ข้อดีของการ "รัดเข็มขัด"

สมดุลกาย สมดุลจิต

โลกยุคสังคมใหญ่นี้ดีแท้ แฟชั่นเกาหลีติดกระแสไปทั่ว นี่กำลังสงสัยว่าจะลามไปถึงประเทศอินโดนีเซียแล้ว ด้วยดูรัฐบาลแอบนิยมเกาหลี เพราะมีมาตรการให้ประชาชนพากันรัดเข็มขัดจนตัวกิ่ว นโยบายหิวๆนี้คือ ให้ "งดกินข้าว" ในทุกวันอังคารครับ นัยว่าเพื่อช่วยชาติรับกับภาวะที่ดินทำกินและอาหารขาดแคลนระดับชาติ

ถึงคราวหล่อตัวลีบแบบหนุ่มเกาหลีกันแน่แท้

ลองคิดดูแค่ลำพังตัวเราอดข้าวสักมื้อหนึ่งก็ยังรู้สึกว้าเหว่ในใจแล้ว นี่ให้อดข้าวเป็นวัน และอดกันทุกสัปดาห์ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ได้เทรนด์หัวโตเพิ่มอีกแน่

เพราะชาวอินโดฯ ท่านก็รับประทานข้าวเป็นอาหารหลักเช่นคนบ้านเราละครับ ไม่ได้ยืนเหนี่ยวกินลมแน่ และคนอิเหนาก็ไม่ได้กินแต่ชมพู่กะหลาป๋าทุกคน พอฟังเรื่องนี้แล้วออกจะเห็นใจอยู่มากครับ

ค่าที่เป็นคนติดข้าวเหมือนกัน

 

รัดเข็มขัด จัดไป

เรื่องนโยบาย "รัดเข็มขัด (ประชาชน)" ที่ว่านี้ไม่ใช่ของใหม่เลยครับ พอได้ยินข่าวแล้วก็คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลอินโดฯ น่าจะเคยได้ยินได้ฟังถึงนโยบายรัดเข็มขัดของผู้นำอีกชาติหนึ่ง ซึ่งเคยทำวิธีเดียวกันนี้มาเป็นรายแรกๆ

คือ "ฟิเดล คาสโตร" ครับ

คาสโตรเคยนำวิธีเดียวกันนี้มาใช้ในยุคปี 90 โดยให้ชาวคิวบาทั้งในกรุงฮาวาน่า และหัวเมืองใหญ่ จำกัดการบริโภคลงเป็นวันๆเลยทีเดียวใน 1 สัปดาห์

ผู้คนก็ลำบากกันหนักหนาอยู่ครับ

แต่การณ์กลับว่าดี เพราะมีผู้ไปสำรวจว่าหลังจากอดอาหารแล้วสุขภาพของประชาชนพลเมืองเป็นอย่างไรกันบ้าง ผลลัพธ์ที่ออกมากลายว่าดีครับ คือโรคภัยไข้เจ็บลดลง รวมถึงโรคที่ร้ายๆ อย่างเบาหวาน ความดันสูง และแน่นอน "โรคอ้วน" ครับ

ซึ่งถ้าสรุปรวมข้อดีของการจำกัดอาหารในทางเวชศาสตร์อายุรวัฒน์แล้วก็มีอยู่หลักๆ ดังนี้

- ป้องกันโรคอ้วนลงพุงมฤตยู (Metabolic syndrome) เป็นโรคสำคัญที่นำโรคอื่นๆ มาอีกยืดยาว ยกตัวอย่าง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต และหัวใจวาย การได้จำกัดอาหารอย่างพอดีๆ ช่วยลดเสี่ยงโรคนี้ลงได้แน่นอนครับ

- ช่วยลดความดันโลหิตสูง ความดันเลือดจะลดลงตามน้ำหนักตัวที่ลดลงทุกกิโลกรัม ดังนั้น ท่านที่มีความดันสูงๆ ต่ำๆ อยู่ การจำกัดอาหารจะช่วยให้ความดันเสถียรขึ้น ไม่ "แกว่ง" ขึ้นลงไปตามน้ำหนักตัวที่มากครับ

- เพิ่มสมรรถภาพสมอง การจำกัดอาหารช่วยกระตุ้น "โกร๊ทฮอร์โมน" ให้ออกมามากขึ้น ซึ่งช่วยให้กระฉับกระเฉง และต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งสมองของคนที่หิวนิดๆ จึงทำงานได้ดีกว่าคนที่อิ่มตลอดเวลา

- แก้ปัญหานอนไม่หลับ การหิวนิดๆ นอกจากกระตุ้นโกร๊ทฮอร์โมนช่วยให้หลับสบายแล้ว ยังช่วยกระตุ้น "เคมีง่วง" หรือเมลาโทนินได้ด้วยครับ ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ ให้ลองเข้านอนด้วยท้องที่พร่องสักหน่อย ไม่ต้องปล่อยให้หิวโซ แค่ให้มีอาการหิวนิดหน่อยแล้วอดทนไว้กลั้นใจเข้านอนเลย จะช่วยให้หลับได้สนิทดีครับ อีกทั้งยังป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย

- ระงับความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การกินแต่พอดีทำให้มีสุขภาพทางเพศดีครับ เพราะเซลล์บุหลอดเลือด (Endothelium) ฝอยบริเวณจุดยุทธศาสตร์สำคัญจะไม่เสื่อมเร็วครับ การที่เซลล์ที่ว่านี้เสื่อม เป็นต้นเหตุของปัญหา "นกง่อย (ED)" ในผู้ชายครับ ส่วนในสาวๆ ก็จะทำให้ไม่เกิดอาการวัยทองรุนแรงด้วย

- ป้องกันโรคไขมันจุกตับ โรคนี้มากับการกินดี อยู่ดี โดยเฉพาะคนที่บำเพ็ญตนเป็นคนอยู่ยากกินง่ายนั้น จะมีลักษณาการของตับที่คล้ายกับตับห่านฟัวกราส์ คือมีมันเข้ามาแทนเนื้อตับเยอะ จนไม่เหลือที่ให้เนื้อตับดีทำงาน ครั้นนานเข้าตับก็เริ่มน้อยใจเปลี่ยนไปเป็นตับแข็ง หรือถ้าร้ายหน่อยก็มะเร็งเข้ามาขโมยซีนไปได้

- ป้องกันการผ่าตัด โดยเฉพาะเรื่องของการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมที่เกิดมาจากน้ำหนักตัวเกิน หรือการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพราะมักมีเกิดในคนเจ้าเนื้อ ยิ่งเป็นสุภาพสตรีด้วยยิ่งสวยใหญ่ นิ่วก้อนใหม่ๆ จะผุดขึ้นมาอยู่ในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่มีหลายลูกครับ กลิ้งสนุกดุ๊กดิ๊กอยู่ วันดีคืนดีก็ไปตันท่อให้เป็นดีซ่านเล่น หรือเกิดเป็นท่อน้ำดีอักเสบ ต้องรีบจองเตียง (ผ่าตัด) กันหน้ามืด

ดังนั้น การรัดเข็มขัดก็ไม่ใช่ข้อร้ายเสียทั้งหมด แต่ถ้าในแง่ทางนโยบายวิพากษ์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แค่รวมความแล้วว่าการอยู่ดีกินดีเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งดี หรือถ้าให้อดมากไปจนหน้าเหลืองก็ไม่ไหวเหมือนกัน

รัดกันจนแห้งเหี่ยวหัวโต

เหมือนกับในยุคทมิฬของสตาลินที่สั่งอดอาหารชาวยูเครนทั้งประเทศ เมื่อปี 1933 จนมีคนตายจากการขาดอาหารเป็นหลายล้านคน นับว่ามากที่สุดในประวัติการณ์ และเป็นการสังหารหมู่ที่เลือดเย็นก่อนนาซีเสียอีก

ทีนี้กลับมาว่ากันต่อถึงข้อดีของการจำกัดอาหารในทางการแพทย์บ้าง จากงานวิจัยทางเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ พบว่าในภาวะขาดแคลนอาหารระดับหนึ่งนั้น ร่างกายมีสิ่งชีวิตจะเปิดสวิตช์ "หนุ่มสาว" ขึ้นมาทันที โดยสวิตช์นี้อยู่ที่ยีนครับ ยีนที่ว่าเกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนและมีสุขภาพดี

ให้หนอนอดอาหารก็ทำให้หนอนอายุยืน

ให้ลิงอดก็ทำให้ลิงจั๊กๆ เอ๊ย...ลิงสวยเด้ง

หรือจะให้เถาองุ่นอดอาหารบ้าง ก็ปรากฏว่าให้ผลผลิตออกมาทำไวน์ได้รสเลิศ

ให้มนุษย์อดก็ทำให้หนุ่มและสาวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

พูดง่ายๆว่า มีความกระชุ่มกระชวยกลับคืนมาอีกครั้ง ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่าอดเท่าไหนถึงจะ "กำลังดี (Optimum)" อันนี้เป็นคำถามน่าสนใจครับ เพราะคำตอบอยู่ที่แต่ละคน ถ้าอยากรู้ต้องทำไดอารี่การกินแต่ละมื้อของตัวเองดู เช่น กินข้าวทั้ง 3 มื้อ ก็อาจตัดมื้อเย็นออกให้เป็นนมถั่วเหลืองแทน ก็จะเข้ากับหลักจำกัดแคลอรีที่ว่าได้ เพราะจากผลการศึกษาพบว่าต้องจำกัดราว 40% ของแคลอรีเฉลี่ยที่กินต่อวันถึงจะกำลังดี

พอนึกไปถึงวิธีรัดเข็มขัดของผู้นำชาติต่างๆที่ว่ามาก็เลยเห็นว่าไม่ได้แย่เสียทีเดียว อย่างเรื่องให้ลดการกินลงสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะในท่านที่ "กินเกิน" อยู่แล้วน่าจะได้ผลดี ยิ่งถ้ามีคนในรัฐบาลพากัน "อด" ตามนโยบายที่ว่านี้ด้วยก็น่าจะยิ่งเป็นประโยชน์มหาศาลกับคนในชาติด้วย

เริ่มจากช่วยลด "กินเกินพอดี" ลงไปก็ดีหนักหนาแล้วครับ