ก้าวย่างนัยรอยธรรม(ชาติ)...

ธรรมยาตรา

เมื่อหนุ่มสาวที่ผ่านการผจญภัยตามเส้นทางป่าภูหลงมาถึง "วัดภูตาดทอง" บางคนปลดเป้หลังก่อนทรุดกายลงนั่งพิงกระเป๋าใบย่อมที่หอบหิ้วกันมานับจากวันแรก บางคนยืนสงบนิ่ง เฝ้ามองไปยังถนนดินที่เพิ่งผ่านพ้น เด็กหญิง เด็กชาย วัยต้นมัธยมพากันยิ้มร่า เฮฮา มาแต่ไกลด้วยรู้ว่าได้มาถึงจุดหมายดังตั้งใจ...

จุดหมายอันเป็นจุดหมายเดียวกันเมื่อเริ่ม หากอุปสรรคที่ผ่านพบตลอดการเดินทางทำให้นักเดินเท้าเรียนรู้ว่า เมื่อถึงที่หมายปลายทางแล้ว จุดหมายที่แท้นัยใจเรานั้นเป็นเช่นไร...

หลังจากนักเดินเท้าทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ ใช้เวลาพักผ่อนตลอดทั้งช่วงบ่าย จนแสงแดดเริ่มอ่อนแรงและนั่นเป็นสัญญานให้เราต้องออกเดินเท้ากันอีกครั้ง ออกเดินเท้าเพื่อไปร่วมทำวัตรเย็นเป็นครั้งสุดท้าย...

ทางเดินเล็กๆนำเราสู่เชิงตะกอนของวัดภูตาดทอง ก่อนเส้นทางจะมุ่งผ่านป่าเต็งรังอันสมบูรณ์ สีเขียวสดจากทุ่งหญ้าแทรกแซมระหว่างลำต้นสีทึมทรงแปลกตาของต้นเต็ง ต้นรัง ที่เหยียดยื่นสู่เบื้องบน ตัดกับสีสันของฟ้าในยามเปลี่ยนผ่านจากวันสู่คืน ความงามของธรรมชาติตอกตรึงเอาความสนใจของผมให้หยุดนิ่งอยู่กับภาพเช่นนั้นเนิ่นนาน กระทั่งได้ยินเสียงแหย่เย้าจากกลุ่มเยาวชนที่ติดตามมา ความสนุกสนานแห่งวัยได้ฉุดผมให้กลับสู่โลกความจริงและออกเดินเท้าต่อไปอีกครั้ง...

เราเดินเท้าราวสิบห้านาทีก็มาถึงบริเวณผาหินขนาดไม่กว้างขวางเท่าไรนักเมื่อเทียบกับจำนวนคณะธรรมยาตรา แต่ครั้นทุกคนค่อยๆขยับขยายแบ่งปันที่ทางให้กันและกัน นักเดินเท้าราวสองร้อยจึงสามารถอยู่ร่วมกัน ณ "ผาศิวิไลน์" ได้พอดิบพอดี และเมื่อทุกคนเริ่มสำรวมกาย วาจา ใจ...

ไม่นานจากนั้น ความสงบที่บังเกิดช่วยให้เราสามารถสัมผัสนัยสำเนียงแห่งธรรมชาติได้อย่างชัดเจน...

ท่วงทำนองอันช้าเนิบของเสียงสวดมนต์ทำวัตรเย็น สอดประสานกับสรรพเสียงแห่งพงไพร หลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นท่วงทำนองหนึ่งเดียว...

ขณะการทำวัตรเย็น ณ จุดหมายสุดท้ายกำลังดำเนินไปนั้น ความประทับใจในสิ่งที่สัมผัสกลับพาผมให้นึกย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง...

บางสิ่งที่อยู่คู่กับกาลเวลามากว่าสิบสองปี...

จากสิ่งที่เกิดขึ้นบนเทือกภูแลนคาอันเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ "ลำปะทาว" สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนชัยภูมิมาตั้งแต่ครั้งบรรพชน ต่อเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การเกษตรที่มุ่งหวังเพียงรายได้ ผลักให้คนพื้นถิ่นละวางวิถีเดิมและหันไปพึ่งพิงสารเคมีเต็มรูปแบบ ซึ่งวิถีชีวิตแบบใหม่เช่นที่กล่าวส่งผลกระทบต่อ ต้นไม้ สายน้ำ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง...

หลวงพ่อคำเขียน สุวรรณโน เจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ท่านเฝ้ามองนัยสิ่งที่เกิดขึ้นมาเนิ่นนาน กระทั่งเล็งเห็นวิกฤติของป่าไม้ สายน้ำ ท่านจึงบอกกล่าวกับลูกศิษย์ลูกหาถึงความห่วงใยที่มีต่อธรรมชาติ กระทั่งถ้อยความนั้นกลายมาเป็นวลีอมตะของชาวธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว ดังที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า "แผ่นดินร้องไห้ แม่น้ำล้มป่วย อากาศเป็นพิษ เราขอเป็นตัวแทนของต้นไม้ สายน้ำ สัตว์ป่า และธรรมชาติ..."

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มของกิจกรรม "ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว" โดยมี พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต เป็นผู้นำคณะสงฆ์และฆราวาสออกเดินเท้าโดยนำ "ธรรมะ" มาเป็นแก่นแกนในการสื่อสารถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับ "ธรรมชาติ" ให้ชาวบ้านในแถบลุ่มลำปะทาว ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น...

"ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว" เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ แม้ช่วงแรกเริ่มจะมีผู้เข้าร่วมไม่มากนัก หากคณะทำงานก็ไม่เคยคิดย่อท้อ พวกเขายังคงทำงานกันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ปล่อยให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจ และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งคนชัยภูมิ ต่างจังหวัดไกลๆ หรือชาวต่างชาติล้วนได้เห็นความมุ่งมั่น จนเกิดความสนใจที่จะเข้าร่วมกับกิจกรรมเดินธรรมยาตราเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ...

การเดินธรรมยาตรามิได้เดินรณรงค์เพื่อธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หากยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสฝึกการเจริญสติ รู้ตัวเห็นตนตามความจริงในแต่ละย่างก้าว ความลำบากที่เผชิญระหว่างเส้นทางคือสิ่งที่เข้ามาช่วยขัดเกลาให้คนเดินเท้าได้รู้จักการเอาชนะจิตใจของตนเอง...

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะ "นักสืบสายน้ำ" ที่ได้รับความนิยมจากเยาวชนเป็นอย่างมากเพราะไม่เพียงพวกเขาจะได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน หากยังมีส่วนในการเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำมาเก็บรวบรวมและประมวลผลให้ได้รู้ว่าสายน้ำแต่ละจุดของลำปะทาวนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ก่อนจะนำไปบอกแก่ชาวบ้านถึงการเปลี่ยนแปลงของสายน้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่...

สายลมที่พัดมาจากหุบเบื้องล่างนำความหนาวเย็นมามอบให้แก่นักเดินเท้า ผมกระชับเสื้อแขนยาวแนบตัว หากผ้าบางๆหาได้ช่วยอะไรผู้สวมใส่มากนัก และ ณ ยามนี้ แม้กาลราตรีจะเข้าห่มคลุมผืนดินโดยสมบูรณ์ หากรอบตัวกลับสว่างไสวด้วยอานุภาพของจันทร์นวล...

แมลงกลางคืนส่งเสียงร้องเฉพาะตัว สลับกับเสียงกระทบกันของใบไม้เมื่อยามสายลมพัดผ่าน นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงธรรมชาติได้อย่างชัดเจนเช่นนี้...

"ใครที่อยู่ไกลแม้ไม่ได้ยินเสียงของอาตมาพูดก็ไม่เป็นไร เพราะการได้ยินเสียงจากธรรมชาติก็นับว่าดีกว่า..." บางส่วนจากเทศนาของ พระไพศาล วิสาโล ที่ดังขึ้นและลับหายไปตามจังหวะสายลมซึ่งโชยผ่านมาเพื่อจากไป...

ผมหลับตาลง นิ่งฟังท่วงทำนองรอบกายด้วยความตั้งใจ ขณะจิตใจเข้าสู่ความสงบ คำภาวนาที่คุ้นเคยพลันผุดขึ้นในความทรงจำ...

ทุกย่างก้าวในวันนี้ เราจะเดินด้วยความสงบ อย่างมีสติ เพื่อสันติสุขในใจเรา

และเพื่อเปิดใจรับรู้ทุกข์สุข ของสรรพชีวิต ตามรายทางเบื้องหน้านี้

ขอให้สรรพชีวิตจงเป็นสุข ปลอดพ้นจากภัยทั้งปวง

ขอให้ทุกชีวิต เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน อยู่อย่างบรสานสอดคล้อง ด้วยเมตตาต่อกัน

ขอให้บุญกุศล ที่เราพร้อมใจบำเพ็ญในวันนี้ จงเป็นพลวปัจจัย ให้สันติสุขบังเกิดขึ้นในท้องถิ่นนี้

ขอความบริสุทธิ์สดใส จงคืนสู่ลำปะทาวอย่างยั่งยืนยาวนานตลอดไป