สมเด็จพระอัครมเหสี-ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

ราชินีศรีสยาม

ในอดีต พระภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินมีชื่อเรียกหลายแบบตามสมัยนิยม สมัยสุโขทัยปรากฏหลักฐานตามศิลาจารึกระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-19 เรียกชื่อทั้ง พระมเหสีเจ้า อัครราชินี พระมเหสี สมเด็จพระราชเทวี สมเด็จแม่อยู่หัว พระนาง มหาเทวี และแม่อยู่หัวเจ้า

สมัยอยุธยา กฎมณเฑียรบาล พ.ศ.1901 เรียกตำแหน่งพระภรรยาเอกว่า พระอัครมเหสี โดยมิได้กำหนดพระราชอิสริยยศแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ชำระในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีการระบุว่า สมเด็จพระอัครมเหสีในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงดำรงพระราชอิสริยยศว่า พระสุริโยทัย ส่วนศักดินามีกำหนดว่า ให้สมเด็จพระอัครมเหสี ทรงมีเครื่องราชูปโภค เครื่องยศ เครื่องสูง เครื่องประโคม พระราชยาน เรือกั้นเรือเห่ ช้างม้าพาหนะพระที่นั่งพร้อมข้าราชการผู้บำรุงรักษา และทรงได้รับพระราชทานเบี้ยหวัดประจำปี 300 ชั่งต่ำกว่ามหาอุปราช 200 ชั่ง พระราชอำนาจและผลประโยชน์ของสมเด็จพระอัครมเหสี ได้ดำรงคงอยู่ตามกฎหมายและพระราชประเพณีตลอดสมัยอยุธยา แต่ทว่า ตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีก็มิได้มีในทุกรัชกาล อาทิ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรียกพระราชเทวี เมื่อเสด็จทิวงคตแล้ว เรียกเป็น สมเด็จพระพรรวษาใหญ่ สมัยสมเด็จพระเพทราชา มีพระอัครมเหสีกลาง พระมเหสีขวา และพระมเหสีซ้าย

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 3 ไม่ปรากฏหลักฐานการสถาปนา หรือการกล่าวถึงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี แต่การไม่มีประเพณีสถาปนาตำแหน่งนี้ปรากฏผลต่อราชอาณาจักรมิใช่น้อย ดังเช่น รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีพระภรรยาเจ้าที่ทรงมีสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า ทำให้เกิดปัญหาการกำหนดรัชทายาท และยากแก่การสืบสันตติวงศ์

จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีการสถาปนาพระเกียรติยศพระภรรยาเจ้า 3 พระองค์ เป็นสมเด็จพระอัครมเหสี ประกอบด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสี สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี สถาปนาเมื่อ พ.ศ.2423 และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี สถาปนาเมื่อ พ.ศ.2438 ภายหลัง พ.ศ.2439 ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการ จึงสถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ

ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2439 ได้มีเหตุการณ์สำคัญยิ่งอุบัติขึ้น เมื่อมีประกาศกำหนดผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงกระทำสัจจาธิษฐานในการที่จะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเฉพาะพระพักตร์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่สตรีได้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน และยังเป็นครั้งแรกที่ได้มีการประกาศเฉลิมพระราชอิสริยยศสูงสุดแห่งพระมเหสีว่า สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ

หลังตรากฎมณเฑียรบาล พ.ศ.2467 กำหนด สมเด็จพระอัครมเหสี ทรงเป็น สมเด็จพระบรมราชินีแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ประกาศสถาปนาพระราชชายาเป็น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระเกียรติยศเป็น พระอัครมเหสี ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2468

ทว่าพระราชประเพณีสถาปนาพระชายาหลวงเป็น สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี แรกเสด็จขึ้นครองราชย์นั้นปรากฏ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 อันเป็นวันบรมราชาภิเษก จึงอาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ทรงเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่มิได้ทรงเป็นพระอัครชายาเดิม หรือพระมเหสีเดิม พระองค์ทรงดำรงในตำแหน่ง สมเด็จพระอัครมเหสีโดยนิตินัยด้วยการอภิเษกสมรสและการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายและพระราชประเพณีตั้งแต่แรกที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์

กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 กำหนดไว้ชัดเจนว่า "สมเด็จพระบรมราชินี เป็นพระราชอิสริยยศสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นพระอิสริยยศสำหรับสมเด็จพระอัครมเหสี หรือนัยหนึ่ง สมเด็จพระบรมราชินีผู้ทรงดำรงในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน สมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์แรก คือ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ที่สองคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการ เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2499 ในระหว่างที่ทรงพระผนวช มีกำหนด 15 วัน โดยมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชกิจคราวนี้ได้ และการสถาปนานั้นเป็นไปโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2499 สมเด็จพระบรมราชินีได้ทรงมีพระดำรัสในพิธีปฏิญาณในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การสถาปนาผู้สำเร็จราชการของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี แตกต่างจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าหลายประการ กล่าวคือ ครั้งนั้นมีการตราเป็นพระราชบัญญัติผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ร.ศ.115 กำหนดการตั้งผู้สำเร็จราชการไว้พร้อมสรรพ ให้ผู้สำเร็จราชการต้องทรงกระทำสัจจาธิษฐาน และคณะที่ปรึกษาต้องกระทำสัตย์สาบานในการรับตำแหน่งด้วย สำหรับผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 9 ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และต้องทรงปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินใน พ.ศ.2440 และ พ.ศ.2499 ก็มิได้มีอำนาจหน้าที่เสมอเหมือนกัน ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มิได้ทรงอำนาจอันเด็ดขาดเป็นล้นพ้นดังเช่นสมัย สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ซึ่งตลอดเวลา 9 เดือนที่ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เสมือนหนึ่งเป็นนางกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช พระราชภารกิจใหญ่หลวงมาก จนเป็นเหตุให้พระองค์ทรงมีพระอนามัยที่ทรุดโทรมลง ด้วยทรงมีพระอาการบรรทมไม่หลับนับแต่นั้นเป็นต้นมา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงว่าราชการแทนพระองค์ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามกำหนดเวลา 15 วัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงลาผนวชแล้ว ในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 จึงได้มีการเฉลิมพระอภิไธยเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระอิสริยยศแห่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถนี้ สูงส่งเกือบเสมอด้วยสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ทว่าในรัชกาลปัจจุบัน แม้พระราชอำนาจจะแตกต่างไปจากในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่สิ่งที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้เป็นสมเด็จพระอัครมเหสีแห่งมหาราชทั้งสองพระองค์ มีดุจเดียวกันก็คือ การทรงงานเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามเคียงข้างพระสวามี