"สะสมบุญ" เพื่อรอวันตาย เป้าหมายใหม่ของชีวิตครูลิลลี่

นัดพบ

"เมื่อไหร่ที่มีโอกาสได้ทำบุญ ครูลิลลี่จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนั้นไป เพราะฉะนั้น เงิน 30 ล้าน น้อยไปกับการถวายแด่พระพุทธเจ้า" ครูลิลลี่-กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ ติวเตอร์ภาษาไทยชื่อดังย่านสยามสแควร์ เอ่ยขึ้นอย่างมีความสุข เพราะก่อนหน้านี้ ความเป็นปุถุชนคนธรรมดา ซึ่งยังหลงติดอยู่กับกิเลส ครูลิลลี่จึงปรารถนา "แบงก์" มากกว่าสะสม "บุญ" แต่เมื่อทรัพย์ศฤงคารมากขึ้นก็หาได้มีความสุขไม่ กลับถูกกัดกร่อนด้วยความว้าเหว่ อ้างว้าง

แต่มหัศจรรย์แห่งชีวิตก็เกิดขึ้นหลังกลับจากปฏิบัติธรรมกับ คุณแม่สิริ กรินชัย และการจากไปของแม่ซี่งเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ครูลิลลี่พบสัจธรรมบางอย่าง กระทั่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต และเป็นที่มาของการสร้างสถานปฏิบัติธรรมบ้านพุฒมณฑา ที่ปากช่อง โคราช ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 30 ล้านบาท

สถานปฏิบัติธรรมบ้านพุฒมณฑา มีที่มาอย่างไรคะ

เมื่อไปปฏิบัติธรรมถึงระดับหนึ่ง ก็เกิดปัญญา อยากที่จะทำอะไรฝากไว้แผ่นดิน ผู้ปกครอง และลูกศิษย์ที่ทำให้เรามาจนถึงวันนี้ พ่อกับแม่ก็อยากให้ครอบครัวเรามีบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนตากอากาศ

ทำไมจึงไปลงเอยที่ปากช่อง โคราช ละคะ

น่าจะเกิดจากวิญญาณเจ้าทางเหนือเข้าสิงล่ะกระมัง (หัวเราะ) เพราะเป็นคนที่ชอบภูเขา โจทย์คือเป็นคนชอบเชียงใหม่ เชียงรายมาก (เน้นเสียงสูง) แต่มันไกลเกินไปสำหรับการต้องเทียวไปเทียวมา ทีนี้ทำอย่างไรละ!!! ครูลิลลี่ก็จัดแจงกางแผนที่ประเทศไทย ก็พบว่าโคราชคือคำตอบสุดท้าย เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อากาศใกล้เคียงกับเชียงใหม่ อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา อากาศหนาวใช้ได้

ปรารถนาสูงสุด คือนอกจากเตรียมไว้เป็นบ้านหลังที่สองแล้ว ครูยังอยากให้บั้นปลายชีวิตของพ่อกับแม่ได้มีโอกาสอิ่มเอิบกับธรรมชาติ มีพื้นที่ไว้ให้ท่านได้จูงมือกันเปลือยเท่าเหยียบพื้นดิน และได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์จริงๆบ้าง ส่วนหนึ่งก็ตั้งใจเปิดเป็นสถานปฏิบัติธรรม เพื่อให้ผู้ปกครองพาลูกๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเราไปปฏิบัติธรรม จะได้เกิดประโยชน์สูงสุด

มีใครช่วยออกแบบให้มั้ยคะ

ครูลิลลี่ดีไซน์เองด้วยวิธีสถาปนึกค่ะ อธิบายให้ผู้รับเหมาฟังตามจินตนาการของเรา เพราะวาดรูปไม่เป็น

ครูแบ่งเวลาอย่างไร ระหว่างการสอนที่โรงเรียนกับบ้านพุฒมณฑา

มีน้องสาวช่วยค่ะ วันที่เขาเห็นเราเปิดคอร์สแรก เขาก็ลาออกจากโรงแรมโอเรียลเต็ลทันที โชคดีมาก คล้ายกับธรรมะจัดสรร เพราะเราได้ตัวจริงที่รู้ระบบการจัดการโรงแรม ซึ่งระบบบางอย่างนำมาใช้ได้ เช่น เรื่องการซักรีด การออกอาหาร การต้อนรับแขก เราเป็นที่ปรึกษาให้ เพราะลำพังเราคนเดียวแบ่งภาคไม่ไหวหรอก ตอนนี้เลยสบายใจมาก

สมัยก่อนเป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือ สะสม บ.แบงก์ (เงิน) แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นสะสม บ.บุญ เวลาเราจัดคอร์สปฏิบัติธรรมแล้วประสบความสำเร็จ มีเสียงชื่นชม ครูว่าเงินกี่ล้านก็ซื้อไม่ได้ เราไม่ใช่ตัวแม่เรื่องธรรมะ แต่เราขอเป็นประตูสู่ธรรมสำหรับผู้ที่มีใจใฝ่ธรรมะในเบื้องต้น ฉะนั้นคอนเซ็ปต์ที่แท้จริงของบ้านพุฒมณฑา คือเยาวชนและคนมาใหม่ เพราะเราไม่ใช่วัด หรือสำนักสงฆ์ ภาพของเราคือครู ครูลิลลี่ไม่ใช่ขั้นเทพเรื่องธรรมะ ยังเป็นปุถุชน แต่ก็พอจะมีของสอนเยาวชน และคนมาใหม่ได้บ้าง

อยากทราบว่าครูลิลลี่มีวิธีการสอดแทรกธรรมะเข้ากับการสอนวิชาภาษาไทยอย่างไร

วันนี้ยกตัวอย่างเรื่องความรัก เพราะลูกศิษย์ของเราเป็นวัยรุ่น ครูจะชี้ให้เขาเห็นว่าในโลกนี้อนิจจังไม่เที่ยง เห็นมั้ยเวลามีแฟนก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันจนวันตาย แต่ถ้าไม่ใช่วันหนึ่งก็ต้องเลิกกัน หรือเมื่อเช้านี้งอนกับแม่หน้าบึ้งมาเรียน แต่พอมาเจอเพื่อน หนูก็ร่าเริงเหมือนเดิม ลืมแล้วว่าทะเลาะกับแม่ นี่ไงจ๊ะ "อนิจจังไม่เที่ยง" การสอนเด็กต้องไม่พูดในสิ่งที่ไกลตัว เด็กอายุ 10 ปี ยังไม่เข้าใจหรอกว่านิพพานคืออะไร แต่ถ้าเป็นคอร์สที่บ้านพุฒมณฑา ครูจะสอดแทรกแบบเต็มๆกว่านี้

การปฏิบัติธรรมที่บ้านพุฒมณฑา ต่างกับที่อื่นอย่างไรคะ

เราอยากให้คนที่เข้าไปรู้สึกเหมือน "บ้าน" ไม่ใช่ "วัด" เพราะ " พุฒ" คือชื่อ พ่อ "มณฑา" คือชื่อแม่ รวมกันจึงเป็น "พุฒมณฑา" ครูตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติกับบุพการีของเรา เพราะถ้าไม่มีพ่อกับแม่ก็ไม่มีครูลิลลี่ ท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มีการศึกษาสูงอะไร แต่ท่านก็สามารถอบรมเลี้ยงดูลูกๆ ให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงได้ ส่วนการปฏิบัติก็ไม่ได้ต่าง มีการรักษาศีล นั่งสมาธิ เดินจงกลม จุดมุ่งหมายเราไม่ต้องการกำไร แต่เราทำตรงนี้ขึ้นมาเพื่อคืนให้กับสังคม ก่อนที่จะกลับออกไป คุณจะบริจาคใส่ตู้เพื่อเป็นค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็เรื่องของคุณ ส่วนตัวเราเวลาใครเชิญไปออกรายการหรือไปบรรยายที่ไหน ก็จะกันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในบ้าน เช่น ข้าวสาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ก็ในเมื่อมันเป็นบ้านของเรา เราก็ต้องดูแลสมาชิกทุกคนในบ้านอย่างดีซิ ถ้าเป็นวัด จะมีคนนำของมาถวาย แต่นี่เราเป็นบ้านครูลิลลี่ ก็ต้องนำความสามารถทางภาษาไทยที่มีออกไปหาสตางค์ ทำอย่างนี้แล้วสบายใจ เพราะทุกวันนี้เราก็มีพอกินพอใช้แล้ว พ่อกับแม่อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องเป็นเด็กวิ่งเสิร์ฟน้ำในกองถ่ายเหมือนตอนที่เรียนนิเทศจุฬาฯ เพราะเราคือครูลิลลี่ที่มีชื่อเสียงพอสมควร แล้วเงินที่ได้มาก็มีผู้ปกครองเด็กเอามาให้ เพื่อแลกกับการช่วยสอนหนังสือลูกเค้า เพราะฉะนั้นการได้คืนสู่สังคมก็ถือเป็นเรื่องดี

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราได้ทุกอย่างสมปรารถนา ความรู้สึกพอเริ่มเกิดขึ้น เพราะไม่รู้จะมีมากมายไปทำไม ชื่อเสียงก็คงไม่มากกว่านี้แล้ว เงินทองเหรอก็มีพอที่จะใช้ทำศพตัวเองโดยไม่ต้องเดือดร้อนใคร พี่น้องก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอีกแล้ว วันหนึ่งคนเรากินมือละกี่บาทกันเชียว กินภัตตาคารก็มีบ้าง แต่เราก็คงไม่โง่ไปกินทุกวันหรอก มีสตางค์อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องฉลาดในการใช้เงินด้วย

เป็นคนเรียนดีซิคะ เพราะสอบเข้านิเทศศาสตร์ จุฬาฯได้

ทุกอย่างทำเพื่อพ่อกับแม่ เหมือนตอนที่สอบติดเตรียมอุดมฯได้ก็เหมือนกัน ท่านจะได้เอาไปคุยกับคนอื่นได้ว่าลูกเก่ง พ่อทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตำแหน่งพนักงานธรรมดา ครูเป็นคนโต กอรปกับเราเป็นคนเอาจริงเอาจัง เมื่อรู้ว่าเราจะต้องสอบเอ็นทร้านซ์ ก็ตั้งใจอ่านหนังสือ สำหรับครูลิลลี่ ชีวิตมีแต่ขาวกับดำ ไม่มีสีเทา ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้โดยที่ไม่รู้สึกกดดันตัวเองเลย เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน วันที่เราเดินไปบอกว่าเราสอบติดจุฬาฯ ท่านก็ดีใจ แต่คนสมัยก่อนจะไม่แสดงออกมากนัก จะค่อนข้างเก็บความรู้สึก แต่พอลับหลังเราค นในซอยที่บ้านฝั่งธนฯ ก็จะรู้กันหมด

ได้ถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านี้ให้เด็กฟังบ้างมั้ยคะ

ไม่ค่ะ เพราะเวลานึกถึงแล้วมันตื้นตันจนพูดไม่ออก (เสียงเครือ) แต่ที่เน้นมากคือเรื่องความกตัญญู ครูจะบอกกับลูกศิษย์เสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อแม่ คือชายหญิงที่รักเรามากที่สุด และอยู่กับหนูในวันที่ไม่มีใคร ไม่ว่าหนูจะชั่ว จะดีอย่างไร เพราะฉะนั้นจงตั้งใจเรียน ทำตัวเป็นคนดีของสังคม เพื่อตอบแทนชายหญิงคู่นี้ให้ได้ภาคภูมิใจ

วันนี้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง แต่ครูลิลลี่ก็ยังใช้ชีวิตติดดินเหมือนเดิม

ใช่ค่ะ เพราะเราระลึกอยู่เสมอว่า เราเป็นใคร มาจากไหน ความไม่มีมันเป็นอย่างไร โชคดีที่ไม่ได้เกิดมาเป็นคนรวย ทำให้เรารู้จักค่าของเงิน ทุกวันนี้เวลาไปกินไอศกรีม เราจะต้องสั่งบานาน่าสปริต เพราะสมัยก่อนที่สยาม มีศาลาไฟร์โมสต์ อยากจะกินแต่ไม่มีตังค์ สมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ถ้วยละ 25 บาท แต่เราก็ไม่มีปัญญา มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจ ทุกวันนี้ถ้าไปกินไอศกรีมก็จะต้องสั่งบานาน่าสปริตกับข้าวผัดอเมริกัน เพื่อชดเชยและชำระล้างสิ่งที่ขาดในวัยเด็ก พอได้ลิ้มรสแล้วทุกอย่างมันก็ผ่านไป ประกอบกับเราได้เริ่มปฏิบัติธรรม สุดท้ายเมื่อกลืนลงไปในกระเพาะแล้วมันก็รวมกันหมด คำแรกที่ตักเข้าปาก มันอาจจะอร่อยมาก แต่พอคำต่อไปก็งั้นๆ

จบมาทางด้านนิเทศศาสตร์ ทำไมจึงเลือกที่จะมาเป็นครูสอนภาษาไทย

ความเป็นครูอยู่ที่ใจ มิได้มีข้อจำกัดว่าคุณเรียนจบอะไร การปลูกปัญญาให้คนไม่จำเป็นว่าต้องจบศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ใครก็ได้ที่รักในอาชีพครู สอนคนได้ทั้งนั้น แล้วภาษาไทยก็เป็นสมบัติของชาติ ถ้าคิดว่าตัวเองมีความรู้เรื่องภาษาไทยแตกฉาน ก็สามารถเป็นครูภาษาไทยได้

ปีนี้ 2555 นับแล้ว 20 พอดีที่ครูทำอาชีพนี้ เพราะเริ่มรับเงินเดือนครั้งแรกตอนพฤษภาทมิฬ สมัยนั้นสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน แล้วเราก็รู้สึกมาตลอดว่าเรารักอาชีพนี้ เวลาที่อยู่กับเด็กๆ แล้วมีความสุข ซึ่งตอนนั้นก็ไม่นึกว่าเราจะดัง เพราะครูจบสาขาวาทะวิทยาและสื่อสารการแสดง เน้นเรื่องภาษาเพื่อการสื่อสาร ฟัง พูด อ่าน เขียน วิเคราะห์สาร หนักไปทางเรื่องการใช้ภาษาไทย แต่ไม่เข้มข้นเหมือนคณะอักษรศาสตร์

คนทั่วประเทศรู้จักครูลิลลี่ได้อย่างไร

เพราะได้ไปออกรายการตี 10 ตอนวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ลูกสาวคุณวิทวัสเขามานั่งเรียนกับเพื่อน แล้วก็นำกลับไปเล่าให้พ่อฟัง ทางรายการก็เลยส่งคนมาดู ตอนนั้นเราอาจจะเป็นของแปลก แล้วก็ไม่มีใครเคยสอนด้วยวิธีแบบนี้ คือสนุกสนานเฮฮา ซึ่งต้องกับบุคลิกของเรา เพื่อนที่คบกันสมัยเรียนจะรู้ดีว่าครูลิลลี่ซ่าส์ขนาดไหน แต่ด้วยความเป็นครูทำให้ต้องลดดีกรีลงไป

เราเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปโต้วาทีได้รางวัลมามากมาย มีความสุขมาก เพราะทำให้รู้สึกว่าเราเด่น เราเป็นดาวของโรงเรียน เดินไปไหนใครก็รู้จักไปทั่ว

ชื่อ "ลิลลี่" มีที่มาอย่างไรคะ

เพื่อนตั้งให้ตั้งแต่สมัยชั้น ม.4 เพราะตอนนั้นละครทางช่อง 7 เรื่อง พลับพลึงสีชมพู ดังมาก เพราะคู่พระ-นาง คือ ธงไชย แมคอินไตย์ กับ มนฤดี ยมาภัย แล้วดอกพลับพลึงภาษาอังกฤษคือ " ลิลลี่" ชื่อนี้ก็เลยเป็นที่กล่าวขานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสุขที่ได้รับจากการสอนหนังสือต่างกับความสุขที่ได้จากการปฏิบัติธรรมอย่างไร

ความสุขจากการสอนหนังสือเขาได้เราได้ แต่ความสุขจากการปฏิบัติธรรมเราได้คนเดียว ช่วยให้เรามีวัคซีนในการใช้ชีวิต แต่ความสุขเหล่านี้ก็ไม่จีรังหรอกค่ะ เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติที่ใครก็หนีไม่พ้น

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ครูลิลลี่เริ่มไปปฏิบัติธรรม

เพราะเราเริ่มรู้สึกว่า ชีวิตพอมีเงิน มีทุกอย่างแล้ว ทำไมเราจึงไม่มีความสุข แต่กลับรู้สึกเหงา อ้างว้าง ขาดเพื่อนไม่ได้ ต้องอาศัยเพื่อนช่วยสร้างความสุขให้ เมื่อไหร่ที่ต้องอยู่คนเดียวจะคิดฟุ้งซ่าน แต่หลังกลับจากปฏิบัติธรรม กับคุณแม่สิริ กรินชัย ท่านโคเอนกา หลวงพ่อปราโมช กลับชอบอยู่คนเดียวโดยที่ไม่รู้สึกเหงา

ครูไปปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ถามว่าแนวทางในการปฏิบัติเหมือนกันหรือไม่ ตอบได้เลยว่าต่างกัน เพียงแต่ว่าเราต้องรู้จักหยิบเอาแนวต่างเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเรา ของคุณแม่สิริ คือ "มีสติ รู้ตัว ทั่วพร้อม" ของหลวงพ่อปราโมชเ น้น "เรื่องการฝึกใจ" ท่านจะสอนให้ตามรู้เรื่องใจ เคยสังเกตมั้ยว่า บางขณะเรานั่งอยู่นิ่งๆ ผัสสะไม่มากระทบเลย แต่ใจเรากลับคิดฟุ้งซ่าน ล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ ส่วนของท่านโควเอนกา แก่นแกนคือ "สอนเรื่องอุเบกขา" การวางเฉย สงบนิ่ง ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่ซ้าย ไม่ขวา ไม่เอียง อยู่กลางๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ยึดมั่นถือมั่น

ทุกครั้งที่ไปก็จะรู้สึกผ่องแผ้ว แต่พอกลับมาอยู่กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ กิเลสก็กลับมาอีก เพราะเราต่างกับพระที่มีศีลพร้อมกว่าเรา สภาพความเป็นอยู่ของชีวิตก็เอื้ออำนวยกว่า เราเองบางครั้ง ศีล 5 ก็ขาด โดยเฉพาะข้อที่ 4 มุสาวาทา...ไม่เคยรักษาไว้ได้เลย แต่เราก็พยายามเข้าข้างตัวเองว่า สิ่งที่เราเพ้อเจอไปนั้นก็ด้วยเจตนาที่ดีต่อเด็ก

ธรรมะกับภาษาไทยไปกันได้ใช่มั้ยคะ

ธรรมะ คือธรรมชาติ เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเคลื่อนไปได้กับศาสตร์ทุกแขนง

ครูลิลลี่ใช้เงินถึง 30 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมบ้านพุฒมณฑา

ใช้ค่ะ ใช้งบประมาณนั้นจริงๆ เป็นของครูกับครอบครัว แต่อีกส่วนหนึ่งก็กู้แบงก์ ตอนนี้ก็ผ่อนอยู่ ถามว่าทำไมจึงกล้าตัดสินใจ เพราะเราเห็นแม่เราสิ้นลมไปต่อหน้าต่อตา สุดท้ายแล้วคนเราก็เอาอะไรไปไม่ได้จริงๆ เราจึงกล้าเทหมดเลย เพราะชีวิตคนเราไม่แน่นอน พ่อเพื่อนสนิทมีเงินเป็นนับพันล้าน อายุ 50 ต้นๆเท่านั้นเอง ก็ต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง มันสะท้อนให้เห็นว่า คนเรามีเงินมากมายก่ายกองก็ไม่สามารถซื้อชีวิตได้ จึงตัดสินใจสร้างเสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะยังได้เห็นในสิ่งที่เราสร้าง สิ่งที่เราทำในวันนี้ คือการเตรียมตัวตาย ชาติหน้าจะเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นโชคดีชาตินี้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็หมั่นสร้างความดีไว้ เสียดายที่สุด คือตอนที่คุณแม่อยู่ยังเป็นเพียงเรือนหลังเล็กๆ ไม่เสร็จสมบูรณ์เหมือนปัจจุบัน แต่ท่านก็คงได้รับรู้ถึงสิ่งที่เราทำ เพราะครูลิลลี่มีชื่อเสียงมากที่สุดตอนปี 2544 ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นความสำเร็จของเรา

ไม่รู้สึกเป็นทุกข์กับหนี้ก้อนโตนี้บ้างเหรอคะ

ไม่เลย เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง เรามาตัวเปล่านะคะ ไม่มีต้นทุนใดๆเกิดมาพร้อมกับเราเลย การทำประโยชน์กับสังคมครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้นมาก ที่ผ่านมาเราทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น เราโกยให้ตัวเองมาโดยตลอด ไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น กลายเป็นว่าตอนนี้เรายิ่งให้กลับยิ่งได้

สำหรับครูลิลลี่ ถ้าเพื่อถวายพระศาสนาแค่นี้น้อยมาก ไม่ใช่ว่าเรารวยนะ เพราะพระพุทธเจ้าใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะตรัสรู้ และออกเผยแผ่พระศาสนา ในเมื่อไม่มีโอกาสตรงนั้น เราก็เลยเลือกใช้วิธีนี้แทน คนเรามีวิธีการทำบุญที่แตกต่างกัน ระหว่างการหาข้าวให้เขากิน กับสอนให้เขาปลูกข้าวกินเองเป็น อย่างไหนดีกว่ากัน ครูเชื่อว่าการปลูกปัญญาให้กับคน จะช่วยให้เขาไม่มีวันอดตาย ซึ่งต่างกับการไปแจกข้าวของ เพราะมันช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น การทำบุญของครูจึงเป็นวิธีการทำบุญด้วยปัญญา เพื่อช่วยสร้างปัญญาให้กับคน เมื่อชาติก่อนครูก็คงทำบุญด้วยปัญญาไว้มาก ชาตินี้จึงเรียนหนังสือพอเอาตัวรอดได้ และรักชอบในอาชีพครู

ครูลิลลี่ไปที่บ้านพุฒมณฑาบ่อยแค่ไหนคะ

ราวอาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่น้องสาววิ่งขึ้นวิ่งลงตลอดเวลา

ผู้ที่สนใจจะเข้าไปปฏิบัติธรรมที่บ้านพุฒมณฑาต้องทำอย่างไรบ้าง

สมัครไปได้เลย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลือกคอร์สที่เหมาะกับตนเอง แล้วใครมาช่วยสอนบ้าง? ตัวยืนคือครูลิลลี่ กับนิมนต์พระมาสอน แต่เราจะไม่เน้นพระดัง แต่เน้นพระดี ไม่เจาะจงว่าเป็นสายไหน หากท่านมีวัตรปฏิบัติดี เราก็จะนิมนต์ท่านมาสอนปฏิบัติที่บ้านของเรา ที่ผ่านมาก็มีพระอาจารย์เอกชัย จากเชียงราย พระธรรมโมลี ซึ่งท่านอยู่กับเราได้นานเพราะไม่มีชื่อเสียง จึงมีกิจนิมนต์น้อย ถามว่าทำไมครูลิลลี่ต้องสอนคอร์สพื้นฐานง่ายๆเอง อุปมาเหมือนเราเป็นเจ้าของร้านทำผม ตัวเราเองก็ต้องทำทุกอย่างเป็นด้วย เพราะวันใดวันหนึ่งถ้าช่างลาออก เราจะต้องดำเนินกิจการต่อได้ ไม่ใช่ต้องปิดร้าน กลายเป็นว่าตอนนี้ครูลิลลี่ต้องหมั่นไปปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ไปสอนเด็กได้ พูดง่ายๆ คือต้องมีของบ้าง

แต่ละคอร์สก็จะสั้นยาวไม่เท่ากัน 2 วัน 3 วัน 5 วัน 7 วัน 10 วัน แล้วแต่ความสมัครใจของผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติว่าเขาจะอยู่ได้นานกี่วัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ถ้ามีจิตศรัทธาบริจาคเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ อันนั้นก็แล้วแต่ หรือถ้าหน่วยงานไหนต้องการมาใช้สถานที่เพื่ออบรมสัมมนา เราก็ยินดี แต่ของดเรื่องมหรสพ เปิดเต็มรูปแบบมาได้ประมาณปีครึ่งแล้ว ทุกคอร์สคนจองเข้ามาเต็มหมด ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จนะ เพราะได้บรรลุจุดประสงค์ในการสร้าง คือให้คนมาทำบุญ เอาบุญ ไม่ได้สร้างเพื่อให้มด ปลวกอยู่ กลุ่มคนที่เข้าไปใช้ก็ค่อนข้างหลากหลาย ต่างชาติก็มีเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เพราะเรา แต่เพราะสถานที่มากกว่า แต่ถ้าเป็นคนไทยก็คงจะเพราะครูลิลลี่ ซึ่งเขาเห็นว่าสอนภาษาไทยได้ดี แล้วจู่ๆมาสอนธรรมะจะมีวิธีการสอนแตกต่างกันอย่างไร

วิธีการสอนธรรมะของครูลิลลี่เป็นอย่างไร

ก็ใช้วิธีเดียวกับการสอนภาษาไทย เช่น ถ้าสอนเรื่องจิต ครูจะเปรียบดวงจิตเราเหมือนแป้งสาลี ซึ่งขาวบริสุทธิ์ แต่มันฟุ้ง ทำอย่างไรล่ะ ถ้าจะให้จิตที่ฟุ้งซ่านนั้นนิ่ง ก็ต้องเติมน้ำลงไป แล้วนวดจนแป้งเกาะตัวกัน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นจิตของเราก็ต้องมีที่เกาะ คือ "ลมหายใจ" เวลามีปัญหาก็ต้องกลับเข้า "บ้านลม" เมื่อไหร่ที่เหงา ฟุ้งซ่าน ให้ใช้วิธีนำดวงจิตนั้นมาเกาะที่ลมหายใจ อยู่กับลมหายใจเข้าออก แล้วเราก็จะค่อยๆนิ่งลง

หรือถ้าเราจะสอนเรื่อง "สติ" เราก็จะชี้ให้เห็นว่า "สติ" ก็คือ Present continuous ซึ่งต้องเติมกิริยา ing ลงไป เช่น ตอนนี้กำลังมอง กำลังเดิน กำลังกิน กำลังฟัง เมื่อเรามีสติ เราก็จะรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร วิธีการนี้จึงเหมาะกับวัยรุ่น ถามว่าคิดได้อย่างไร? มันมาเองค่ะ เหมือนการสอนภาษาไทยก็มาเอง เพราะเรามีปัญญาเป็นเครื่องชี้นำ

อ่านหนังสือธรรมะบ้างหรือไม่

ไม่ค่อยได้อ่านค่ะ ครูไม่เน้นปริยัติ แต่เน้นปฏิบัติ ดูจิต สังเกตลมหายใจ แต่ปริยัติก็ต้องรู้บ้าง แต่ไม่ถึงกับแตกฉานถึงขั้นเปรียญธรรม 9 ประโยค

คดิว่าตัวเองโชคดีหรือไม่

คิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้เรียนมาทางนี้ ทำให้เราพูดเป็น สื่อสารเป็น แต่เชื่อมั้ยว่าสมัยที่ครูเรียนมีคนเลือกเรียนสาขานี้เพียง 4 คน สำหรับครูลิลลี่ที่เลือก เพราะรู้ตัวว่าชอบเรื่องการพูด สมัยที่อยู่เตรียมฯ เราเป็นนักโต้วาทีมาก่อน ทำให้มุ่งมั่นในเรื่องการพูด ทุกวันนี้ก็ใช้ปากหากินจริง (หัวเราะ) ส่วนเพื่อนอีก 3 คน คนหนึ่งไปเป็นครูสอนการแสดงอยู่บ้าน AF อีกคนไปทำธุรกิจ ดูเหมือนจะเป็นครู 3 คนมั้งคะ แต่รุ่นหลังๆ มาทราบว่ามีคนเรียนมากขึ้นนะ เพราะเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่

ครูลิลลี่คิดว่าชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดคือช่วงไหน

ไม่ต้องคิดเลย ตอนสมัยเรียนชั้น ม.5 ค่ะ สนุกสนานมาก แม่ให้ค่าขนมวันละ 50 บาท แต่เราก็ไปสนุกกับเพื่อนได้ มาบุญครอง สยามสแควร์ สามย่าน คือเป้าหมายของวัยรุ่นสมัยนั้นที่ใช้ลั้ลลากัน เพราะยังไม่ต้องคร่ำเคร่งอ่านหนังสือเพื่อสอบเอ็นทร้านซ์ ไปไหนไปกัน มีวีรกรรมช่วงสมัยเรียน รด. เพราะถูกตะโกนแซว ครูลิลลี่กระโดดลงจากรถไปเขย่ารถคันนั้นช่วงที่ติดไฟแดง เพราะนั่งรถตุ๊กๆ ด้วยกันทั้งคู่ แต่ไม่เคยต่อยตีกัน

คาดหวังอะไรบ้างกับบ้านพุฒมณฑา

แต่ก่อนคาดหวังว่าจะต้องมีคนมากมายเข้ามาปฏิบัติธรรม แต่สุดท้ายแล้วอะไรก็ไม่เที่ยง ในเมื่อทำดีที่สุดแล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทำให้ดีที่สุด วันนี้มีคนมา วันหน้าอาจจะไม่มีก็ได้ สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง

เวลาเราไปที่โน่นก็ทำตัวประหนึ่งตำรวจตรวจการ ออกลาดตระเวณรอบๆบ้าน เชื่อมั้ยว่าเดินได้ทั้งวันโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อเลย 4 ไร่ก็กว้างเหมือนกัน แต่ละวันเวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะมันเริ่มมาจากที่รกร้างว่างเปล่า จนวันหนึ่งกลายเป็นสถานปฏิบัติธรรม ต้นไม้สมบูรณ์สวยงาม ที่สำคัญคือมันไม่ใช่มรดกตกทอด มีความสุขมากเวลาได้ไปอยู่ที่นั่น เพราะทุกอย่างสร้างด้วยมือของเรา

ตอนที่คิดจะสร้างบ้านพุฒมณฑาได้ปรึกษาใครบ้าง

เพื่อนค่ะ เขาก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเราจึงอยากสร้างสถานปฏิบัติธรรมขึ้นมา แต่คนเราเมื่อมีโอกาสทำดีทำไมต้องปล่อยไป เข้าทำนองทำดีไม่ต้องเดี๋ยว แล้วเขาก็อนุโมทนากับเรา

คิดว่าสิ่งที่ทำให้ตัวเองมาไกลได้ถึงวันนี้คืออะไร

ใจที่มันทะเยอทะยาน เพราะเราเป็นคนที่จะทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ ทำอย่างเต็มที่ อย่างเย็นนี้ก็ต้องไปเล่นแบดมินตันต่อ เดิมทีเล่นไม่เป็นไป ขอเล่นกับใครเขาก็ไม่อยากเล่นด้วยเพราะตีไม่เป็น ก็รู้สึกเจ็บใจ เลยไปจ้างโค้ชมาสอนตัวต่อตัว จนเดี่ยวนี้คว้าถ้วยรางวัลมาเต็มบ้าน ล่าสุดเพิ่งลงแข่งรายการ "เวิล์ด ไชนิส แชมป์เปี้ยนชิป" ประเภทมือสมัครเล่น มีทีมชาติที่วางมือไปแล้วมาแข่งขันกัน ครูเล่นคู่กับ มินาติ ติมอร์ อดีตเหรียญทองโอลิมปิก ใครจะเชื่อว่ารูปร่างแบบนี้จะชนะได้ (หัวเราะ) จะเป็นคนที่ใครดูถูกไม่ได้ ยิ่งเวลามาเป็นครู เราโดนสองเดิ้งเลยนะ เพราะไม่ได้เรียนจบครูมา ไม่ได้จบภาษาไทยอีกต่างหาก

ทำไมครูจึงกล้าที่จะสอนภาษาไทย เราแตกฉานมากหรืออย่างไร

เพราะเราทำคะแนนภาษาไทยดีมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม เป็นตัวแทนโรงเรียนไปตอบปัญหาเรื่องภาษาไทย วิชาภาษาไทยช่วยกู้หน้าครูลิลลี่ได้เสมอ สมัยเรียนที่เตรียมฯ ก็เหมือนกัน จะเป็นความหวังของเพื่อน แม้กระทั่งการมาเป็นครูสอนภาษาไทยแล้ว เวลาเด็กเขาสอบติดแล้วกลับมาขอบคุณเรา บอกว่าเพราะเราเขาจึงรักภาษาไทย แค่นี้ก็ภูมิใจที่สุดแล้ว อีกทั้งยังเป็นน้ำทิพย์ที่เติมพลังให้เรายึดมั่นในอุดมการณ์ต่อไป

ครูมองการใช้ภาษาไทยของเด็กในปัจจุบันอย่างไร

อย่าไปซีเรียส เพราะมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพียงแต่เราต้องบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด สอนให้รู้จักกาลเทศะว่าควรใช้ภาษาแบบนี้ ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใคร นี่คือสิ่งสำคัญ เพราะในชีวิตจริงเราไปห้ามเขาไม่ได้ ทุกคนต้องช่วยดูแลเขา เราต้องปลูกฝั่งค่านิยมในเรื่องของความรักชาติให้เขาตั้งแต่เด็ก เพราะภาษาไทย เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงความเป็นชาติไทย เพราะเป็นภาษาของเรา เวลาสอนเด็กเราต้องพูดภาษาเดียวกับเขา ทั้งที่จริงๆแล้วเราเป็นคนดุ เอาจริง เอาจัง มุ่งมั่น การเป็นครูต้องใช้ศิลปะ ดึงเกมให้เป็น รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาผสมผสานกันให้นัว ครูต้องปรุงรสให้เป็น เราต้องมีทั้งความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ จึงจะสอนเด็กได้ สมัยก่อนยืนสอนวันนึงเป็น 10 ชั่วโมง เวลาเครียดก็จะผ่อนคลายด้วยการมองเด็กที่ประสบความสำเร็จ เด็กดีๆที่ตั้งใจเรียนมีมาก ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเลวหมดเสียเมื่อไหร่ ครูลิลลี่จึงไม่เคยมุกหมด แต่แรงหมดน่ะมีเพราะอายุมากแล้ว แต่เราก็ต้องคอยเติมความรู้อยู่เรื่อยๆ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป

ในชีวิตอยากทำอะไรอีกคะ

รอวันตายค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ยังไม่ทิ้งการสอนหนังสือ เพราะธรรมะทำให้รู้สึกว่าตัวเราเองมีค่าทุกวัน อย่าประมาทกับการใช้ชีวิต เข้าใจในสรรพสิ่งที่มันเกิดขึ้น ภายใต้กฎเดียวกัน คือความไม่เที่ยง ครูลิลลี่ว่าถ้าคุณยอมรับสิ่งนี้ได้ และวางเป็น ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป จะทำให้เรามีความสุข แต่เราก็ต้องไม่ติดสุข หรือจมอยู่กับทุกข์

"ธรรมะคือธรรมชาติ" ครูลิลลี่เชื่อว่าแก่นแกนของพระพุทธศาสนาข้อนี้ที่ยึดมั่นเสมอมา ช่วยให้ครูไม่ประมาทต่อชีวิต และไม่ลังเลที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์ด้วยการให้ปัญญา ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของชีวิต