โครงการ "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ" เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก

สุขภาพและโภชนาการ

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงริเริ่มและดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนตามแนวชายแดนและพื้นที่ห่างไกลกว่า 700 โรง ทั่วประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสุขภาพและภาวะโภชนาการของนักเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการเรียนรู้ โดยที่ผ่านมานักเรียนที่อยู่ในโครงการมีพัฒนาการทางด้านสุขภาพและโภชนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีความต่อเนื่องในการศึกษา ซึ่งหลายคนสามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

โครงการตามพระดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในหลายประเทศในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ในฐานะที่ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งองค์การยูเนสโก ด้าน "การเสริมสร้างศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อย ด้วยการศึกษา และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม" โดยองค์การยูเนสโก ได้ดำเนินงานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2549 ในการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ที่ประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม รวม 21 โรงเรียน การดำเนินโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ ของทั้ง 3 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

ด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะทำโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินโครงการพัฒนาโภชนาการและสุขภาพอนามัยของนักเรียน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กิจกรรมในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงการเกษตรในโรงเรียน การแนะนำโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน และการตรวจสุขภาพ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ โครงการตามพระราชดำริ ยังมีแนวทางการพัฒนาที่เน้นให้เด็กและโรงเรียนเป็นศูนย์กลางชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้ปกครองและองค์กรส่วนท้องถิ่น และเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้จากกิจกรรมภายในโรงเรียนสู่บ้านผ่านเด็กสู่ครอบครัว

อับดุล ฮาคีม ที่ปรึกษาโครงการการศึกษาเพื่อปวงชน ภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก องค์การยูเนสโก กรุงเทพ ฯ กล่าวว่า สุขภาพเป็นประเด็นต่อการศึกษาของเด็ก ไม่ใช่เกี่ยวข้องเพียงเรื่องของน้ำหนักและสารอาหารที่บริโภคเท่านั้น และนี่คือเหตุผลที่โครงการตามพระราชดำริได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นประเทศล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการตามพระราชดำริ และเมื่อเร็วๆนี้ ผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ครูใหญ่ และครูจาก 7 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ได้เข้าเยี่ยมชมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน นายาว และโรงเรียนมัธยมพระราชทาน นายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประเทศกัมพูชา ประมาณ 100 กิโลเมตร โดยได้เยี่ยมชมกิจกรรมการเกษตรของนักเรียนในโครงการ อาทิ สวนผัก โรงเพาะเห็ด การเลี้ยง ไก่ เป็ด หมูป่า บ่อปลา และฟาร์มกบ ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรนี้ได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนและจัดจำหน่ายให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น

ผู้แทนจากประเทศอินโดนีเซีย ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น และหารือเพื่อเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการโครงการตามพระราชดำริ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด โดยทั้ง 7 โรงเรียนตั้งอยู่ในเมือง Bogor จังหวัดชวาตะวันตก ประมาณ 60 กิโลเมตร จากกรุงจาการ์ต้า เป็นโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีพื้นที่สวนสำหรับทำการเกษตร มีนักเรียนประมาณ 200-400 คน และผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร

อารีฟ รัดมัน ประธานบริหารคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ แห่งประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า โครงการตามพระราชดำรินี้ ไม่ได้ส่งผลดีด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ยังกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทย ประเทศในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก และอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้าที่คณะครูจากอินโดนีเซียจะเดินทางมาประเทศไทย พวกเขาก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ปัจจุบันพวกเขาเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันเพราะผลพวงจากโครงการตามพระราชดำริ

เมื่อคณะครูจากอินโดนีเซียเดินทางกลับถึงประเทศแล้ว จะจัดทำแผนปฏิบัติการระยะเวลา 1-2 ปี สำหรับกิจกรรมเพื่อพัฒนาส่งเสริมด้านอาหารและโภชนาการ สุขภาพ การงานอาชีพ สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาชาวบ้าน และวัฒนธรรม เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักเรียน ทั้งนี้ โครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะสนับสนุนงบประมาณสำหรับปัจจัยพื้นฐานในการเริ่มต้นดำเนินโครงการและให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการตามแผนปฏิบัติการของโรงเรียน โดย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯทรงเยี่ยมโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการด้วยพระองค์เองด้วย

****************************

(เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพประกอบ โดย : UNESCO)