ต้นส้มแสนรัก

หนังสือคือแสงจันทร์

ต้นส้มแสนรัก โจเซ่ วาสคอนเซลอส เขียน มัทนี เกษกมล แปล

"ให้ฉันอยู่ที่นี่เถิดลำธาร

ดอกไม้ร้องไห้อ้อนวอน

อย่าพาฉันไปลงทะเลเลย

ฉันเกิดบนภูเขาสูงแท้ๆ

ก้านของฉันแกว่งไกว

หยาดน้ำใสตกลงมาจากฟากฟ้าสีคราม

ผ่านเนินทรายไปพร้อมกับดอกไม้"

บทกวีงามเศร้าบทนี้ ซ่อนอยู่ในลำธารน้ำตาของเรื่อง ต้นส้มแสนรัก การลาจาก จากพราก จากไกล จากรัก จากร้าง เกิดขึ้นทุกวี่วัน จึงมีความเหงาหงอยปวดร้าวร่วงหล่นลงในใจผู้คน หนังสือ ต้นส้มแสนรัก หยิบขึ้นมาอ่านเมื่อใด น้ำตาก็จะไหลรินออกมาเป็นสาย มีทั้งน้ำตาของความเศร้าและน้ำตาของความปลื้มใจ

ความดีให้ชื่นชม

ต้นส้มแสนรัก เขียนโดยนักเขียนบราซิล ชื่อ โจเซ่ วาสคอนเซลอส มัทนี เกษกมล แปล สำนักพิมพ์ประพันธ์สาสน์ จัดพิมพ์

คำนำสำนักพิมพ์เขียนว่า "โลกของวัยเยาว์นั้นอาจจะเต็มไปด้วยเรื่องราวของจินตนาการและความฝันจนดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด แต่ในโลกเหล่านี้จะมีความหมายได้อย่างไรหากขาดเสียซึ่งความรัก ความสุขใดๆในชีวิตล้วนมีที่มาจากความรัก เด็กน้อยผู้นี้ได้แสดงให้เราเห็นถึงสิ่งที่เราเคยทำ ทำอยู่ และอาจจะทำต่อไป เรากำลังไขว่คว้าหาความสุขจากสิ่งใดกัน"

จะว่าไปแล้ว ความสุขมิใช่เป็นสิ่งหายาก แต่ดวงตาหัวใจเรามืดบอดหาไม่พบกันเอง ชีวิตของเซเซ่ มีความทุกข์ บางครั้งความทุกข์ก็สาหัส แต่เซเซ่ก็ยังทำให้เราเห็นว่า เขาเป็นเด็กน้อยหัวใจอ่อนโยน และในสังคมก็ยังมีคนดี คนดีที่มีหัวใจละเอียดอ่อนเห็น "หัวใจ" ของเซเซ่ เห็นความเดือดร้อนความลำบากของผู้อื่น

เซเซ่ เด็กน้อยมี มังกินโย (ต้นส้มแสนรัก) เป็นเพื่อนปรับทุกข์ในโลกจริง เป็นเพื่อนเล่นในโลกจินตนาการ โลกจินตนาการที่จะเสกสรรค์สิ่งใดก็ได้ตามแต่ความพึงพอใจ เพราะโลกจริงเป็นทุกข์ โลกจินตนาการจึงมีความสำคัญกับเซเซ่มาก ในบทกล่าวนำของหนังสือเล่มนี้ เขียนว่า

"โจเซ่ เมาโร่ เด วาสคอนเซลอส เกิดที่บังกุ ตำบลหนึ่งของ ริโอเด จาเนโร เมืองหลวงของบราซิล เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1920 ครอบครัวของเขายากจนมาก ขนาดที่ว่าเมื่อยังเล็กๆ เขาต้องไปอาศัยอยู่กับลุง...เมื่อโตขึ้นเขาไปเรียนแพทย์อยู่ 2 ปี ต่อจากนั้นก็มีความฝันใหม่ๆ ออกทำงานในอาชีพต่างๆ ท้ายสุดได้เขียนหนังสือ"

ครั้งหนึ่งเคยมีผู้สัมภาษณ์ โจเซ่ วาสคอนเซลอส ถึงวิธีการเขียนของเขา และเขาได้ตอบว่า

"แต่ละเรื่องนั้นผมเขียนไม่กี่วันก็เสร็จ แต่กว่าจะเขียนเป็นรูปเป็นเรื่องขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาเป็นปีในการรวบรวมความคิดและวัตถุดิบ ผมใช้เครื่องพิมพ์ดีดตลอด และพิมพ์จบทีละบทก่อนจึงกลับมาอ่านทวน ผมเขียนได้ทุกเวลาแหละครับ จะกลางวันหรือกลางคืนก็ได้ เวลาเขียน ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมตกอยู่ในภวังค์ ผมจะหยุดเขียนก็ต่อเมื่อรู้สึกปวดนิ้วจนทนไม่ไหว ตอนนี้แหละถึงรู้ตัวว่าเขียนได้มากแค่ไหน ผมเขียนหนังสือได้ทั้งวันเลย เขียนจนกว่าจะหมดแรงนั่นแหละครับ"

โจเซ่ วาสคอนเซลอส เขียน ต้นส้มแสนรัก (O Meu Pede Laranja Lima) เสร็จภายในเวลา 12 วัน

และเคยกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในใจเขามานานถึง 20 ปี

เซเซ่อายุ 5 ขวบ เป็นเด็กอัจฉริยะอัศจรรย์ เขามีพี่น้องเกินห้าคน เมื่อพ่อตกงาน ทำให้ครอบครัวลำบากขึ้นอีก โททอก้าพี่ชายอายุ 9 ปี บอกกับเซเซ่ว่า

"นายน่ะอยากรู้ไปเสียทุกอย่าง แต่ไม่สังเกตเห็นหรอกว่า บ้านเราเป็นยังไงมั่ง พ่อไม่มีงานทำตั้งหกเดือนมาแล้ว พ่อเถียงกับคุณสก๊อตฟิลด์แล้วก็ถูกไล่ออก นายไม่สังเกตหรือว่า ลาลาต้องออกไปทำงานที่โรงงาน นายไม่รู้หรือว่าแม่ต้องไปทำงานในเมืองที่โรงงานของคนอังกฤษ เอาละนายซึ้งแล้วใช่ไหม ทั้งหมดนั่นก็เพื่อจะเก็บเงินไว้จ่ายค่าเช่าบ้านหลังใหม่นี่แหละ พ่อเป็นหนี้ค่าเช่าบ้านหลังเก่านั่นมาตั้งแปดเดือนแล้ว นายยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้เรื่องเศร้าๆพวกนี้ ฉันเองก็จะต้องไปทำงานรับจ้างที่แมสมาช่วยทางบ้าน"

เรื่องเศร้าๆพวกนี้...ที่โททอก้าคิดว่าเซเซ่เด็กเกินไปที่จะเข้าใจ เปล่าเลย เซเซ่เข้าใจเรื่องเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เขาเห็นมากกว่าที่คนอื่นๆเห็น เก็บมาคิด อยากรู้อยากเห็น แสดงออกด้วยความซุกซนเหลือร้าย

ความยากจนที่น่าเศร้า โลกนี้ก็ช่างประหลาด คนมีเงินหลายคนก็มีมากเหลือล้น แต่คนจนที่ยังจนเหลือแสนก็ยังมีมากกว่า ความยากจนอาจทำให้หลายคนรู้คุณค่าของเงิน นั้นเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะความยากแค้นมักจะบดบังความงดงามของชีวิตจนมิดชิด ให้เห็นแต่ความขื่นใจ เซเซ่อายุ 5 ขวบ อ่านหนังสือออกโดยไม่มีใครสอน เขาเป็นเด็กช่างถามช่างสงสัยในทุกสิ่ง แต่เซเซ่ก็ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาตามประสาเด็ก และจินตนาการที่เขามีอยู่เหลือเฟือพอจะช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจอ่อนไหวไว้ให้สุขใจ

เพื่อนในจินตนาการทำให้เขาเล่นสนุกเพลิดเพลินได้ สวนสัตว์หลังบ้านที่เขาพาพระราชาหลุยส์น้องชายไปท่องเที่ยวอยู่เสมอๆ

และที่บ้านใหม่ เซเซ่มีมังกินโย หรือซูรูรูก้า หรือต้นส้ม เป็นเพื่อนรักในจินตนาการไว้เล่นสนุก ไว้คุยเปิดใจปรับทุกข์เล่าเรื่องทุกเรื่องราว เด็กน้อยน่าสงสารคนนี้คิดอยู่เสมอว่าเขาเป็นคนเลว และเป็นเด็กโชคร้ายในหมู่พี่ๆ น้องๆ อะไรก็ตามที่เหลือจากคนอื่นเลือกแล้ว ของเหลือเลือกนั้นจึงจะเป็นของเซเซ่

"ผมรู้สึกตัวว่าช่างโชคร้ายเสียนี่กระไร ผมจำขวดเหล้าที่มีรูปเทวดาสก๊อตได้ ลาลาพูดว่าเธอเป็นเทวดาองค์นี้ แล้วกลอเรียก็จองที่องค์หนึ่ง โททอก้าก็ได้องค์หนึ่งเหมือนกัน แล้วผมน่ะหรือฮะ ผมก็ได้แต่ที่มีหัวเล็กๆอยู่ด้านหลังขวด ปีกก็แทบจะไม่มี เทวดาสก๊อตองค์ที่ 4 แทบจะไม่ได้เป็นเทวดาทั้งองค์ด้วยซ้ำ

ผมต้องได้อะไรทีหลังทุกทีซิน่า ถ้าผมโตขึ้นคงจะได้เห็นดีกันมั่ง ผมจะซื้อป่าอะเมซอน และเป็นเจ้าของต้นไม้ทุกต้นที่อยู่ใต้ท้องฟ้านี้ แล้วจะไม่มีใครได้เป็นเจ้าของเลยซักกิ่งเดียว"

"เจ้าปีศาจน่ะฮะที่มันกระตุ้นให้ผมทำ...แล้ว...แล้ว...ผมก็ทำฮะ อาทิตย์นี้ผมเผารั้วของ แนกา ยูเจเนีย ผมเรียกคุณนายคอร์เดเลียว่ายายเป็ดอ้วน แล้วเธอก็โมโหใหญ่ ผมเตะลูกบอลที่ทำด้วยผ้า กระเด็นเข้าไปในหน้าต่างถูกกระจกเงาอันใหญ่ของคุณนายนาร์ซิซาแตก ผมเอาหนังสติ๊กยิงหลอดไฟแตกไปสามดวง ผมเอาหินโขกหัวลูกชายคุณอาเบล"

เด็กช่างคิดไม่มีใครมีเวลาดูแลจริงจัง เพราะคนในครอบครัวต้องทำงานเลี้ยงชีพ ความคิดย้ำที่บอกว่าตัวเองเป็นเด็กเลวนี่เอง เซเซ่จึงแกล้งใครๆทุกวี่วัน จึงถูกตีถูกกักบริเวณวันแล้ววันเล่า สมญานามความซนของเซเซ่มีหลายชื่อ เช่น 'ลูกชายจอมแก่นของคุณเปาโล' 'เด็กระยำของคุณเปาโล' 'ลูกของคุณเปาโลคนนั้น' แม้เซเซ่เองก็รู้ว่าในตัวเขานั้นมีปีศาจร้ายคอยยุยงให้เขาทำเรื่องร้ายๆ

อ่านไปๆน้ำตาก็ยิ่งไหลพราก ความคิดคำพูดคำจาของเซเซ่ ทำให้อารมณ์คนอ่านสั่นสะเทือนคล้ายหัวใจปริร้าว หนังสือเล่มนี้จำเป็นต้องอ่าน เพราะจะสามารถซึมรับอารมณ์จากถ้อยคำจากเรื่องราว หลายฉาก หลายตอน แล้วหยาดน้ำตาก็ร่วงพรูอย่างเลี่ยงไม่ได้เลย ถ้าใครรู้สึกว่าชีวิตมีความสุขหรือเรียบนิ่งจนน่าเบื่อหน่าย ต้นส้มแสนรัก จะทำให้ความรู้สึกของการเป็นมนุษย์เทไหลออกมาจากความสงสารเห็นใจเด็กน้อยเซเซ่

"ผมจ้องมองลุงเอ็ดมันโด แล้วให้รู้สึกสงสารในใจ นกตัวเล็กๆในตัวบอกผม...ลุงเอ็ดมันโดหย่ากับเมียและมีลูกติด 5 คน แกต้องอยู่คนเดียว แล้วก็เดินช้า-ช้า ใครจะรู้ แกอาจจะเดินช้าเพราะคิดถึงลูกก็ได้ ลูกๆของลุงไม่เคยมาหาลุงเลย"

"สิ่งที่เศร้าหมองที่สุด คือเสียงระฆังที่กังวานจากโบสถ์ในตอนกลางคืน พลุที่กระจายขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อแสดงให้พระเจ้าเห็นถึงความสนุกสนานของคนอื่นๆ"

"อย่าร้องไห้เลยลูก ยังมีเรื่องต้องเสียน้ำตาอีกมากในชีวิตข้างหน้าของลูก"

"ผมรับทุกวันไม่ได้หรอกฮะ" "ทำไมละ" "เพราะยังมีเด็กจนๆคนอื่นที่ไม่มีอาหารกลางวันมาโรงเรียน

"ครูเอาให้เขาแทนผมบางครั้งบ้างก็ได้นี่ฮะ แม่เขารับจ้างซักผ้า แล้วก็มีลูกตั้ง 11 คน ยังเล็กๆทั้งนั้น ทุกวันเสาร์ย่าผมให้ถั่วกับข้าวไปช่วย แล้วผมก็แบ่งครูลเลอร์ของผมให้เพราะแม่สอนไว้ว่า เราจะต้องแบ่งให้คนที่จนกว่าเรา"

"อ้อ มังกินโยเขาแผ่กิ่งก้านมากแล้วนะ อีกไม่นานก็คง 'แก่แดดแก่ลม' อย่างที่ลุงเอ็ดมันโดบอกว่าผมเป็นอย่างนั้น เขาอธิบายความหมายให้ผมฟังภายหลังว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนสิ่งอื่นๆจะเกิดขึ้นเป็นเวลานาน เท่าที่เขาอธิบายผมว่าเขาไม่รู้จะอธิบายยังไงถูก สิ่งที่เขาอยากจะพูดก็ง่ายนิดเดียว คืออะไรที่มันมาเร็วกว่าปกติเท่านั้นเอง"

เสน่ห์ของความงามในความทุกข์ที่จะยังพอเห็นได้ก็คือ ความเอื้อเฟื้อ และจิตใจที่ยังมีเมตตาปรานีต่อผู้อื่น รวมถึงความอ่อนโยนเห็นอกเห็นใจ เซเซ่แม้จะมีความทุกข์คล้ายจมลึก ก็ยังมีความเบิกบาน เพลินใจ ความสุขสดชื่นที่เป็นจริงที่สุดจากโปรตุก้า ชายสูงวัยชาวโปรตุเกส แม้ว่าครั้งแรกเซเซ่จะโกรธแค้นเพราะเขาถูกโปรตุก้าตีต่อหน้าคนอื่นๆจากการเล่นซน ไปเหาะโหนรถยนต์ของโปรตุก้า และพลาดจนตก

แต่โปรตุก้าคนที่เขาโกรธแค้นคนนี้ พาเซเซ่ไปหาหมอเมื่อเห็นเขาเดินเกาะกำแพงไปโรงเรียน เพราะเท้าถูกแก้วบาดเป็นแผลลึก ความดีของโปรตุก้าทำให้เซเซ่ใจอ่อน กระทั่งกลายเป็นเพื่อนรักและสัญญาว่าจะรักษาความลับของความสัมพันธ์นี้ไว้ ช่วงไม่กี่เดือนที่ทั้งสองคนเป็นเพื่อนรักเซเซ่มีความสุขและอบอุ่นมาก ช่วงนี้เช่นกันเซเซ่ถูกพี่สาวพี่ชาย และพ่อตีซ้ำๆติดๆกัน เป็นเพราะพ่อทุกข์ใจจากการตกงาน และความหงุดหงิดเข้าใจผิดของพี่สาวพี่ชาย และฉากนี้ก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ทำให้หัวใจคนอ่านร้าวราน

"เสียงเข็มขัดดังเขวี้ยวขว้าวมาปะทะตลอดตัวผม เจ็บเหลือเกิน เหมือนมีนิ้วสักพันนิ้วมาขย้ำตลอดตัวผม ผมล้มลง งอตัวอยู่ที่มุมห้อง ผมแน่ใจแล้วว่าเขากำลังจะฆ่าผมจริงๆ แล้วผมก็ได้ยินเสียงกลอเรียมาช่วย กลอเรียเป็นอีกคนเดียวที่ขาวเหมือนผม กลอเรียที่ไม่มีใครกล้าว่ากล่าว เธอคว้ามือพ่อไว้ให้หยุดตี"

"เพราะผมยังสลัดความเจ็บปวดในส่วนลึกออกไปไม่ได้ เหมือนกับสัตว์เล็กๆที่ถูกตีทารุณโดยไม่รู้สาเหตุ...

"กลอเรียถามถึงโลกในฝันของผม

"ไม่อยู่แล้ว มันจากไปไกล นั่นเป็นความจริงเกี่ยวกับเฟรด ทอมสันและเพื่อนคนอื่นๆ แต่เธอก็ไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นในตัวผม ที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้ว ผมจะเปลี่ยนฉากใหม่ ไม่มีฉากโคบาลหรืออินเดียนแดง หรืออะไรๆอีกต่อไป ตั้งแต่นี้ผมจะคอยดูแต่ฉาก 'รัก' อย่างที่ผู้ใหญ่เขาเรียกกัน"

"ผมสะอึกสะอื้นอยู่นาน ไม่เป็นไรผมจะฆ่าเขา"

"อะไรกันเด็กน้อย...จะฆ่าพ่อของตัวเองอย่างนั้นหรือ"

"ผมจะฆ่า ผมเริ่มไปแล้วด้วยซ้ำ ฆ่านี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเอาปืนของบัค โจนส์มายิงโป้งนะ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมฆ่าอยู่ในใจ เพียงแต่ผมเลิกรักเขาแล้ว วันหนึ่งเขาก็จะตาย"

ฉันไม่เคยเห็นว่าหนังสือเล่มใดจะทำให้โศกลึกได้เท่าต้นส้มแสนรักนี้ เป็นเรื่องของวัยเยาว์บริสุทธิ์ช่างคิดอ่อนไหว เด็กเปรียบดังผ้าขาว และบอบบางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะฉลาดเฉลียวเพียงใด ทุกข์ยากอย่างไร เด็กก็ยังเป็นเด็กที่งดงาม เด็กๆคือบทเพลงสดใส หากผู้ใหญ่เลี้ยงดูเอาใจใส่ดีพอ เซเซ่เด็กน้อยฉลาดลึก ในต้นส้มแสนรัก แม้จะได้พบและรื่นรมย์กับโปรตุก้าแสนดี...ก็เพียงชั่วเวลาหนึ่ง ไม่นานหลัง จากที่เซเซ่ขอเป็นลูกชายโปรตุก้าตอบรับอย่างยินดีและเมตตา ต้นส้มจะถูกโค่นเพราะถนนตัดผ่าน

เหตุการณ์เลวร้าย ความสิ้นหวังก็โถมทับเซเซ่ เมื่อรถไฟพุ่งชนรถยนต์ที่โปรตุก้าขับ ความสัมพันธ์ลับที่คนในครอบครัวไม่รู้นี้ ยิ่งทำให้เซเซ่ทุกข์เหลือแสน เพราะไม่สามารถบอกเล่าให้ใครฟังได้ ว่า "พ่อ" ของเขาได้ตายจากไปแล้ว

"หัวใจผมเจ็บปวดมากกว่าความรู้สึกเจ็บปวดในท้องเสียอีก ผมวิ่งไปตามถนนคาซินยาสอย่างไม่หยุด ผมไปถึงร้านขายขนมแล้วกวาดตาดูรถ ดูว่าเจโรนิโมโกหกหรือเปล่า แต่รถของเราไม่ได้อยู่ที่นั่น

"ตลอดสามวันสามคืน ผมไม่ต้องการอะไรเลย ผมเป็นไข้อย่างหนัก และจะอาเจียนทุกครั้งที่เขาพยายามจะเอาอะไรมาให้ผมกินหรือดื่ม ผมผอมลง ผอมลง ได้แต่จ้องมองฝาผนัง ไม่กระดุกกระดิกเป็นชั่วโมงๆ ผมได้ยินเขาพูดอยู่รอบๆตัวผม ผมเข้าใจทุกอย่าง แต่ผมไม่อยากจะตอบ ผมไม่อยากจะพูด ผมคิดแต่เรื่องไปสวรรค์"

"ผมรู้แน่แล้วว่า ความเจ็บปวดมันคืออะไร ความเจ็บปวดไม่ใช่การถูกตีจนสลบ ไม่ใช่โดนเศษแก้วบาดเท้า หรือโดนเย็บแผลที่ร้านหมอ ความเจ็บปวดนั้นคือการเจ็บที่หัวใจทั้งหมด เพราะเขาต้องตายโดยไม่สามารถเล่าความลับให้ใครฟังได้"

"มันยากที่จะเริ่มทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอีก โดยไม่มีความเชื่อเหลืออยู่อีกแล้ว"

แม้ว่าบทสุดท้ายในเรื่องจะยังพอเหลือที่ว่างให้น้ำตาแห่งความปีติ พ่อของเซเซ่ได้งานทำเป็นผู้จัดการโรงงาน ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นยังเป็นท้องฟ้าแห่งความโศกเศร้าสิ้นหวังของเด็กชายตัวน้อย

ฉันได้แต่ภาวนาว่า อำนาจของเวลาจะเป็นสะพานทอดพาเซเซ่และหัวใจของเด็กๆทุกดวงค่อยๆก้าวออกจากภูเขาสูงของความทุกข์ในวัยเยาว์ แม้จะไม่สามารถก้าวข้ามแม้ตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยก็ได้ทิ้ง ทุกข์ นั้นไว้เบื้องหลัง ให้ห่างออกไปจากคืนวันปัจจุบัน

ขอบคุณ โจเซ่ วาสคอนเซลอส และความฉลาดล้ำที่ขีดวาดดอกไม้ความโศกเศร้า ทิ้งโค้งงามในใจผู้อ่านให้ตระหนักถึงความรัก การดำรงอยู่ของมนุษย์ต้องใช้ความรักเลี้ยงดู ความรักอ่อนหวานจากมนุษย์

สู่มนุษย์ สามารถแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างได้ ทั้งยังเป็นแรงผลักให้มนุษย์แกร่งขึ้น สมบูรณ์ขึ้น