สวนผักเดลิเวอรี่...ปันน้ำใจแลกผัก

เกษตรพอเพียง

"แลกเปลี่ยน" และ "แบ่งปัน" อาจเป็นคำที่คนสมัยนี้ไม่คุ้นเคยนัก เพราะดูเหมือนว่าทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราล้วนต้องซื้อหามาด้วยเงินแทบทั้งสิ้น จนกลายเป็นว่าหากไม่มีเงินในกระเป๋าแล้วไซร้ ก็แทบจะมีชีวิตอยู่ไม่รอดเลยทีเดียว

หากมองย้อนกลับไปสู่วิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน ถึงไม่มีเงินก็อยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะสังคมไทยในอดีตเป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน เรา "แลกเปลี่ยน" และ "แบ่งปัน" กันได้ทั้งข้าวปลาอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ บ้านหนึ่งปลูกผัก บ้านหนึ่งเลี้ยงไก่ ผลผลิตที่ได้ก็เอามาแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนกัน ทำกับข้าวหม้อหนึ่ง ตักแจกเพื่อนบ้านรอบบ้าน ของใช้ที่ขาดเหลือขอหยิบขอยืมกันได้ บ้านใครจะปลูกข้าว ทำไร่ทำสวน ก็ได้แรงใจและแรงงานจากเพื่อนบ้านมาร่วมด้วยช่วยกันจนสำเร็จ...บรรยากาศเหล่านี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วโดยเฉพาะในสังคมเมืองทุกวันนี้

แต่เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับ ปริญญา กระจ่าง ผู้ริเริ่ม "โครงการผักติดล้อ" บริการเดลิเวอรี่ที่จะช่วย เนรมิตสวนผักให้ลูกค้าถึงบ้าน ก็ทำให้ภาพของสังคมเกษตรที่เคยหล่อหลอมวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตให้พึ่งพาตนเองได้ อยู่กันอย่างเรียบง่าย และอบอุ่นด้วยมิตรจิตมิตรใจ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน พลันปรากฎแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง...

 

ไหว้พระ-ปลูกผัก

คุณปริญญา หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า คุณปรินซ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมาว่า ปกติก็ชอบพาครอบครัวและมิตรสหาย เดินทางไปทำบุญ ไหว้พระเป็นประจำอยู่แล้ว และทุกทริปก็จะมีโปรแกรมแวะเยี่ยมเยียนบ้านพักคนชรา และบ้านพักผู้ด้อยโอกาส นำสิ่งของไปบริจาคบ้าง นำอาหารไปเลี้ยงบ้าง กระทั่งเมื่อมีโครงการสวนผักคนเมืองเกิดขึ้นเมื่อปี 53 คุณปรินซ์จึงเกิดความสนใจอยากที่จะปลูกผักและสนับสนุนให้คนหันมาบริโภคผักเพื่อสุขภาพมากขึ้น

"เรารวมกลุ่มที่ทำบุญด้วยกัน นำเสนอโครงการเพื่อขอทุนจากโครงการสวนผักคนเมือง ซึ่งเป็นของมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย เอามาทำโดยพ่วงกิจกรรมเดิมของเราที่เกี่ยวกับการทำบุญเข้าไปด้วย เมื่อได้ทุนมาแล้ว เริ่มแรก เราก็ไปอบรมตามศูนย์ของมูลนิธิฯ อย่างเช่น ของ อาจารย์ชูเกียรติ โกแมน ที่สุวรรณภูมิ ทำให้เราได้รู้วิธีเตรียมดิน เพาะต้นกล้า และทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งหลังจากอบรมแล้ว เราก็เอามาลองปลูกกันเองที่บ้านก่อน ที่ดาดฟ้าของโรงงานที่ผมทำงานอยู่ เดิมเถ้าแก่ปลูกไม้ประดับไว้ ตรงพื้นที่ว่างๆเราก็เอากะเพรา โหระพา มะระ ถั่วพู ข่า ไปปลูก บางส่วนก็ปลูกใส่กระถางบ้าง เป็นพวกผักกาดหอม ผักชี ต้นหอม ผักบุ้ง ฯลฯ พอเริ่มมีผลผลิตออกมา เวลาเราไปบ้านพักคนชรา เราก็เอาผักพวกนี้ไปทำอาหารให้คุณตาคุณยายกินกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นเมนูสุกี้ เราทำตรงนี้เพราะอยากให้คนเห็นว่า แทนที่เราจะไปกินอาหารพวกเนื้อสัตว์อย่างเดียว เราก็ค่อยๆแทรกเรื่องผัก เรื่องสุขภาพเข้าไปด้วย

นอกจากบ้านบางแค บ้านพักคนพิการ ที่เราจะไปบ่อยก็คือที่บ้านพักคนพิการสิริวัฒนา อยู่ที่ซอยบางปู 66 ที่นี่เป็นคนแก่ที่พิการด้วย เดิมก็มีคนไปทำแปลงผักให้ โดยกั้นเป็นคอกห่างๆกัน เพื่อจะให้คนพิการเอาวีลแชร์ลงไปได้ แต่มันก็ไม่ค่อยสะดวก เพราะแปลงผักอยู่ด้านหลัง เราเลยเอากระบะติดล้อตัวนี้ไปให้ มันสามารถนำไปวางบนพื้นปูนที่ด้านหน้า จะเข็นไปตรงไหนก็ได้ คุณตาคุณยายเห็นก็ชอบ เพราะว่ามันสะดวก ไม่ต้องลำบากคนอื่น เราก็เลยมีโครงการจะเอากระบะติดล้อนี้ไปให้คนที่สนใจอยากปลูกผัก"

 

พี่ "วีโก้" กับน้อง "โตดีจ้า"

จากทัวร์ทำบุญ คุณปรินซ์จึงร่วมกับเพื่อนๆในนามของกลุ่มฟางสวรรค์ ออกเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการปลูกผักสำหรับคนเมืองที่มีเนื้อที่จำกัดและไม่มีความรู้เรื่องการปลูกผักมาก่อน ผ่านโครงการ "ผักติดล้อ" ให้บริการปลูกผักเดลิเวอรี่ ส่งตรงถึงบ้าน

รถวีโก้สีขาว ด้านข้างติดป้าย "Vego Mobile Unit ผักติดล้อ ปลูกสุข ปั้นฝัน ถึงบ้านคุณ" ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้เคลื่อนที่ พากระบะปลูกผักติดล้อ "โตดีจ้า" พร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำสวน ต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว และทีมงานฟางสวรรค์ เดินทางไปเนรมิตสวนผักสวนแรกให้ถึงที่บ้านของสมาชิกและบุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องเกษตรในครัวเรือน

"เราไปทำให้ตามบ้านมาแล้ว 10 กว่าหลัง โดยเราจะโพสต์กิจกรรมไว้ในเฟซบุ๊ค ก็ทำให้มีคนสนใจ มาขอให้ไปทำให้ที่บ้านบ้าง บางคนก็เข้ามาทางเว็บไซต์ของ cityfarm ถ้าเราดูแล้วว่า เขาสนใจและอยากทำจริงๆ ก็จะจัดคิวและนัดวันเข้าไปทำให้ โดยครั้งแรก จะเน้นปลูกผักง่ายๆก่อน เช่น ผักบุ้ง กะเพรา โหระพา ที่ใช้ในครัวเรือน ส่วนที่ปลูกในกระบะติดล้อ จะเป็นผักที่เลื้อยได้ เช่น ถั่วฝักยาว แตงกวา และถ้าที่บ้านเขามีกระถางอยู่ เราก็ผสมดินและใช้ของที่เขามีอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีเราก็ซื้อกระถางไปให้ แล้วก็สอนให้เขาผสมดิน ซึ่งเราจะเน้นใช้ดินผสมใบก้ามปู เพราะดินถุงที่ซื้อโดยทั่วไปจะมีขี้เถ้า แกลบ มะพร้าวอยู่แล้ว แต่มีแร่ธาตุไม่เพียงพอ สิ่งที่อยากให้ซื้อเพิ่มก็คือ ขี้วัว เอามาผสมดิน สัดส่วนดินหนึ่งถุงกับขี้วัวหนึ่งถุง ผมจะเน้นใช้สองอย่างนี้ ดินถุงชนิดผสมใบก้ามปูกับขี้วัว คลุกเคล้ากัน โดยให้เจ้าของบ้านช่วยลงมือทำ แล้วเราก็ให้เขาหยอดเมล็ดลงปลูกในวันนั้นเลย ยกเว้นถั่วฝักยาว ก็ให้เอาเมล็ดแช่น้ำไว้ก่อน แล้วค่อยปลูกวันรุ่งขึ้น

ครั้งแรก เราจะให้เขาปลูกผักแปลงแรกให้ได้ก่อน เพราะส่วนมากแล้ว คนที่อยากให้เราไปปลูกให้ เขาจะไม่มีเรื่องของผักอยู่ในสมองมาก่อนเลย หลังจากปลูกเสร็จแล้ว ก็จะมีการตามผลกันโดยเอาไปโพสต์ลงใน
เฟซบุ๊ค ให้เราช่วยดูว่าผลผลิตของเขาเป็นอย่างไร มีปัญหาเรื่องอะไร เราก็จะช่วยแนะนำการดูแลให้เขา ซึ่งเท่าที่เคยไปทำมา อุปสรรคอยู่ที่ไม่มีเวลาดูแล เพราะผักต้องดูแลมาก ขาดน้ำสักหน่อยก็เหี่ยวเฉาแล้ว แต่ของผมที่ปลูกจะเน้นผักที่ไม่ต้องดูแลมาก เช่น เผือก มัน ตะไคร้ วอเตอร์เครส กะเพรา มะเขือ ถ้าเป็นคนที่ไม่มีเวลา ก็สังเกตดูว่าอะไรปลูกแล้วมันอยู่ทน บางทีเราก็จะไปหามันสาคูมาปลูกให้ สวยเหมือนไม้ประดับ แล้วกินอร่อยด้วย"

จุดเด่นของ "ผักติดล้อ" นี้ นอกจากจะเหมาะสำหรับพื้นที่จำกัดแล้ว ยังทำให้สามารถเลือกมุมที่จะวางผักได้ตามอัธยาศัยด้วย ผักส่วนใหญ่ต้องได้รับแสงแดดอย่างน้อยสักครึ่งวัน ตรงไหนมีแดดเราก็สามารถจะเลื่อนกระบะผักของเราตามไปได้ทุกที

สำหรับนักปลูกมือใหม่ คุณปรินซ์บอกว่า ปลูกครั้งแรกๆขอให้อดทน ให้เวลาดูแลสักหน่อย เพราะถึงตอนที่ผลผลิตออกมาเมื่อไหร่ รับรองว่าหายเหนื่อย หายท้อ และจะมีกำลังใจที่จะทำต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ

 

ปันน้ำใจ แลกผัก

ลงทุนหอบหิ้วทุกอย่างมาทำให้ถึงบ้านขนาดนี้ หลายคนคงคิดว่าราคาค่าบริการคงจะแพงโขสินะ แต่เปล่าเลยค่ะ คุณปรินซ์ยกทีมงานมาทำให้โดยไม่คิดค่าบริการเลยสักบาทเดียว มีข้อแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น...

"ขอให้บริจาคเป็นสิ่งของที่มีอยู่แล้ว อะไรก็ได้ เพราะเวลาผมออกหน่วยเคลื่อนที่ไปตามสถานสงเคราะห์ บ้านพักคนชรา บ้านพักฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะพยายามโพสต์บอกในเฟซบุ๊คว่า เราจะไปทำบุญกันที่ไหน ขอสิ่งของเครื่องใช้ที่มีอยู่ อาจจะเป็นของมือสอง หนังสือ เสื้อผ้า ของเล่น ชุดคลุมท้อง นมผง น้ำปลาสักขวดก็ได้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แต่ถ้าใครไม่มีก็บริจาคเงินมาก็ได้ เราก็รวบรวมไปซื้อให้"

นอกจากจัดหาไปให้ทุกอย่างแล้ว บางทียังมีอาหารกลางวันไปเลี้ยงเจ้าของบ้านอีกด้วย...

"ถ้ามีเวลาเราก็ไปทำอาหารที่บ้านเลย แต่ถ้าด่วนหน่อย โดยมากเราก็จะสั่งข้าวห่อของป้าจาย (ครัวดอกไม้) พร้อมขนมใส่กล่องไป หรือบางทีออกต่างจังหวัดที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เช่น ฉะเชิงเทรา เรามีเพื่อนอยู่ทางโน้น เขาก็ซื้ออาหารมาให้ เป็นการช่วยเหลือกัน เพราะถ้าเราทำเองทั้งหมดก็คงเกินงบแน่ๆ การได้คนอื่นมาช่วยจึงดีตรงที่ จะทำให้เรายังพอมีทุนเหลือในการซื้อวัสดุอุปกรณ์และเมล็ดพันธุ์ที่จะเอาไปทำให้แต่ละบ้านได้"

ภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คุณปรินซ์และกลุ่มฟางสวรรค์ยังคงเดินหน้าปฏิบัติไปพร้อมๆกับให้บริการสวนผักติดล้อ ก็คือการไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือสถานสงเคราะห์ต่างๆ

"ต้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมา เราก็ไปที่บ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง ผู้หญิงที่ท้องโดยไม่พร้อม ถูกข่มขืน ถูกทารุณ โดยมี อาจารย์ชูเกียรติ โกแมน ไปสร้างแปลงผักเป็นมินิฟาร์มให้ก่อน ซึ่งไม่ใช่แค่ปลูกฉาบฉวย แต่ทำเป็นมินิฟาร์มเลยทีเดียว คือมีทั้งแปลงผัก โรงเห็ด โรงเลี้ยงไก่ และสอนเด็กๆที่นั่นให้พึ่งพาตนเองได้ พออาจารย์ทำเสร็จเราก็จะเชิญชวนคนทั่วไปเข้าไปทำกิจกรรมเสริมเพื่อให้กำลังใจผู้หญิงและเด็กๆที่นั่น"

 

คุณค่าที่ยิ่งไปกว่าการปลูกผัก

"จริงๆเราตั้งใจว่าอยากมีกิจกรรมสักรายละ 3 ครั้ง ครั้งแรกก็เหมือนอนุบาล 1 คือปลูกออกมาให้ได้ แล้วต่อไปคุณมีปัญหาตรงไหน เราก็มาดูกันว่าเป็นเพราะอะไร พอครั้งที่สองก็จะเข้มข้นขึ้นหน่อย คือจะต้องรู้จักทำน้ำหมักชีวภาพ รู้จักกำจัดขยะในครัวเรือน โดยอาจจะห่างสักประมาณเดือนหนึ่ง ผักที่ปลูกในครั้งแรกเริ่มได้ผลผลิตพอดี จะได้มาดูกันว่า ผักที่ปลูกเดือนหนึ่ง สภาพเป็นอย่างไร ส่วนครั้งที่สามก็จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาอีกนิด เรื่องการทำอาหาร เรื่องโซล่าเซลล์ หรือการตั้งเป้าหมายชีวิต เพราะถ้าคนเราไม่มีเป้าหมายชีวิต การทำอะไรก็ไม่ต่อเนื่อง อย่างเช่น การปลูกผัก ต้องรู้ว่าปลูกไปทำไม ปลูกแล้วเราต้องนำมาทำอาหารได้ และผักที่เราปลูกมีประโยชน์อะไร อย่างเราเอาวอเตอร์เครสไปปลูก วอเตอร์เครสมีสารต้านมะเร็ง เราก็ต้องรู้ว่าจะเอาไปทำอะไรกิน วอเตอร์
เครสเอาไปทำเป็นผักสลัด ยำปลาทูน่า ใส่แกงจืด ใส่ส้มตำก็ได้ แล้วเราก็ดูว่าเขาสนใจเรื่องอะไร ส่วนครั้งที่สามก็อาจจะเป็นในส่วนที่เราจะไปทำบุญกัน มันจะเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งปัน ถ้าเราจะเอาไปทำบุญ เราต้องทำอาหาร เราก็จะแทรกเรื่องอาหารสุขภาพเข้าไปด้วย

เรื่องเป้าหมายชีวิตนี้ ผมอยากจะบอกว่า ถ้าคุณปลูกผักสำเร็จ คุณทำอะไรก็สำเร็จ อันนี้เป็นการตั้งเป้าหมายไว้ว่า ถ้าฉันจะปลูกผัก ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ มันจะมีปัญหาอะไรบ้าง นี่คือการแก้ปัญหาในชีวิต และการปลูกผักของเราไม่ได้ทำเพื่อตนเองอย่างเดียว ไม่ใช่ปลูกกินเฉพาะในครอบครัว คุณปลูกผักให้คนอื่น เพื่อเอาไปแบ่งปัน เพื่อเอาไปทำบุญได้ด้วย อย่างเช่น คุณปลูกฟักทอง ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นาน ผลผลิตที่ได้ถ้าเหลือก็สามารถเอาไปบริจาคให้บ้านผู้ด้อยโอกาสได้ ส่วนของเหลือใช้ คุณก็เอาไปบริจาค อย่าทิ้งให้มันเป็นขยะ รกรุงรัง พยายามหมุนเวียนเรื่องของเหลือใช้ จะได้เป็นการลดขยะไปในตัวด้วย"

"พอเพียง แบ่งปัน ยึดมั่นคุณธรรม" คือสโลแกนที่คุณปรินซ์ยึดถือในการใช้ชีวิต อีกทั้งยังได้ปลูกฝังให้ภรรยา (คุณหมู-ธิดาภรณ์) และลูกสาว (น้องมินท์) ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยเหลือ แบ่งปัน และทำประโยชน์สู่สังคม จนวันนี้ ทั้งคุณหมูและน้องมินท์ต่างก็เป็นเรี่ยวแรงสำคัญของโครงการ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่คุณปรินซ์อย่างเต็มตัว นับเป็นครอบครัวอุ่นรักที่ไม่ได้รักกันแค่ในครอบครัวเท่านั้น หากยังมีวิธีแบ่งปันความรักให้กับผู้อื่นในสังคมได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆค่ะ

ผู้อ่านท่านใด สนใจโครงการ "ผักติดล้อ" ของ คุณปริ๊นซ์-ปริญญา กระจ่าง ก็สามารถแวะเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=100001539160334 หรือที่เว็บไซต์ของโครงการสวนผักคนเมือง http://www.thaicityfarm.com หรือที่อี-เมล fangsawan999@hotmail.com