มาส์คทรีทเม้นต์?เพื่อการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก

ปกิณกะความงาม

การมาส์คหน้า ถือเป็นการทำทรีทเม้นต์แบบพิเศษที่เห็นผลลัพธ์ได้ค่อนข้างไว จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีผู้ที่ใช้มาส์คดูแลผิวไม่ถูกวิธี ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์อย่างเต็มที่ หรือเกิดอาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์ตามมา คนรักผิวที่อยากดูแลผิวแบบครบสูตร จึงควรทำความเข้าใจทรีทเม้นต์เป็นพิเศษ โดยเภสัชกรแห่งอาวียองซ์ ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันต์ มีข้อคิด 8 ประการมาฝาก เพื่อการใช้มาส์คอย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ

1. เลือกมาส์คให้ถูกแบบ ผลิตภัณฑ์ประเภทมาส์คมีหลายรูปแบบ และวัตถุประสงค์แตกต่างกัน เช่น เพื่อทำความสะอาดขจัดสิ่งสกปรก เพื่อการยกกระชับ หรือเพื่อให้ความชุ่มชื่นฟื้นฟูผิว จึงควรเลือกคุณสมบัติให้ตรงกับปัญหาของผิวพรรณ

2. ใช้มาส์คให้ถูกวิธี อ่านขั้นตอนของการใช้มาส์ค จำนวนครั้งที่ทำในแต่ละสัปดาห์ หรือระยะเวลาให้เข้าใจก่อน เพื่อประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เช่น มาส์คชนิดทาพอกทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก ก็ไม่ควรทิ้งไว้นานเกินกว่าเวลาที่กำหนด เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งเกินไป มาส์คชนิดเจลเหนียวที่ทาให้แห้ง แล้วลอกออกเป็นแผ่น เพื่อการดูดซับสิ่งสกปรกจากรูขุมขน ขจัดสิวเสี้ยนและความมันส่วนเกิน ก็ไม่ควรใช้ถี่จนเกินไป เพราะการลอกแผ่นมาส์คสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง อาจช่วยลอกเซลล์หมองคล้ำเสื่อมสภาพ ทำให้ใบหน้าใสขึ้น แต่การลอกออกบ่อยเกินไป อาจทำให้ผิวชั้นบนสุดหลุดออก ผิวบางลงและเสี่ยงต่อการแพ้ระคายเคือง

3. มาส์คให้ถูกเวลา มาส์คประเภทดูดซับสิ่งสกปรก น่าจะเหมาะกับการใช้ในช่วงเย็น หลังจากที่ต้องเผชิญกับมลภาวะมาทั้งวัน แต่มาส์คประเภทบำรุงฟื้นฟูหรือยกกระชับ คนส่วนใหญ่มักเลือกใช้ช่วงก่อนนอน เพื่อให้ผิวได้ผ่อนคลาย สารบำรุงจะช่วยฟื้นฟูผิวขณะหลับ แต่หากต้องการให้ผิวหน้าดูอิ่มเอิบ และสดใสก่อนงานสำคัญๆ จะมาส์คหน้าก่อนการบำรุงหรือแต่งหน้า ในช่วงเวลากลางวันก็ไม่ผิดกติกา

4. เตรียมผิวก่อนมาส์ค อาจเพียงแค่ล้างหน้าด้วยโฟม หากจะใช้มาส์คเพื่อดูดซับความมันสิ่งสกปรก ในขั้นต่อไปหากใช้มาส์คเพื่อการบำรุงผิวให้กระจ่างใส หรือมาส์คเพื่อการยกกระชับ ก็ควรล้างหน้าให้สะอาด แล้วปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์เสียก่อน เพื่อให้สารบำรุงตรงเข้าทำงานได้ง่ายขึ้น เทคนิคพิเศษที่ช่วยให้สารบำรุงในมาส์ค ทำงานได้ดียิ่งขึ้นนั้น คือหลังล้างหน้าด้วยโฟม ใช้ผลิตภัณฑ์สครับขัดผิวหน้า เพื่อขจัดเซลล์เสื่อมสภาพสะสม แล้วจึงเช็ดโทนเนอร์ตามด้วยการมาส์คหน้า แต่หากต้องทำทรีทเม้นต์ซ้ำในวันถัดไป ไม่ควรสครับผิวซ้ำอีก เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้

5. มาส์คเต็มประสิทธิภาพ แผ่นมาส์คฟื้นบำรุงผิวกระจ่างใสประเภทหน้ากาก ที่ชุ่มไปด้วยสารบำรุงที่เป็นของเหลว จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อแผ่นมาส์คทาบได้แนบสนิทกับผิวหน้า โดยใช้นิ้วมือลูบแผ่นมาส์คให้แนบสนิท และไม่ควรขยับเขยื้อนใบหน้า เพราะจะทำให้เกิดช่องอากาศ ระหว่างแผ่นมาส์คและผิวหน้า ซึ่งจะลดประสิทธิภาพการทำงานของสารบำรุง แผ่นมาส์คชนิดกระดาษ (Tissue Mask) อาจมีราคาถูก แต่ก็มักมีปัญหาไม่แนบสนิทกับผิว แล้วยังปล่อยให้สารบำรุงระเหย จนแผ่นมาส์คแห้งเร็วเกินไป เกิดรอยย่นและช่องอากาศ การบำรุงฟื้นฟูจึงไม่เต็มที่ ในปัจจุบันจึงมีการพัฒนาแผ่นมาส์ค ชนิดไบโอเซลลูโลส (Biocellulose Mask) ที่คล้ายกับแผ่นเจล มีความยืดหยุ่นแนบสนิท และกักเก็บความชุ่มชื่นดีกว่ามาก

6. หลังการมาส์ค ทำความเข้าใจกับแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ใช้ มาส์คบางชนิดเมื่อทำทรีทเม้นต์เสร็จแล้ว ต้องล้างหน้าอีกครั้ง เพื่อขจัดผงมาส์คที่อาจตกค้างบนผิว เช็ดด้วยโทนเนอร์และลงครีมบำรุง แต่มาส์คเพื่อการบำรุงฟื้นฟูผิว ประเภทหน้ากากบางชนิด ซึ่งมาส์คหลังการเช็ดโทนเนอร์นั้น เมื่อมาส์คเสร็จแล้วก็สามารถทาเซรั่ม ครีมบำรุง และกันแดดตามได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ครีมบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

7. ปลอดภัยไว้ก่อน มาส์คหน้ากากเพื่อการบำรุงที่ใช้เสร็จแล้ว หากยังคงชุ่มไปด้วยสารบำรุง ก็นำมาใช้เพิ่มความสดใสให้ผิวกายได้ โดยนำมาเช็ดผิวลำคอ แขน และผิวกาย ก่อนที่จะทิ้งไป แต่ไม่ควรเก็บมาส์คไว้ใช้ในวันต่อไป เช่นเดียวกับมาส์คประเภทผงผสมสด หากผสมแล้วใช้ไม่หมดก็ควรทิ้ง เพราะสารบำรุงอาจเสื่อมประสิทธิภาพ และอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ทำให้ผิวติดเชื้ออักเสบและแพ้ระคายเคืองได้

8. ดูแลให้ครบวงจร แม้ว่ามาส์คจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่นกระจ่างใสได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การบำรุงผิวพื้นฐานประจำวัน เช่น โฟมล้างหน้า โทนเนอร์ เซรั่มครีมบำรุง และกันแดดก็ขาดไม่ได้ ด้วยใต้ผิวชั้นบนยังมีชั้นผิวอีกสองชั้น ซึ่งต้องได้รับการบำรุงด้วยการกินอาหาร ที่อุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และออกกำลังกาย เพราะเป็นชั้นผิวที่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง อยากมีผิวสวยสมบูรณ์แบบ ก็ต้องดูแลครบวงจรทั้งภายนอกและภายใน

ด้วยน้ำในร่างกายจะระเหยออกทางผิวหนังอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว ผิวจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียความชุ่มชื้น หากไม่ปกป้องบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน ในระยะยาวจะทำให้ชั้นผิวแห้งโรย ไม่แข็งแรง ง่ายต่อการเกิดริ้วรอย หย่อนคล้อย ขาดความยืดหยุ่น การทาครีมบำรุงช่วยให้ผิวชุ่มชื่นได้ แต่ก็เป็นการยากที่สารบำรุงในครีม จะส่งผ่านเข้าไปบำรุงชั้นผิวได้อย่างล้ำลึก เพราะผิวมีชั้นเซลล์หนาแน่นอีกหลายชั้น ที่คอยปกป้องไม่ให้สารบำรุง แทรกซึมลงไปสู่ชั้นผิวลึกได้ง่ายๆ ดังนั้น ต่อให้เลือกครีมบำรุงหรือเซรั่มอย่างดี ก็จะสามารถดูแลผิวได้ลึกถึงเพียงระดับหนึ่งเท่านั้นค่ะ