ฟังเสียงหมากกระแร่งตี...ในงาน "ผีตาโขน"

เที่ยวตามกาล
ช่างภาพ: 

ใฝ่ฝันมานานแล้วค่ะ ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขอมีโอกาสได้เข้าร่วมในงานประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ที่มีสีสันสวยงาม สนุกสนาน และสืบสานต่อๆกันมานานหลายร้อยปี อย่างประเพณีบุญหลวงและแห่ผีตาโขน ที่ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อรู้กำหนดงานแน่นอนแล้วว่าจะมีในช่วงเดือนมิถุนายน เราสองคนก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสที่ตั้งตาคอยนี้หลุดไป เก็บกระเป๋าออกเดินทางไปยังอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยในวันเปิดงานทันที

การแห่ผีตาโขนนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งในงานบุญประเพณีใหญ่หรือที่เรียกว่า "งานบุญหลวง" หรืองานบุญพระเวส (บุญผะเหวด) ซึ่งตรงกับเดือน 7 เป็นการละเล่นที่ถือเป็นประเพณีทุกปี ประเพณีที่สำคัญนี้แม้จะมีเล่นในอีสานถิ่นอื่นบ้าง แต่ที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นที่รู้จักและคงอยู่คู่กับ "พระธาตุศรีสองรัก" ตลอดมา ต้นกำเนิดผีตาโขนกล่าวกันว่า การแห่ผีตาโขนเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมือง บรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดอาลัยรักจึงพาแห่แหนแฝงตัวแฝงตน มากับชาวบ้านเพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง จากที่เคยเรียก "ผีตามคน" ก็กลายมาเป็น "ผีตาขน" หรือ "ผีตาโขน" จนถึงทุกวันนี้

เสียงเครื่องดนตรีนานาชนิดที่บรรเลงเพลงท้องถิ่นทางภาคอีสาน ในท่วงทำนองสนุกสนานครึกครื้น ดังมาจากเวทีใหญ่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย บ่งบอกถึงวิถีชีวิตรื่นรมย์ยามเข้าสู่ช่วงเทศกาลงานบุญ เป็นสัญญาณว่างานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนในวันแรกเริ่มแล้วตั้งแต่ฟ้ายังเป็นสีดำมืด (เวลา 03.00 - 07.30น.)พิธีบวชพราหมณ์ ณ อุโบสถวัดโพนชัย พิธีเบิกพระอุปคุต (บริเวณระหว่างลำน้ำหมัน - ลำน้ำศอก) โดยคณะแสนหรือข้าทาสบริวารของเจ้าพ่อกวน (ผู้ชายที่ทำหน้าที่ให้ดวงวิญญาณเจ้าในอดีตเข้าทรง ชาวบ้านส่วนมาก เรียกว่า เจ้าพ่อกวน) จะนำอุปกรณ์ มีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน ขันห้าขันแปด (พานดอกไม้ 5 คู่ หรือ 8 คู่) ถือเดินนำขบวนไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุตพระผู้มีฤทธานุภาพมาก และมักเนรมิตกายอยู่ในมหาสมุทร เพื่อป้องกันภัยอันตราย และให้ เกิดความสุขสวัสดี เมื่อถึงแล้วผู้อัญเชิญต้องกล่าวพระคาถาและให้อีกคนลงไปในน้ำ งมก้อนหินใต้น้ำขึ้นมาถาม ว่า "ใช่พระอุปคุตหรือไม่" ผู้ที่ยืนอยู่บนฝั่งตอบว่า "ไม่ใช่" พอก้อนหินก้อนที่ 3 ให้ตอบว่า "ใช่ นั่นแหละ พระอุปคุตที่แท้จริง" เมื่อได้พระอุปคุตมาแล้ว ก็นำใส่พาน แล้วนำขบวนเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หอพระอุปคุตข้างศาลาโรงธรรม ที่เตรียมจัดไว้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ ทำการทักขิณาวัฏ 3 รอบ มีการยิงปืนและจุดประทัดซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนที่นอนหลับหรือ อยู่ตามที่ต่างๆก็จะมาร่วมขบวนด้วยความยินดีปรีดา เต้นรำ เข้าจังหวะกับเสียงหมากกระแร่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวหรือกระดิ่งให้เสียงดัง

จากนั้นขบวนแห่ โดยผีตาโขนใหญ่นำหน้าขบวน เมื่อพร้อมแล้ว ก็แห่ไปยังบ้าน "เจ้ากวน" โดยมีกลอง ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ เข้าขบวนแห่ไปด้วย เมื่อขบวน ผีตาโขนไปถึงบ้านเจ้ากวนแสดงการเล่นท่าต่างๆ ให้ "เจ้ากวน" ออกมาต้อนรับ เลี้ยงเหล้าและอาหารต่างๆ แก่ผู้ไปเยี่ยม โดยมี "นางเทียม" หรือ "เจ้าแม่นางเทียม" (ผู้หญิงที่ทำหน้าที่ให้วิญญาณเจ้าแม่ในอดีต ซึ่งประทับอยู่ ณ ศาลอารักษ์หลักเมือง อำเภอด่านซ้าย ที่เรียกว่า "หอหลวง" และ "หอน้อย" เข้าทรง)ไปร่วมต้อนรับด้วย เมื่อพวกผีตาโขนได้รับประทานอาหารและเหล้า จนถึงเวลาอันสมควรแล้วจึงลา "เจ้ากวน" และ "นางเทียม" แห่ขบวนไปยังวัด เมื่อทำการแห่รอบวัดและแสดงการเล่นประมาณ 3 รอบ หรือตามอัธยาศัยแล้ว ขบวนผีตาโขนจะพากันแห่ไปตามละแวกบ้าน เพื่อแสดงการเล่นให้ชาวบ้านชม และขอเหล้าข้าวปลาอาหารจากชาวบ้านกิน ได้เวลาสมควรจะกลับมาที่วัด เพื่อแสดงการเล่น รอหยอกล้อผู้คนที่เดินทางมาร่วมงานจากหมู่บ้านต่างๆ โดยเอาด้ามดาบหรือง้าวแหย่พวกผู้หญิงและเด็ก โดยเฉพาะสาวๆ เป็นที่สนุกสนานโดยทั่วกัน บางทีก็มีคณะเล่นเซิ้งบุญร่วมขบวนไปด้วย เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน เมื่อเล่นกันเหนื่อยนักก็พักผ่อน พอหายเหนื่อยแล้วก็กลับมาเล่นอีก บางขบวนเล่นจนดึกหรือตลอดคืนก็มี

ผีตาโขนในขบวนแห่จะแยกเป็นสองชนิดคือ ผีตาโขนใหญ่ เรียกว่า "ปู่เหยอ" "ย่าเหยอ" ทำเป็นหุ่นรูปผีจากไม้ไผ่สานมีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาประมาณ 2 เท่าประดับตกแต่งรูปร่าง ในแต่ละปีจะทำผีตาโขนใหญ่เพียง 2 ตัวผีตาโขนชาย1ตัว หญิง1ตัว สังเกตจากเครื่องเพศ ปรากฏชัดเจนที่ตัวหุ่น ผู้มีหน้าที่ทำผีตาโขนใหญ่จะมีเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะคนอื่นไม่มีสิทธิ์ทำ ต้องได้รับอนุญาตจากผี หรือเจ้าก่อน ถ้าได้รับอนุญาตแล้วต้องทำทุกปีหรือทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี

ตำนานเกี่ยวกับปู่เหยอ ย่าเหยอนี้มีว่า...นานมาแล้ว ณ เมืองแถน ได้มีเครือเขากาดยักษ์เครือหนึ่ง ขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ปกคลุมลงมาบนพื้นดินทำให้บดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด ทำให้บ้านเมืองมืดมิด มืดมัวและหนาวเย็น ประชาชนเดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้ พระยาขุนบูลม ผู้เป็นเจ้าเมือง จึงให้ทหารป่าวประกาศให้รางวัลแก่ผู้ที่สามารถตัดเครือเขากาดยักษ์นี้ลงได้ ได้มีผู้อาสาเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่มีใครสามารถที่จัดตัดเครือเขากาดยักษ์นี้ให้ขาดลงมาได้ ต่อมาได้มีสองเฒ่าผัวเมีย ชื่อว่า ปู่เหยอและย่าเหยอ ได้เข้ามาขออาสาไปตัดเครือเขากาดยักษ์นั้น โดยไม่ขอรับของรางวัล ขอแต่เพียงว่า ถ้าหากทั้งสองคนได้ตายไปแล้ว ขอให้ประชาชนทุกคนอย่าลืมชื่อของพวกเขาทั้งสองคนและขอให้ทุกคนเคารพสักการบูชาด้วย เฒ่าทั้งสองถือขวานขนาดใหญ่เดินทางไปลงมือตัดโคนต้นเครือเขากาดยักษ์ทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเวลา 3 เดือนกับอีก 3 วัน จนขาดหมด แต่ เมื่อขาดแล้วก็ล้มลงมาทับเฒ่าทั้งสองตายในทันที แสงสว่างกลับมาสู่ผืนแผ่นดินอีกครั้ง พระยาขุนบูลมพร้อมด้วยไพร่ฟ้าประชาชนจึงได้นับถือสักการปู่เหยอ ย่าเหยอ นับแต่นั้นเป็นต้นมา ตามประเพณีต่างๆจะมีการแต่งกายเป็นรูปของปู่เหยอย่า
เหยอออกมาฟ้อนรำสร้างความสนุกสนาน

ส่วนผีตาโขนเล็กเป็นการละเล่น ไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ทั้งหญิงชาย มีสิทธิทำ และเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน แต่ผู้หญิงไม่ค่อยเข้าร่วมเพราะเป็นการเล่นค่อนข้างผาดโผนและซุกซน ผู้เล่นเป็นผีตาโขนที่เข้าร่วมในพิธีต้องแต่งกายคล้ายผีและปีศาจ หน้ากากผีตาโขนเล็ก ทำจากส่วนที่เป็นโคนของกาบมะพร้าวแกะสลัก และหวดนึ่งข้าวเหนียว โดยนำมาเย็บติดกัน แล้วเขียนหน้าตา ทำจมูกเหมือนผี ใช้สวมศีรษะ ส่วนชุดแต่งกายของผีมักมีสีฉูดฉาดบาดตา โดยอาจเย็บเศษผ้า เป็นเสื้อตัวกางเกงตัว หรือเย็บเป็นชุดติดกันตลอดตัวก็ได้ ข้อสำคัญคือต้องคลุมร่างกาย ให้มิดชิด

ในวันที่สองของงานพวกผีตาโขนจะเริ่มเล่นกันที่วัด และไปตามละแวกบ้านตั้งแต่เช้ามืด จนถึง เวลา 11.00 น. จึงเริ่มกลับมารวมกันเพื่อเข้าสู่พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ เมื่อได้พบเห็นขบวนแห่สร้างสีสันทั้งท่วงทำนองจังหวะดนตรีก็คึกคักเร้าใจ ทำให้นักท่องเที่ยวหน้าใหม่ในดินแดนแห่งนี้ตื่นตาตื่นใจมากมายทุกคนล้วนสนใจและประทับใจกับหน้ากาก "ผีตาโขน" ที่แต่ละอันต่างก็มีเอกลักษณ์โดดเด่น ศิลปะการแต่งแต้มลวดลาย สีสันสดใสงดงามตามจินตนาการของผู้วาดซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชาวด่านซ้ายโดยกำเนิด จึงเป็นเรื่องปกติที่ได้เห็นนักท่องเที่ยวสาวๆกรี๊ดกร๊าดสนุกสนานกับการวิ่งตามไปขอถ่ายรูปคู่กับ "ผีตาโขน" และเราก็เป็นหนึ่งในนั้น

ปากทางเข้าบ้านเดิ่น ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย มีร้านขายของที่ระลึกทั้งหน้ากาก เสื้อสกรีนลายผีตาโขน ไปจนถึงผีตาโขนพวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น และตุ๊กตา (ผีตาโขน) หน้ารถ ร้านรวงตั้งเรียงรายยาว ผ่านหน้าวัดโพนชัย ไปจนถึงหน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นจุดจัดงาน ระหว่างรอเปิดงานมีการแสดงโดดร่มดิ่งพสุธา ถึงบริเวณสนามโรงเรียนชุมชนบ้านด่านซ้าย ตามด้วยพิธีเปิดงานบุญและการละเล่นผีตาโขน การฟ้อนมาลัยแก้วรวมใจถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นเป็นขบวนเทิดพระเกียรติ ขบวนของเจ้าพ่อกวน เจ้าแม่นางเทียม คณะพ่อแสน นางแต่ง เริ่มเคลื่อนจากที่หน้าว่าการอำเภอด่านซ้าย ไปยังวัดโพนชัย แล้วขบวนอื่นๆก็เริ่มเคลื่อนที่ตาม

จนเวลา 15.00 น. เป็นพิธีบายศรีสู่ขวัญพระเวส (บ้านเจ้าพ่อกวน) และขบวนพิธีอัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง จากบ้านเจ้าพ่อกวนไปยังวัดโพนชัย (สมมติว่าเป็นเมือง) บรรดาผีตาโขนทุกประเภท ตลอดจนผู้ร่วมงานไปร่วมกัน ณ จุดที่อัญเชิญพระเวสสันดร และพระนางมัทรีเข้าเมือง คือบริเวณหมู่บ้านเดิ่น ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย เมื่อทำพิธีอัญเชิญ และบายศรีสู่ขวัญพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเสร็จ ก็ร่วมกันแห่พระเวสสันดรและพระนางมัทรีเข้าเมือง โดยแห่ไปยังวัดที่จัดงาน เมื่อแห่รอบบริเวณวัด 3 รอบ ก็เป็นอันเสร็จพิธีแห่พระเวสสันดรและพระนางมัทรี เข้าเมือง ในขบวนแห่พระเวสประกอบด้วย พระพุทธรูป 1 องค์ (แทนพระเวสสันดร) พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หามตามด้วย เจ้าพ่อกวนนั่งอยู่บนกระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียมกับบริวาร ชาวบ้าน และเหล่าผีตาโขน เดินตามเสด็จไปรอบเมือง ก่อนตะวันตกดิน ขบวนแห่นี้นับเป็นการจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ มีคนไปร่วมขบวนแห่มากมาย และมีการแสดงการละเล่นครึกครื้น นับเป็นจุดสนุกสนานที่สุดของงาน จากนั้นเป็นพิธีจุดบั้งไฟบูชาพญาแถนเพื่อขอฝน (หลังวัดโพนชัย ) พิธีทิ้งหน้ากากผีตาโขน (ท่าวังเวิน) และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ วัดโพนชัย (เทศน์พระมาลัยหมื่น พระมาลัยแสน) ในช่วงเวลาหนึ่งทุ่ม

เมื่อฟ้ามืดลงอีกครั้งคนที่เล่นเป็นผีตาโขนใหญ่ (ปู่เหยอ ย่าเหยอ) ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดและนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไป รอจนปีหน้าฟ้าใหม่ แล้วค่อยทำเล่นกันใหม่ สำหรับผีตาโขนเล็ก จะนำเครื่องเล่นผีตาโขน และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ประกอบการเล่นไปทิ้งที่ลำน้ำใกล้วัด หรือถอดกองรวมกันไว้นอกวัด เพื่อให้หายเสนียดจัญไร

ในวันที่สามของงาน พระสงฆ์เทศน์มหาชาติเรื่องพระเวสสันดร 13 กัณฑ์ที่อุโบสถวัดโพนชัย ตลอดวัน เทศน์จบทุกกัณฑ์ จนเสร็จพิธีช่วงบ่ายหรือเย็น ประชาชนจะมานั่งฟังเทศน์มหาชาติเพื่อเป็นการสร้างกุศลและเป็นมงคลแก่ชีวิต งานประเพณีบุญหลวงนี้ เป็นประเพณีที่รวม "งานบุญพระเวส" (ฮีตเดือนสี่) และ "งานบุญบั้งไฟ" (ฮีตเดือนหก) เข้ามารวมไว้เป็นงานบุญงานเดียวกัน เป็นงานที่สนุกสนานและมีความหมาย จนเราอยากกลับมาเที่ยวชมอีกหลายๆครั้งอย่างไม่รู้เบื่อ...เหล่าผีตาโขนเล็กหลายคนเป็นเยาวชนคนด่านซ้าย ที่ไปเรียนหนังสืออยู่ต่างถิ่น เมื่อถึงงานประเพณีของหมู่บ้าน ก็พากันกลับมารวมพลังนั่งทำหน้ากากเพื่อเข้าร่วมการละเล่นในงาน แสดงให้เห็นถึงความรัก สามัคคี ความมีน้ำใจของคนในชุมชนที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา ช่วยดำรงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรมประเพณีของพ่อแม่ปู่ย่าตายายไว้ อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม