โลกภูเขา นาเลา ระเบียงดาว

ชีวิตกับการเดินทาง

 

(ตอนจบ)

แน่ละ การเดินทางโดยไม่มีจุดหมายเช่นนี้ กลับกลายเป็นอีกห้วงเวลาสำคัญในชีวิตเขา เมื่อได้มาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวบ้านชนเผ่าลีซูเป็นครั้งแรก

"พอไปถึงหมู่บ้านแล้วทำอย่างไร ที่จู่ๆ ชีวิตคนกรุงก็มาโผล่บนดอยแบบนี้" ผมถามพี่นิคม

เขาบอกว่า หลังจากที่เดินตามหลังแม่เฒ่าลีซูเข้าไปยังหมู่บ้าน แม่เฒ่าก็ไปบอกให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งหันมาถามเขาว่าจะไปไหน

"ตอนนั้น ตอนนั้นผมดีใจมากที่มีคนพูดภาษาไทยได้ เด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่า เขาพูดภาษาไทยได้คนเดียวในหมู่บ้าน เพราะเคยตามพระธุดงค์ไปถึงอ่างทอง ผมก็บอกว่า งั้นพาไปเที่ยวหน่อย เดี๋ยวให้ตังค์ซื้อขนม เด็กชายคนนั้นก็พาผมไปดูชาวเขาเขาทำไร่ข้าวบนเนินเขาใกล้ ๆ หมู่บ้าน"

พอไปถึงไร่ข้าว เขามองเห็นชาวบ้านกำลังสาละวนกันเกี่ยวข้าวในไร่ ส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาวเผ่าลีซู กำลังก้มหน้าก้มตากันทำงาน เมื่อไปถึง ทุกคนต่างหันมามองเขาด้วยสีหน้าฉงน แปลกใจ

"คือเมื่อก่อนมันไม่ค่อยมีใครขึ้นมาบนดอยไง พอคนในเมืองขึ้นมา ยิ่งเป็นคนไทยมาจากกรุงเทพฯ ต่างก็หยุดหันมาให้ความสนใจกันหมด" เขาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

ใกล้ค่ำ ตะวันลับทิวไม้ เขาเริ่มฉุกขึ้นได้ว่าต้องหาที่พักให้ได้ก่อนมืด จึงตัดสินให้เด็กหนุ่มคนนั้นพาไปบ้านพ่อหลวง หรือผู้นำชุมชนลีซู เพื่อหาที่หลับนอน

"พอไปถึงผมเจอพ่อหลวงนอนฟังวิทยุอยู่อย่างมีความสุขในกระต๊อบ ซึ่งตอนนั้นทั้งหมู่บ้านมีวิทยุเครื่องนี้เครื่องเดียว ผมก็ยกมือไหว้พ่อหลวง บอกว่าผมมาจากกรุงเทพฯ จะขอค้างคืนได้มั้ย พ่อหลวงบอกว่า จะค้างกี่คืนก็เอาเถอะ แล้วก็จัดที่นอนให้ ตอนเย็นก็ทานข้าวกับเขา ผมก็ถามพ่อหลวงว่า กินเหล้ากันมั้ย ผมชอบดื่มเหล้า แกก็ว่าเอาสิแต่แกไม่มีเงินนะ ผมถามว่าเหล้าพื้นบ้านขวดเท่าไร แกบอกขวดละสิบหกบาท ผมเลยให้ซื้อมาสองขวดเลย ก็ซื้อมานั่งดื่มนั่งพูดคุยถึงเรื่องวิถีความเป็นอยู่ของชนเผ่าลีซู เพราะผมไม่รู้ว่าจารีตประเพณีของเขาเป็นอย่างไรบ้าง" เขาบอกเล่าจนเห็นภาพค่ำคืนแรกบนภูเขา

และที่น่าสนใจก็คือ ชีวิตเขาได้พบรักครั้งใหม่ในชุมชนบนดอยแห่งนี้

"แล้วไปรู้จักกับอาเลมะคนนี้ได้ยังไง" ผมเอ่ยถามถึงการพบรักกับอาเลมะ ภรรยาของเขา

เขาบอกเล่าให้ฟังว่า ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น อากาศนั้นหนาวเหน็บหนาว พ่อหลวงก็ก่อไฟผิงไฟกันในกระต๊อบ สาวๆ ลีซู พอรู้ว่ามีหนุ่มกรุงเทพฯ มาก็แวะเวียนเข้ามาดูกัน

"ผมต้องวางตัวนิ่ง ๆ นั่งผิงไฟ อาเลมะ ก็มา เธอเด่นที่สุด น่ารักกว่าใครเพื่อน ว่ากันว่า เธอเคยประกวดธิดาดอยด้วย ผมเห็นเธอแล้วก็ชอบทันที และคิดว่า อยากจะลดอายุลงสักยี่สิบปีให้เหลือสักยี่สิบสี่จะได้จีบเธอ" เขาบอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

นั่นเป็นการเริ่มต้น เมื่อผมสื่อสัมพันธ์แรกด้วยการขอซื้อกำไลข้อมือเอาไว้เป็นที่ระลึก ก่อนกลับลงไปกรุงเทพ พร้อมกับความฝันนึกถึงหญิงสาวลีซูคนนี้ตลอดเวลา

กระทั่ง เขามีโอกาสขึ้นไปเยือนชุมชนบนดอยอีกครั้ง โดยได้ชักชวนเพื่อนร่วมงานไปทอดผ้าป่าให้กับสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่เมืองคอง เชียงดาว

"ผมไปบอกที่ทำงานว่าจะทอดผ้าป่านะ เจอวัดที่อยากทำบุญ เพื่อนฝูงก็บอกเอาเลยๆ มาช่วยกันใหญ่ ผมก็บอกภายในเดือนนี้จะไปแล้วนะ ผมรีบจัดการเลย ประธานเอามาพันนึง รองประธานห้าร้อย กรรมการคนละร้อย รวบรวมปัจจัยมาได้ประมาณสามหมื่นกว่าบาท เหมารถตู้กันมา ใครจะมาด้วยก็เก็บอีกคนละห้าร้อย นั่งรถตู้มากันเต็มเลยมาถวายผ้าป่า ตอนนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ"

เขาบอกว่า การกลับมาครั้งนี้ นอกจากได้บุญแล้ว อยากได้ความรักด้วย เมื่อเขาหาโอกาสมาเที่ยวชุมชนฟ้าสวยอีกครั้งหนึ่ง

ในกองไฟค่ำคืนนั้น มีวงเต้นรำประจำเผ่า หนุ่มสาวกำลังจับมือกันเต้นรำ และแน่นอน อาเลมะ หญิงสาวคนนั้น ก็มาเต้นรำด้วย

"ผมถามพ่อหลวงว่า ผมเข้าไปจับมือหญิงสาวเต้นรำได้ด้วยหรือเปล่า พ่อหลวงบอกว่าได้ เพราะถ้าเป็นเทศกาลปีใหม่หรือการเต้นรำ หนุ่มสาวสามารถจับมือเต้นรำกันได้"

เขาจึงมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับอาเลมะ ได้พูดคุยกันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง

"ตอนนั้นผมก็คิดอยู่ในใจมาตลอดว่า อยากขอเธอแต่งงาน แต่ไม่รู้จะทำยังไง เลยไปปรึกษากับเด็กหนุ่มลีซูคนที่พาไปเที่ยวครั้งก่อนว่า ผมชอบอาเลมะ อยากมาขอจะทำไง เด็กก็บอกว่า พี่ต้องดูว่า เธอไปไหนคนเดียวเมื่อไร ให้ตามเธอไป อย่าให้พ่อหรือพี่ชายเธอรู้ เพราะจะผิดผีผิดประเพณี แล้วก็ลองให้เงินเธอ ถ้าเธอรับแสดงว่าเธอชอบพี่ ถ้าเธอไม่รับ ก็หมายความเธอไม่ชอบเรา คือเหมือนกับการหมั้นหรือลองใจกันดูก่อน"

เช้าวันหนึ่ง อาเลมะ กำลังเดินทางไปไร่ เด็กชายคนนั้นก็ปีนต้นไม้ขึ้นไปบนกิ่งไม้ ยอดไม้ ส่ายตามองไปยังไร่ของอาเลมะ

"เห็นแล้วๆ อยู่คนเดียวด้วย" เด็กหนุ่มลีซูหันมาตะโกนบอกเขา

เด็กหนุ่มคนนั้นก็พาเขาเดินไปในไร่ พอไปถึง เขาก็เดินเข้าไปคุยกับเธอซื่อๆ ตรงๆ

"ผมบอกตรงๆ ว่า อาเลมะเราชอบเธอนะ เรารักเธอ อยากจะแต่งงานกับเธอ อยากพาเธอไปอยู่กรุงเทพฯ ตกลงมั้ย เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกว่า ตกลง... ผมก็บอกว่า เราจะให้สตางค์เธอนะ ก็ให้ไปพันบาท เธอก็รับไปเก็บไว้ ผมก็เดินกลับออกมา"

เด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่า ถ้าเธอรับเงิน ก็หมายความว่าเธอตัดสินใจเป็นแฟนกับเขาแล้ว ไม่ต้องห่วง วิตกกังวล มาได้เลย คือประเพณีของเผ่าลีซู เวลาเลือกคู่จะต้องไม่ให้พ่อแม่รู้ แล้วค่อยมาขอขมา มาสู่ขอ แต่งงานทีหลัง หลังจากนั้น ไม่นานเขาก็เข้าสู่พิธีการแต่งงานแบบชนเผ่าลีซู

"ครอบครัวของเธอขอเงินค่าสินสอดสองหมื่นบาท หมูหนึ่งตัว เหล้าสิบหกขวด เสร็จแล้วเขาก็เอาหมอผีมาทำพิธี สวด ดื่มเหล้าตามประเพณี แล้วก็เอาเงินค่าสินสอดมานับวางเรียงในกระด้ง ก็เป็นเสร็จพิธี" เขาบอกเล่าให้ฟัง แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่าย เพราะกว่าเขาจะได้แต่งงานกับอาเลมะ ได้ต้องผ่านความระแวงสงสัยจากครอบครัวพี่น้องชนเผ่า และเขาต้องแสดงความรัก ความจริงใจให้ทุกคนได้เห็นเสียก่อน เมื่อเขาบอกทุกคนว่าตัดสินใจจะพาอาเลมะลงไปอยู่ที่กรุงเทพฯ

"ใช่ ก่อนจะพาอาเลมะลงไป พ่อเธอก็เป็นห่วง กลัวเราจะเอาลูกสาวเขาไปขาย ก็ขอให้ผมไปแจ้งความเอาไว้ เพราะช่วงนั้นกระแสข่าวหลอกพาหญิงชาวเขาลงไปขายกันบ่อยมาก เราก็บอกว่าได้ ก็พามาที่โรงพักเชียงดาว ผมขึ้นไปแจ้งร้อยเวรว่าผมแต่งงานกับลูกสาวเขา แล้วเขากลัวผมจะเอาลูกสาวเขาไปขาย ร้อยเวรช่วยลงบันทึกประจำวันไว้ได้มั้ย ร้อยเวรถามผมว่า เธอมีบัตรประจำประชาชนมั้ย ก็บอกมี เขาบอกมีบัตรแล้วจะไปไหนก็ไปเถอะ อย่ามายุ่งยากเลย เพราะผมไม่รู้หรอกคุณจะเอาไปไหน ผมไม่ลงบันทึกให้ ผมก็เลยเดินออกมา พอพ่อเขาถามว่า เรียบร้อยมั้ย ผมก็บอกเรียบร้อยแล้ว" เขาบอกเล่าพร้อมสีหน้ายิ้มแย้ม

เขาบอกว่า พาอาเลมะลงไปอยู่กรุงเทพฯได้ราวสามปี ทั้งสองเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าเมืองกรุงอาจไม่เหมาะสำหรับพวกเขา จึงพากันกลับดอย

"ผมรู้สึกเบื่องานที่ทำซ้ำๆ ซากๆ เบื่อวงจรชีวิตเก่าๆ ก็เลยตัดสินใจพาอาเลมะ กลับมาใช้ชีวิตบนดอย กลับมาตอนแรกถือว่าหนักมาก เพราะผมทำงานในไร่ก็ไม่เป็น แต่ก็ลองทำดู ปลูกข้าว แต่รู้สึกว่าได้ผลผลิตไม่คุ้มค่ากับค่าเหนื่อย เท่ากับเราซื้อข้าวกิน ก็หยุด หันมาเปิดร้านขายของชำอยู่ได้พักนึง ก็หยุดอีก เพราะบนดอยเงินทองมันหายาก จนกระทั่งผมพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านนาเลาใหม่" พี่นิคม บอกกับผม จนกระทั่งกลายเป็นเจ้าของ 'ระเบียงดาว โฮมสเตย์'

เขาบอกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำโฮมสเตย์อะไรแบบนี้หรอก คือต้องการมีบ้านอยู่ในสถานที่สงบๆ ไม่ต้องวุ่นวายอะไร

"พอดีพื้นที่ตรงนี้ บรรยากาศมันให้ มีฉากหลังของดอยหลวงเชียงดาวให้เห็นเด่นชัดที่สุด ก็เลยทำกระต๊อบขึ้นมาไว้พักผ่อนเล่นๆ หลังจากนั้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวมาเจอ ก็ขอนอนพักค้างคืนกัน ก็ติดอกติดใจกัน เพราะสถานที่ที่นี่เงียบสงบ ราคาที่พักก็ไม่แพง คิดเพียงหัวละร้อยบาท โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว นักท่องเที่ยวจะชอบมาพักกัน ก่อกองไฟ นั่งดูดาว หรือบางทีก็มีชาวบ้านมาเต้นรำประจำเผ่าให้ดูกัน" เขาบอกเล่าถึงที่มาของระเบียงดาว ไม่รู้สิ ทุกครั้งที่ผมหมกมุ่นทำงานอย่างหนัก จนสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก กระท่อมระเบียงดาว ถือเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมมักเลือกหลบมาผ่อนคลายอยู่บ่อยครั้ง

ล่าสุดตอนนี้ กระท่อมระเบียงดาว เริ่มเข้ารูปเข้ารอย กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว เขาทำกระท่อมไม้ไผ่เพิ่มเติมอีกสามหลัง ปรับปรุงสวนหย่อมเล็กๆ ริมระเบียงไม้ไผ่ แมงมุมชักใยเกาะนิ่งสะท้อนแดดวับวาวอยู่ใกล้ๆ รอบๆ นั้นมีต้นจันทน์ผาสูงใหญ่และมีก้อนหินซุกในซอกกิ่งไม้แห้ง ผมบอกกับเพื่อนร่วมทางว่า จริงๆ แล้ว ธรรมชาตินั้นได้จัดสรรจัดวางไว้ให้เราอย่างลงตัวแล้ว อยู่ตรงนี้ เราไม่ต้องทำอะไร เพียงแต่ให้ชีวิตอยู่นิ่งๆ นั่งมองเงียบๆ ฟังเสียงลมเลาะยอดสนแว่วมาไกลๆ กลางคืนเดือนมืด เดินไปเปิดดวงไฟเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกระท่อม ขณะนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ขับมอเตอร์ไซค์มาจากเมือง เลือกนั่งนอกระเบียง จ้องมองดาวเด่นระยิบระยับกลางเวิ้งฟ้ายามค่ำคืน ความเงียบมักเป็นเพื่อนกับความงาม

พอเช้าตรู่ หมอกขาวก็ลอยมาคลอเคลียยอดภูอยู่เบื้องหน้าอย่างนุ่มนวล ไม่นานแดดเดินทางไกล สาดแสงละมุนทาบทาทิวไม้บนยอดเขาและระเบียงซุ้มหน้ากระท่อม

เรานั่งจิบกาแฟและทานอาหารเช้าที่เขาและภรรยาจัดเตรียมไว้ให้ เป็นอาหารของความง่าย หากอร่อยจนหลายคนติดใจ นั่นคือ ข้าวต้มร้อนๆ ไข่เจียว และอาหารที่ขาดไม่ได้ก็คือ น้ำพริกลีซูนรกแตก ที่เขาและภรรยาได้ปรุงขึ้นมาให้กับนักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองจนติดใจ

เขาเล่าที่มาที่ไปของน้ำพริกลีซูนรกแตกให้ผมฟังอย่างคนอารมณ์ดีว่า จริงๆ แล้วไม่ได้ตั้งใจคิดค้นสูตรอะไรหรอก แต่มันเริ่มจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเขาบ่นอยากกินน้ำพริก เขากับภรรยาจึงคว้าเครื่องปรุงที่อยู่ในครัวมาทำอย่างรีบๆ หยิบพริกแห้ง เกลือ กระเทียม ฯลฯ ลงในครก ตำๆ จนดังลั่นดอย เอากระทะตั้งไฟ เทน้ำมันพืชลงไป ก่อนนำเครื่องปรุงทั้งหมดลงคั่วเจียวจนเหลืองและหอมกรุ่นแล้วจึงตักใส่ถ้วยแบ่งแจกจ่ายให้กับนักเดินทาง

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้กินร่วมกับข้าวต้มร้อนๆ ทว่าหลายคนติดใจในรสชาติ ถึงขั้นสั่งซื้อเป็นหลายร้อยกระปุกไปเป็นของฝาก จนผลิตไม่ทันแล้ว

"มาถึงตรงนี้แล้ว พอใจกับชีวิตหรือยัง" ผมเอ่ยถามเขา

"ผมรู้สึกพอใจนะ พอใจกับการมีชีวิตอยู่กับความเรียบง่ายอย่างนี้ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย อยู่แบบพอเพียง ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก" เขาบอกอย่างนั้น

และนั่นทำให้ผมมองเห็นว่า บางครั้งเรื่องราวบางสิ่งที่เราพบเจอโดยบังเอิญ ไม่ตั้งใจนั้น ก็ทำให้เราพบเจอบางอย่าง พอเหมาะพอดี ให้กับชีวิตคนเราได้

เหมือนกับโลกภูเขา นาเลา ระเบียงดาว แห่งนี้