไทย ที่อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมมายาวนาน

ส่วนลวดลายด้านหลัง คือตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ขอบเหรียญด้านนอก มีลำดับเลขประจำรัชกาลที่ 9 อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องหมายสำหรับพระมหากษัตริย์ โดยมีห่วงสำหรับสอดร้อยกับแพรแถบ เพื่อประดับเสื้อเครื่องแบบราชการ สำหรับความหมายแพรแถบ ขนาดกว้าง 32 มิลลิเมตร พื้นสีเหลืองประจำวันพระบรมราชสมภพ ริมทั้งสองข้างเป็นริ้วสีน้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ตรงกลางมีริ้วสีน้ำเงินและสีขาว โดยริ้วสีน้ำเงินมีเจ็ดริ้ว หมายถึง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ส่วนสีขาวอันบริสุทธิ์ หมายถึงทรงทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ และพระเมตตาต่อพสกนิกรทั่วไป

ชุดที่ 2 เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 25 ปี พ.ศ. 2514 (พระราชพิธีรัชดาภิเษก 9 มิถุนายน พ.ศ.2514) พระราชพิธีรัชดาภิเษก เป็นพระราชพิธีเฉลิมฉลองในวาระที่พระเจ้าแผ่นดิน ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำคำว่า "รัชดาภิเษก" มาใช้เป็นครั้งแรก เพื่อเฉลิมฉลองในวาระ ที่พระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2436 จนกระทั่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มีการฟื้นฟูพระราชพิธีขึ้นอีกครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส ที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ มาบรรจบครบ 25 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2514 รัฐบาลได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสที่ว่า "ขอให้ทำโดยประหยัด" ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกมี 2 ประเภท คือเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 20 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 10 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.3 เซนติเมตร

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช (9 มิถุนายน พ.ศ.2539) พระราชพิธีกาญจนาภิเษก เป็นพระราชพิธีเฉลิมฉลองในวาระที่พระมหากษัตริย์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี อันนับเนื่องจากพระราชพิธีรัชดาภิเษก ที่ฉลองการครองราชย์ครบ 25 ปี และในวโรกาสอันเป็นมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2539 ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกมี 3 ประเภท คือเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำขัดเงา ทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.7 เซนติเมตร เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำขัดเงา ทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 7.5 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.1 เซนติเมตร เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทองคำขัดเงา ทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 3.75 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.7 เซนติเมตร

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (9 มิถุนายน พ.ศ.2549) วโรกาสสำคัญอันเกี่ยวเนื่องในวันครบรอบ แห่งการครองสิริราชสมบัติแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ได้ดำเนินมาจนบรรจบครบ 60 ปี นับจากวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 จนถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2549 รัฐบาล ตลอดจนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้ถือเป็นวาระมหามงคลในการจัดงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งเป็นเวลายาวนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ชาติไทย และยิ่งกว่าพระประมุขต่างประเทศพระองค์ใดในโลกปัจจุบัน ภายใต้พระปณิธานอันแน่วแน่และมั่นคงแห่งพระปฐมบรมราชโองการ ที่ได้ให้ไว้กับปวงชนชาวไทย นับแต่วันแรกรับการบรมราชาภิเษก ที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เป็นทองคำขัดเงา น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.6 เซนติเมตร

ชุดที่ 3 ชุดเหรียญ 3 วาระ คือ 1. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายเหรียญแอกริโคลา แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช (6 ธันวาคม พ.ศ.2538) โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอความร่วมมือให้กรมธนารักษ์ จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายเหรียญแอกริโคลา แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2538 คำว่า "AGRICOLA" เป็นภาษาละติน หมายถึงเกษตรกร ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Food and Agriculture Organization FAO) ได้นำมาใช้ในการจัดทำเหรียญ เพื่อเชิดชูเกียรติแด่ผู้นำที่มีผลงานสนับสนุนนโยบายขององค์การ ในการมุ่งพัฒนาด้านอาหาร การเกษตร และสภาวะความเป็นอยู่ของประชากรโลกให้ดีขึ้น โดยจารึกภาพบุคคลที่องค์การฯ คัดเลือกและยกย่อง ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นลงบนเหรียญ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2538 (วันที่ประกาศใช้ 28 พฤศจิกายน 2539) ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เป็นทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.6 เซนติเมตร

2. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสที่องค์การอนามัยโลก ทูลเกล้าฯถวายรางวัลอาหารปลอดภัย องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ทูลเกล้าฯถวายรางวัลอาหารปลอดภัย (Food Safety Award) แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นรางวัลที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อมอบแด่บุคคลสำคัญของประเทศ ที่เป็นผู้ริเริ่มผลักดัน และให้การส่งเสริมสนับสนุน การดำเนินงานความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระองค์แรกของโลก ที่ได้รับการทูลเกล้าฯรางวัลนี้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2548 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม (วันที่ประกาศใช้ 12 เมษายน 2550) ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เป็นทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.6 เซนติเมตร

และ 3. เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วเสด็จฯไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.2509 จากนั้นได้ไปศึกษาระดับเตรียมทหาร ที่โรงเรียนคิงส์ นครซิดนี่ย์ ในปี 2513 แล้วเข้าศึกษาที่วิทยาลัยการทหารดันทรูน ทรงได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านทหาร) คณะการศึกษาด้านทหาร จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519 หลังจากเสด็จฯกลับประเทศไทย ได้ทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรประจำชุดที่ 5-6 ระหว่าง พ.ศ.2520-2521 จนสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เป็นทองคำ 90 เปอร์เซ็นต์ เงิน 3 เปอร์เซ็นต์ ทองแดง 7 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 15 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.6 เซนติเมตร

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้กล่าวถึงคนไทยที่มีความผูกพันกับเหรียญกษาปณ์ และที่สำคัญได้เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ว่า "เหรียญกษาปณ์ในบ้านเรานั้น เกิดขึ้นในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก่อนหน้านั้นในด้านการซื้อขายแลกเปลี่ยน จะกระทำกันด้วยเงินพดด้วงหรือเบี้ย ต่อเมื่อมีความเจริญมากยิ่งขึ้น พ้นสมัยจากการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือที่เรียกว่า บราเตอร์เทรด ได้มีการหาวัสดุสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นของตามธรรมชาติที่ต้องหายาก เพราะถ้าหามาได้ง่ายหรือมีอยู่ทั่วไป ใครที่มีความขยันหน่อย...ก็รวยกันไป จึงจำต้องมีความจำเพาะหรือเจาะจงขึ้นมา อย่างเบี้ยที่จริงๆก็คือหอย แต่เป็นหอยที่สั่งมาจากต่างประเทศ หรือเป็นหอยที่ในเมืองไทยไม่มี ทว่าด้วยตัวของหอยเอง มีมูลค่าไม่ค่อยแพงนัก

...แต่ถ้าพูดถึงพดด้วง หมายถึงของมีค่าที่ไม่พ้นพวกเงิน หรือ Silver Gold กระทั่งแร่ธาตุต่างๆ นำมาประดิษฐ์ขึ้นเป็นเงินใช้สอย ที่เรียกว่า พดด้วง ก็คือเป็นลักษณะของการเอาเงินมาขดเป็นวงกลม แล้วมีการประทับตราแผ่นดิน เพื่อให้แน่ใจได้ว่า เป็นเงินตราที่ทางราชการรับรองความถูกต้อง หรือเป็นของที่มีคุณค่าจริงๆ ซึ่งเงินปลอมก็มีมาแต่โบราณแล้ว เรียกว่า เงินแดง อันเป็นคำศัพท์สแลงที่แปลว่า ของปลอม ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 มาต่อถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้พบว่า โลกเข้าสู่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม มีการค้าขายแลกเปลี่ยนเพิ่มปริมาณมากขึ้น พร้อมมีเครื่องจักรเกิดขึ้นอีกด้วย ความจำเป็นที่ต้องพัฒนาระบบการเงินของบ้านเรา ก็เกิดขึ้นในเวลาที่ความเจริญของบ้านเมืองเกิดขึ้น ในที่สุดแล้วเราก็รับวัฒนธรรมตะวันตกมา โดยรับแบบแผนในเรื่องการผลิตเหรียญ แรกๆก็ผลิตออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

...แต่ก็ทำให้คนมีความเชื่อถือว่า เป็นวัตถุที่มีคุณค่า ทว่าประเด็นที่พิเศษของบ้านเรา คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่สำคัญของบ้านเมืองเรา ฉะนั้นความพิเศษของเหรียญกษาปณ์ ประมาณในรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มีปรากฏเป็นเหรียญพระบรมรูป แล้วยังเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ ด้วยความที่ประเทศมีเอกราช มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เหรียญกษาปณ์จึงมีพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศ์ทั้งหลาย อยู่บนเหรียญกษาปณ์นั้นๆ เป็นการแสดงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย เป็นเครื่องหมายในความเป็นอิสระของประเทศชาติ แสดงถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับประชาชนคนไทยทั้งหลาย นอกจากนั้นเป็นเครื่องมือในการศึกษาประวัติศาสตร์ ซึ่งในหลายๆโอกาสที่อาจลืมไป แต่พอไปดูที่เหรียญกษาปณ์ที่จารึกปี พ.ศ. หรือบอกเล่าให้เรารู้ว่า เรื่องราวมีความเป็นมาอย่างไร ผมคิดว่า การได้ศึกษาในเหรียญกษาปณ์ การสะสมเหรียญกษาปณ์ จึงเป็นงานอดิเรกที่เป็นประโยชน์ในหลายมิติ แล้วสร้างความภาคภูมิใจให้เราทุกคน"

ส่วนทางด้านของนักสะสมน้องใหม่ เป็นทั้งพิธีกรและนักแสดงคุณภาพ หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ มาเผยถึงประสบการณ์การสะสมเหรียญกษาปณ์ ในงานแถลงข่าวการจัดงาน เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน ที่จัดขึ้น ณ หอประชุมชั้น 8 อาคาร 72 ปี กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ว่า "ต้องบอกก่อนเลยว่า ผมเป็นนักสะสมเหรียญกษาปณ์มือใหม่ แต่เราอาจจะบุญน้อยไปนิดนึง เดี๋ยวรอให้บุญเยอะๆ มีสตางค์เยอะๆแล้ว ชุดเก้าเหรียญเฉลิมพระเกียรติจะเป็นของเราก็ได้ ช่วงนี้ของสะสมบุญไปเรื่อยๆก่อน หากพูดถึงการสะสมของโบราณต่างๆ จากประสบการณ์ที่ทำรายการ ได้เจอนักสะสมที่ชอบสะสมสิ่งของต่างๆ พบว่า หลายท่านหรือบุคคลเหล่านั้น จะสะสมกันด้วยความสุขใจ ทำให้สรุปได้เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ หรือควรค่าแก่การนึกถึงอดีต ดังนั้น การสะสมเหรียญกษาปณ์ ทำให้ระลึกถึงประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นความบันเทิงหรือความสุขใจอย่างหนึ่ง"

สำหรับงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ "เงินตราคู่แผ่นดิน นวมินทร์องค์ราชัน" จัดขึ้นไปเมื่อเร็วๆนี้ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในงานสำคัญครั้งนี้ ภายในงานมีพิธีถวายราชสดุดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งการจัดนิทรรศการเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึก และการจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึก สำหรับผู้บริจาครายสำคัญๆ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยต่อไป