เยือนวัดโพธิ์ชัย กราบ "หลวงพ่อพระใส" คู่เมืองหนองคาย

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

ตะวันรอนอ่อนแสงลงมาก ช่วงที่เราเลี้ยวรถยูเทิร์นกลับเพื่อเข้าเขตประตูวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง ห่างจากตัวเมืองหนองคายไปประมาณ 2 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 ทางไป อ.โพนพิสัย วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ คงเพราะเป็นวันธรรมดา ในเวลาใกล้โบสถ์ปิดช่วง18.00น. นักท่องเที่ยวจึงบางตา ที่จอดรถหาง่าย ดอกไม้ ธูป เทียน เริ่มถูกเก็บออกจากถาด ทำให้เราสองคนต้องรีบเร่งก้าวเข้าไปในพระอุโบสถ มาถึงจังหวัดหนองคายแล้ว ควรได้มากราบพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเป็นสิริมงคลค่ะ

วัดโพธิ์ชัยเดิมชื่อ วัดผีผิว เรียกตามชื่อที่ใช้เป็นสถานที่เผาศพ (ผี) ว่ากันว่าวัดนี้มีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นวัดโพธิ์ชัยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรม ประจำจังหวัดหนองคาย และเป็นสำนักของเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย ฝ่ายมหานิกายแล้ว วัดนี้ยังเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสุก (ทองคำ ที่มีเนื้อทองคำบริสุทธิ์ ประมาณ 92 เปอร์เซ็นต์ สีทองคำจะมีสีเหลืองเข้ม เรียกว่า สีทองสุก) ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว สูงจากเบื้องล่างพระชงฆ์ (แข้ง) ถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว มีห่วงกลมขนาดหัวแม่มือจำนวน 3 ห่วง ติดกับพระแท่นซึ่งหล่อติดกับองค์พระใส สำหรับผูกเชือกติดกับยานเวลาที่อัญเชิญลงมาแห่รอบเมืองให้ประชาชน ได้สรงน้ำในงาน "เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์อีสาน-หนองคาย" ในวันที่ 13 เมษายน มีการทำบุญตักบาตรวันสงกรานต์ เฉลิมฉลองหลวงพ่อพระใส ที่ศาลาหลวงพ่อพระใส มีงานรื่นเริงการละเล่นพื้นเมือง การกีฬาท้องถิ่น และมหรสพ 5 วัน 5 คืน จนกระทั่งถึงวันที่ 18 เมษายน จึงได้อัญเชิญหลวงพ่อพระใสกลับขึ้นไปประดิษฐานยังพระอุโบสถตามเดิม พระอุโบสถหลังนี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯเป็นองค์ประธาน ยกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2523 ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา พ.ศ.2524 ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ความงดงามของพุทธลักษณะองค์พระพุทธปฏิมา "หลวงพ่อพระใส" ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้อัญเชิญมาจากประเทศลาวมาประดิษฐานไว้ งดงามมากจริงๆค่ะ กราบท่านเสร็จแล้ว นั่งมององค์ท่านอยู่นานๆอย่างอิ่มเอมใจ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ.2468 ว่า หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในสมัยล้านช้าง และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนาม พระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ

เดิมทีนั้นหลวงพ่อพระใสได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ พ.ศ.2321 สมัยกรุงธนบุรี ได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเวียงคำ และถูกเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดโพนชัย เมืองเวียงจันทน์อีก ต่อมาในรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์เป็นกบฎ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใส ลงมาด้วย โดยอัญเชิญมาจากภูเขาควายขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่ ซึ่งผูกติดกันอย่างมั่นคงล่องมาตามลำน้ำงึม เมื่อล่องมาถึงตรงบ้านเวินแท่นในขณะนั้น เกิดอัศจรรย์แท่นของพระสุกได้เกิดแหกแพจมลงไปในน้ำ โดยเหตุที่มีพายุพัดแรงจัด และบริเวณนั้นได้นามว่า "เวินแท่น" การล่องแพก็ยังล่องมาตามลำดับจนถึงน้ำโขง (ปากน้ำงึม) เฉียงกับบ้านหนองกุ้ง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ได้เกิดพายุใหญ่ เสียงฟ้าคำรามคะนองร้องลั่น ในที่สุดพระสุกได้แหกแพจมลงไปในน้ำ ซึ่งอาการวิปริตต่างๆ ก็ได้หายไปเป็นอัศจรรย์ยิ่ง บริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "เวินสุก" และพระสุกก็จมอยู่ในน้ำตรงนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังเหลือแต่พระเสริม พระใส ที่ได้นำขึ้นมาถึงเมืองหนองคาย พระเสริมนั้นได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดโพธิ์ชัย ส่วนพระใส ได้อัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดหอก่อง (ปัจจุบันคือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ)

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯให้ ขุนวรธานี และเจ้าเหม็น (ข้าหลวง) อัญเชิญพระเสริม จากวัดโพธิ์ชัย หนองคาย ไปกรุงเทพฯ และอัญเชิญพระใส จากวัดหอก่อง ขึ้นประดิษฐานบนเกวียนจะอัญเชิญลงไปกรุงเทพฯ ด้วย แต่พอมาถึงวัดโพธื์ชัย หลวงพ่อพระใสได้แสดงปาฏิหาริย์จนเกวียนหัก จึงอัญเชิญลงไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงอธิษฐานอัญเชิญหลวงพ่อพระใสประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย แล้วก็ทำการเป็นผลดังใจนึก พอเข้าหามไม่กี่คนเท่านั้น องค์หลวงพ่อพระใส ก็ถูกยกขึ้นประดิษฐานไว้ในอุโบสถวัดโพธิ์ชัยได้โดยง่าย ความอัศจรรย์ของหลวงพ่อพระใสในครั้งนั้นจึงได้สมญาว่า "หลวงพ่อเกวียนหัก" ส่วนพระเสริมนั้นได้อัญเชิญลงไปกรุงเทพฯ ประดิษฐานอยู่วัดปทุมวนาราม จนถึงทุกวันนี้

จากคำสันนิษฐานเดิมเคยกล่าวว่า "หลวงพ่อพระใส" หล่อในสมัยเชียงแสน แต่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ลงความเห็นไว้ในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์สยาม หน้า102 ว่า "พระพุทธรูปล้านช้างที่งามยิ่งกว่าองค์อื่นคือ 'พระเสริม' อยู่ในพระวิหารวัดประทุมวัน" ทรงสันนิษฐานเรื่องการสร้างเป็น 2 ประการ คือ อาจจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากเมืองหนึ่งเมืองใดทางตะวันออกของอาณาจักรล้านช้าง และต่อมาตกอยู่ในเขตล้านช้าง หรืออาจสร้างขึ้นในเขตล้านช้างโดยฝีมือช่างลาวพุงขาว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระใสต้องเป็นพระพุทธรูปที่หล่อในอาณาจักรล้านช้างแน่ เพราะพระพุทธรูปสามองค์คือ พระสุก พระเสริม พระใส หล่อในคราวเดียวกันและเคียงคู่กันมาเสมอ ตามตำนานกล่าวว่าในการทำพิธีหล่อนั้นทั้งทางบ้านและทางวัดได้ช่วยกันเป็นการใหญ่ มีคนทำการสูบเตาหลอมทองอยู่ไม่ขาดระยะ นับเป็นเป็นเวลา7 วันแล้วทองก็ยังไม่ละลาย ถึงวันที่ 8เวลาเพล (11.00น.) เหลือพระภิกษุแก่ กับเณรน้อยรูปหนึ่งทำการสูบเตาอยู่ ในขณะนั้นได้ปรากฏมีชีปะขาวผู้หนึ่งมายังที่นั้นและขอทำการสูบเตาช่วย ซึ่งพระภิกษุ และสามเณรน้อยนั้นก็มิได้ขัดข้อง เมื่อชีปะขาวทำการสูบเตาแทนแล้ว พระภิกษุและสามเณรก็ได้ขึ้นไปฉันเพลบนศาลาตามปกติธรรมดาทุกวัน เมื่อพระกำลังฉันเพลอยู่ญาติโยมที่มาส่งเพล ย่อมลงมาทำการสูบแทนเสมอ แต่วันนั้นญาติโยมแลเห็นคนสูบเตามากกว่าปกติท่อเตาก็มีมาก แต่ละคนเป็นชีปะขาวเหมือนกันหมด ด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่งจึงได้ถามพระภิกษุ แต่พระภิกษุแลไปก็เห็นเพียงชีปะขาวรูปเดียวเท่านั้น พอฉันเพลเสร็จ คนทั้งหมดก็พากันลงมาดู แล้วก็เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง เพราะเห็นทองทั้งหมดถูกเทลงในเบ้าทั้งสามเรียบร้อยแล้ว และไม่เห็นชีปะขาวผู้นั้นอีกเลย

ชาวบ้านเล่ากันว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนจังหวัดหนองคาย ได้ทำการปรารภจะอัญเชิญพระสุกซึ่งจมน้ำอยู่ที่เวินสุกขึ้นจากน้ำ เพื่อจะนำมาประดิษฐานเคียงคู่กับพระใส แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะพระสุกจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานานทำให้ดินทับถมไม่สะดวกต่อการอัญเชิญขึ้นโดยง่าย และที่สำคัญชาวบ้านไม่ยินยอมให้นำขึ้นด้วยเกรงกลัวว่าเจ้าภูมิท้องถิ่น เกิดความไม่พอใจแล้วอาจบันดาลให้มีเหตุเภทภัยนานาประการ

ปีหน้าถ้ามีโอกาสเดินทางไปเมืองหนองคายอีกครั้ง เราคงเลือกเดินทางไปในช่วงวันสงกรานต์ เพื่อสรงน้ำหลวงพ่อพระใสแ ละชมความยิ่งใหญ่ของงานมหาสงกรานต์อีสาน-หนองคาย ค่ะ