โลกภูเขา นาเลา ระเบียงดาว

ชีวิตกับการเดินทาง

ตอน 1

เหมือนกับชีวิตผมหลุดมาอยู่อีกโลกๆหนึ่ง เมื่อหลบมานั่งอยู่ตรงนี้ ผมรู้สึกนิ่งและผ่อนคลาย เหมือนทุกอย่างกำลังถูกปลดปล่อยล่องลอยไปกับวิถีธรรมชาติ 'นาเลา' ชุมชนเล็กๆของชนเผ่าลีซูตั้งอยู่ด้านหลังของดอยหลวงเชียงดาว เส้นทางสายนี้สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมากนัก บนเส้นทางแคบๆ เริ่มจากตีนดอยบริเวณถ้ำเชียงดาว-เมืองคอง แม้ว่าจะเป็นการไต่ไปตามสันดอย คดเคี้ยวและสูงชัน ทว่าถนนดินที่เต็มไปด้วยร่องหลุมเละลื่นด้วยดินโคลนในอดีตที่ผมเคยลุยมานั้น ตอนนี้ได้กลายเป็นถนนคอนกรีตไปแล้ว ทำให้การเดินทางไปเยือนนาเลานั้นใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง จากตัวอำเภอเชียงดาวก็ถึงชุมชนนาเลา กระนั้น ถนนสายนี้ก็เป็นเส้นทางที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เมื่อไปถึงนาเลา อย่างแรกก็คือการตะโกนเอิ้นเรียกหาพี่นิคม หรือชื่อจริงคือ คมศักดิ์ วงษ์สุข เจ้าของกระท่อมไม่ไผ่หลังเล็กๆ และระเบียงดาว ที่นักท่องเที่ยวหลายคนรู้จักมักคุ้นกันดี ในขณะที่ตัวผมนั้นสนิทสนมกันมานานหลายปี นับตั้งแต่เขาเดินทางไกลจากเมืองกรุง ก่อนมาตกหลุมรักกับอะเลมะ สาวลีซู ที่ชุมชนฟ้าสวยเมื่อสิบกว่าปีก่อน แล้วตัดสินใจแต่งงาน สร้างครอบครัวใหม่อยู่กันบนดอย ในขณะที่ผมในห้วงเวลานั้น ได้แบกเป้ขึ้นดอยมาสอนหนังสือเด็กๆชนเผ่า ในแถบนี้ นั่นทำให้เราได้คบหาและพึ่งพาอาศัยกันนับตั้งแต่นั้น จริงสิ...หากใครมีโอกาสมาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนกลางป่าเขาเช่นนี้ จะรู้เลยว่า มิตรภาพและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้นมีค่ามากกว่าเงินทองเป็นไหนๆ ใช่...เงินที่ดูเหมือนมีค่ามากมายในเมืองนั้นกลายเป็นปัจจัยรองไปในทันใด และที่แน่ๆ ชีวิตเป็นเรื่องอัศจรรย์ มักมีบางสิ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้ตั้งใจให้เห็นอยู่เสมอ เหมือนกับชีวิตของพี่นิคม ชายวัยกลางคนคนนี้ ที่จู่ๆ ชีวิตก็พลิกผันมาอยู่บนดอยโดยไม่ตั้งใจ เขาเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขารู้สึกเบื่อเมืองใหญ่ อึดอัดกับการงานเต็มด้วยกฎเกณฑ์ในกรงกรอบ แล้วจู่ๆวันหนึ่งเขาตัดสินใจแบบปุ๊บปั๊บ ซื้อตั๋วนั่งรถบัสจากกรุงเทพฯ ขึ้นเหนือไปอย่างไม่มีจุดหมาย

"คือตอนนั้น เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมทำงานเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าระหว่างประเทศ อยู่แถวช่องนนทรี กรุงเทพฯ แล้วเริ่มรู้สึกเบื่องาน เบื่อเมืองหลวงอย่างหนัก อยากพาชีวิตออกเดินทางไปไกลๆ พอดีช่วงนั้น เขาให้พนักงานพักร้อนคนละสิบวัน แต่เป็นการบังคับด้วย คือถึงไม่พักร้อน แต่มาทำงานก็ไม่จ่ายเงินให้ ผมก็มานั่งคิดว่าจะไปไหนดี เลยคิดว่าเดินทางขึ้นเหนือดีกว่า ไปโดยไม่ต้องมีจุดหมายปลายทาง บอกกับตัวเองว่า ลองดูสิว่ามันจะไปถึงไหน ก็ถือกระเป๋าใบเดียวมาที่หมอชิต มาคนเดียวนะ ตรงนั้น ได้ยินกระเป๋ารถ เรียกผู้โดยสารอยู่ 'เชียงใหม่ ฝาง ท่าตอน' ก็สะดุดและสนใจขึ้นมาทันที" เขาเล่าให้ฟัง

เนิ่นนานหลายชั่วโมงที่เขาเมามายและหลับใหล หากรถบัสยังคงแล่นมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเหมือนถนนสายนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนตัดไปยังถนนโชตนาสายเชียงใหม่-ฝาง มุ่งไปข้างหน้าบนความมืดของค่ำคืนดื่นดึก กระทั่งเขางัวเงียตื่น เมื่อรถจอดนิ่งปล่อยให้ผู้โดยสารลง เขาตัดสินใจก้าวลงจากรถโดยไม่ได้เอ่ยถามใครว่าที่ยืนอยู่นั้นคือสถานที่ใด

"ตอนนั้นประมาณตีสี่ตีห้า ผมตื่นเสียก่อน และเริ่มรู้สึกเวียนหัว พอรถมาจอดที่เชียงดาวมีคนลง ผมก็ลงมั่ง ลงไปนั่งอาเจียน กลับมาอีกที อ้าว...รถบัสคันที่เรานั่งมาออกไปแล้ว ตอนนั้นยังมืดอยู่ แต่มีร้านกาแฟอยู่ในตลาดสด ผมก็เลยไปนั่งสั่งกาแฟมากินให้ตาสว่าง ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกกว่าที่นี่คือเชียงดาว พอเช้ามาคนก็เดินไปมากันเต็มตลาดเลย หมอกก็เยอะ ผมไปนั่งตรงสี่แยกตลาดเชียงดาว นั่งไปคิดไปว่าชีวิตเราจะไปไหนต่อดีละทีนี้" เขาเล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น จนสาย เขาจึงเดินเตร่ไปตามถนน มีรถยนต์กระบะสองสามคันขับเข้ามาจอดอยู่ใกล้ๆ สี่แยกเชียงดาว แต่ละคันมีแต่ดินโคลนติดเต็มวงล้อ มีทั้งคนเฒ่าหนุ่มสาวแต่งกายชุดชนเผ่านั่งกันเต็มรถ

"กำลังจะไปเมืองคอง ตำบลหนึ่งของอำเภอเชียงดาว ค่ารถแปดสิบบาท ไปมั้ย" คนขับรถตะโกนบอก เขาตัดสินใจกระโดดขึ้นรถยืนเกาะกลุ่มไปทันที

"ตอนนั้น ผมไม่รู้หรอกว่า แต่ก็อยากไปเที่ยวดู เขาบอกว่าไปเมืองคอง ตำบลหนึ่งของอำเภอเชียงดาว ค่ารถแปดสิบบาท ผมตัดสินใจไปกับพวกเขาด้วย" เป็นที่รับรู้กันว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้น ถนนสายนี้ถือว่าเป็นถนนสายขรุขระกันดารที่สุดของอำเภอเชียงดาว ถนนลาดยางสิ้นสุดลงตรงป้อมยามเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว จากตีนดอยขึ้นไปถึงเมืองคองนั้นกลายเป็นถนนดินแคบๆ ขรุขระกันดารด้วยหลุมบ่อ ในหน้าฝนโคลนเละลึกมาก "ใช่ สมัยนั้นนะ ทางมันลำบากมาก ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นดินโคลนเละ ลึกมาก รถยนต์ทุกคันต้องใส่โซ่ครอบล้อรถถึงจะขึ้นไปได้ ผมก็นั่งด้านหลังท้ายรถกระบะโดยสารคันนั้น มีชนเผ่าลีซูนั่งอยู่ด้วยกันเจ็ดแปดคน รถก็วิ่งไต่ขึ้นเขา เข้าไปในป่าลึกเข้าไป จนกระทั่งพาเราอ้อมไปทางด้านหลังของดอยหลวงเชียงดาวไปเรื่อยๆ"

เมื่อพ้นถึงเนินเขา มองเห็นป้ายบอกทางเข้าชุมชนชนเผ่า เขาเห็นชาวบ้านทยอยลงรถกันไปจนหมด เหลือเขาอยู่คนเดียว ไม่รู้จะไปไหนต่อ เขาจึงตัดสินใจกระโดดลงรถเดินตามแม่เฒ่าคนหนึ่งเข้าไปในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ ด้วยความรู้สึกงุนงงและตื่นเต้น

"ตอนนั้นเริ่มคิดหนักแล้ว เมื่อเห็นชาวบ้านชาวเขาทยอยลงกันไปจนหมด เหลือผมคนเดียว ก็ไม่รู้จะไปไหน เห็นเขาเดินกันไปเป็นแถว ผมก็เลยตัดสินใจกระโดนลงรถเดินตามเขาไปมั่ง แม่เฒ่าคนหนึ่งก็หันมามองผมด้วยความสงสัย และแม่เฒ่าพูดภาษาไทยไม่ได้ เข้าใจว่าแกอยากจะถามแต่ถามไม่เป็น แม่เฒ่าก็เดินไปช้าๆ ผมก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ ตลกตัวเองมากตอนนั้น (หัวเราะ) ประมาณร่วมสองกิโลเมตร ก็ถึงหมู่บ้านชาวเขา ชื่อหมู่บ้านห้วยแห้ง เป็นชุมชนหย่อมบ้านเล็ก ๆ อยู่ทางด้านหลังของดอยหลวงเชียงดาว แต่ตอนหลัง ได้เปลี่ยนชื่อแล้ว เป็นหมู่บ้านฟ้าสวย" เขาบอกเล่าฉากแรกของคนกรุงที่เดินทางไปสัมผัสผืนดินผืนป่าและเรียนรู้วิถีชนเผ่าในหุบเขา

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า