ชะตากรรมของพระยาทรงสุรเดช หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎร์ (๑๐)

ผลลัพธ์ของฝ่ายกบฎ

เมื่อทหารหัวเมืองที่ถูกคณะกู้บ้านกู้เมืองหลอกให้มาปราบคอมมิวนิสต์นั้น ครั้นทราบจากวิทยุกระจายเสียงว่า รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือว่าการกระทำของตนเป็นการกบฏ ถือว่าเป็นความผิดอุกฤษ ก็ต่างพรั่นตัวกลัวอาญา รัฐบาลปราบกกบฏได้โดยง่ายเช่นนั้นก็ด้วยการใช้สงครามจิตวิทยา ความพ่ายแพ้ของฝ่ายกบฏจึงเกิดขึ้นก่อนที่จะรบกันเสียด้วยซ้ำ

 

แต่การที่พวกเขามิได้ยอมจำนนในทันที ก็เพราะต่างก็นึกว่าไหนๆก็ไหนๆ ถูกหาว่าเป็นกบฏแล้วก็ตกบันไดพลอยโจน พากันจับอาวุธจะสู้ตาย พอได้ยินรัฐบาลประกาศย้ำแล้วย้ำอีกว่า จะไม่เอาโทษแก่นายทหารชั้นผู้น้อยที่มาสวามิภักดิ์โดยดี ก็เกิดความปั่นป่วนรวนเรขึ้นตลอดแนวรบของฝ่ายกบฏ นายทหารชั้นผู้น้อยซึ่งมิใช่เป็นตัวการในการคิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเห็นว่าตนถูกผู้บังคับบัญชาชักจูงมาสู่ผลร้าย ต่างก็คิดหลบหนีเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาล เหตุนี้ทำให้พระยาศรีสิทธิสงครามเห็นความจำเป็นที่จะต้องถอยไปยึดแนวต้านทานอยู่ที่ตำบลปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยจะใช้กำลังทหารร่วมใจของตนจริงๆยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย ส่วนพวกย่อท้อคิดหลบหนีไปสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลนั้น ก็จะทิ้งไว้ที่ดอนเมืองให้มีโอกาสได้สวามิภักดิ์โดยสะดวก

บรรดานายทหารที่หนีทัพแถวดอนเมือง อยุธยา และสระบุรีนั้น ก็ได้พากันเข้ามอบตัวด้วยความเชื่อมั่นตามคำประกาศของรัฐบาลว่าจะไม่เอาโทษ แต่ความหวังของพระยาศรีที่ว่าเมื่อถอยไปปากช่องแล้ว ทุกคนจะคิดสู้ตายก็พลิกล๊อก เพราะตัวพระยาศรีเองเสียชีวิตในที่รบเสียก่อน พอมีเครื่องบินเอาใบปลิวมาโปรยข่มขวัญสำทับเข้าให้อีก ปากช่องต้องแตกก็ด้วยกบฏที่หนีเข้าสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาล จนไม่มีใครคิดจะสู้รบ

บรรดาผู้คิดสู้ตาย แต่มิได้ตายนั้น หลังจากพระองค์เจ้าบวรเดชขึ้นเครื่องบินหนีไปแล้วก็ขี่ม้าตามข้ามเขตแดนไปสู่อินโดจีน ส่วนพวกที่เข้าสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลทั้งหมดนั้น อัยการศาลพิเศษได้เริ่มดำเนินการไต่สวน และฟ้องร้องโดยมิได้คำนึงถึงคำประกาศของรัฐบาลที่ว่าไม่เอาโทษนั้นเลย

หลังจากใช้เวลาพิจารณาคดี ๑ ปีเต็ม ศาลพิเศษที่รัฐบาลตั้งขึ้นก็พิพากษาให้ประหารชีวิต ๖ คน จำคุกตลอดชีวิต ๖๑ คน  จำคุก ๒๐ ปี ๖ คน  จำคุก ๑๖ ปี ๑๗ คน  จำคุก ๑๕ ปี ๒ คน  จำคุก๑๔ ปี ๑๓ คน  จำคุก ๑๒ ปี ๘๙ คน  จำคุก ๑๐ ปี ๙ คน  จำคุก ๙ ปี ๓๘ คน  จำคุก ๕ ปี ๑ คน  จำคุก ๓ ปี ๒ คน  จำคุก ๒ปี ๒ คน  จำคุก ๑ ปี ๑ คน  จำคุก ๖ เดือน ๒ คน  จำคุก ๔ เดือน ๑ คน รวมทั้งสิ้น ๒๕๐ คน       

 

จำเลยที่ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ซึ่งจะใช้วิธีการตัดหัวตามกฏหมายเดิม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯไม่ทรงยอมลงพระปรมาภิไธย รัฐบาลก็ดึงดันไม่ยอมอ่อนข้อ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรงสละราชสมบัติ  รัฐบาลหาทางออกในวโรกาสที่พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ  ลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดทุกคดี พวกนักโทษการเมืองจึงเหลือโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต แต่พวกนี้อยู่บางขวางได้ไม่กี่ปีก็เนรเทศไปไว้ที่เกาะตะรุเตาหมดทุกคน

ห้าปีเศษต่อมา รัฐบาลได้จัดทำการอบรมนักโทษการเมืองที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย แล้วปลดปล่อยเป็นอิสระและยี่สิบสี่ปีหลังจากนั้น รัฐบาลหลวงพิบูลสิ้นอำนาจ ในปลายสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว  รัฐบาลใหม่ของนายควง อภัยวงศ์ได้ออกกฎหมาย นิรโทษกรรมนักโทษการเมืองทุกยุคทุกสมัย ทำให้บรรดานายทหารและข้าราชการที่ยังต้องโทษอยู่ ได้เป็นอิสระชน พวกที่พ้นโทษไปแล้ว ก็ได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์คืนทั้งหมด เสมือนไร้ความผิด สิ้นมลทินทั้งหลายทั้งปวง

พระยาทรงสุรเดชรู้เห็นเป็นใจด้วยกับกบฏบวรเดชหรือเปล่า  ผมก็เชื่อว่าท่านคงระแคะระคายมาก่อนแน่ๆ แต่ท่านอาจจะเบื่อการเมืองจริงๆก่อนหน้านั้น จึงได้ลาออกพร้อมกับชวนสี่เสือออกพร้อมกันทั้งคณะ แล้วตัวท่านกับพระประศาสน์ก็รีบเดินทางไปพม่า ระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์หลวงพิบูลปฏิวัติพระยามโน  โดยชูพระยาพหลขึ้นบังหน้า พอท่านกลับมาถึง หลวงพิบูลก็ส่งเทียบเชิญให้ร่วมงานกันอีก โดยเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีให้ จะเป็นตำแหน่งใดก็ได้ยกเว้นกลาโหม แต่ท่านก็ปฏิเสธ ส่วนพระยาฤทธิ์อัคเนย์นั้นรับเป็นรัฐมนตรีเกษตราธิการ และพระประศาสน์ยอมรับเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม หลวงพิบูลจึงตั้งข้อสงสัยว่า พระยาทรงมักใหญ่ใฝ่สูง จะเอาแต่รัฐมนตรีกลาโหมที่หลวงพิบูลครองอยู่เท่านั้น ทั้งๆที่ความเป็นจริง ท่านอาจพอใจแค่จะทำโครงการโรงเรียนนายทหารชั้นสูงที่คิดไว้ ให้สำเร็จเท่านั้น

ครั้นทหารนอกราชการกับทหารหัวเมืองมีการเคลื่อนไหวผิดสังเกตุ ท่านก็คงรู้เท่าๆกับที่รัฐบาลรู้ เพียงแต่เดาไม่ถูกว่าเรื่องจะเกิดวันไหนเท่านั้น ท่านจึงขอลาไปดูงานยาวถึงยุโรป จะได้ไม่ต้องเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ด้วย เพราะหากอยู่ก็เปลืองตัว ตอนปฏิวัติครั้งแรกท่านเป็นเบอร์ ๒ หลวงพิบูลยังแค่เด็กรุ่นน้องรอฟังคำสั่ง แค่ปีเดียว หลวงพิบูลก็เติบโตขึ้นมาเสมอบ่าเสมอไหล่ เมื่อท่านลาออกจากตำแหน่งไปแล้วก็เท่ากับยอมให้เขาล้ำหน้า หากเกิดกบฏขึ้นมา เป็นทหารก็ต้องเข้าสนามรบ ถึงตอนนั้นแล้วใครจะเป็นหมู่เป็นจ่า

พระยาทรงออกเดินทางไปได้เพียง ๒๐ วัน ก็เกิดกบฏขึ้นตามคาด ทันทีที่ได้รับรายงาน พระยาพหลได้มีคำสั่งให้โทรเลขไปตามพระยาทรงกับพระประศาสน์ ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางให้กลับมาช่วยปราบกบฏโดยทันที และให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปรากฏว่ากว่าจะได้รับโทรเลข เรือได้ออกจากท่าโคลัมโบไปแล้ว กำลังมุ่งหน้าสู่ยุโรป พระยาทรงจึงได้โทรเลขกลับไปว่าตนไม่มีอำนาจจะสั่งการกัปตันให้นำเรือย้อนกลับเข้าท่าได้ จะกลับได้เร็วที่สุดก็ต่อเมือเรือถึงท่าที่ปอร์ตซาอิด เมืองอียิปต์ แล้วต้องรอเรือโดยสารที่จะย้อนกลับมาอีก ฉะนั้นจึงอย่าได้รอตน ขอให้ดำเนินการที่สมควรไปเลย  ดังนั้นเมื่อลงจากเรือที่อียิปต์แล้วกว่าจะจับเรือขากลับมาถึงโคลัมโบ ก็ได้รับข่าวล่ามาเร็วว่าเขาก็ปราบกบฏกันไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เมื่อพระยาทรงกลับมาถึงกรุงเทพจริงๆ ก็ไม่มีบทบาทอะไรให้ทำ

แต่เรื่องนี้กลายเป็นพระยาทรงรับรู้รับเห็นว่าจะเกิดการกบฏ จึงได้รีบเดินทางหลบออกไปต่างประเทศ จากกบฏบวรเดช จึงต่อยอดไปเป็นกบฎพระยาทรง ด้วยประการฉะนี้

ควันแค้นที่ไม่มีวันสิ้น

พระยาทรงท่านเห็นว่าท่านคิดถูกแล้ว ที่หลีกลี้ไปจากเมืองไทยเมื่อได้กลิ่นกบฏ ท่านกับหลวงพิบูลทำงานเคียงข้างกันไม่ได้ ไม่ใช่เพราะหลวงพิบูลเป็นนายพันโทที่ก้าวขึ้นมาใหญ่กว่านายพันเอกเพียงอย่างเดียว แต่บุคคลทั้งสองต่างฝ่ายก็ต่างระแวง ไม่ไว้ใจกันเสียแล้ว 

ความระแวงนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าจริง เมื่อกองทัพฝ่ายเหนือยกมายึดดอนเมืองนั้น พระยาพหลได้แต่งตั้งหลวงพิบูลเป็นแม่ทัพปราบกบฏ ให้พันเอก พระสิทธิเรืองเดชพล (แสง พันธุประภาส) ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนคร พระสิทธิผู้นี้ทราบกันดีว่าเป็นนายทหารคนสนิทผู้จงรักภักดีของพระยาทรง แต่ต่างฝ่ายต่างไม่เกี่ยวกันก็ไม่เป็นไร ครั้นหลวงพิบูลร้องขอนายทหารผู้ใหญ่ให้ไปเป็นที่ปรึกษาที่กอง บ.ก.ซึ่งตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟบางซื่อ พระยาพหลกลับตั้งพระสิทธิ์ขึ้นไป เมื่อพระสิทธิ์ผู้มียศพันเอกไปรายงานตัวต่อพันโท ก็แหม่งๆอยู่ แต่หลวงพิบูลก็พยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยมอบอำนาจให้พระสิทธิ์สั่งงานใดๆได้เต็มที่ทุกอย่าง โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากหลวงพิบูล พระสิทธิ์ตรวจแผนการวางกำลังแล้วเห็นว่า หลวงพิบูลไม่ได้ตั้งแนวรักษาปีกตามหลักยุทธวิธี มีความจำเป็นที่จะต้องจัดขึ้นโดยเร็ว พระสิทธิ์จึงสั่งให้ทหารจากแนวหลังให้ขึ้นมาสมทบเพื่อระวังรักษาปีก

           ก่อนที่ทหารแนวหลังจะมาถึงตามคำสั่งนั้น กองทัพฝ่ายเหนือได้ปล่อย "ตอร์ปิโดบก" มาชนขบวนรถบรรทุกปืนใหญ่ที่ทุ่งบางเขน ก่อความระส่ำระสายตลอดแนวรบของฝ่ายพระนคร หลวงพิบูลก็วิ่งพล่าน รีบเร่งจัดทหารส่งขึ้นไปเสริมกำลังแนวหน้าอย่างอุตลุด พอดีกองทหารจากแนวหลังดังกล่าวมาถึง หลวงพิบูลก็ชี้นิ้วไปที่ทหารกองนั้นแล้วเร่งให้ขึ้นไปกับเขาด้วยด้วย ผู้กองบอกว่าตนได้รับคำสั่งจากพระสิทธิ์จะให้มาประจำรักษาปีก หลวงพิบูลได้ฟังก็โกรธจัด เพราะระแวงอยู่แล้วว่าพระสิทธิ์เป็นคนสนิทของพระยาทรง ซึ่งมีใจฝักใฝ่เข้าข้างทหารฝ่ายหัวเมือง  เลยพาลหาว่าพระสิทธิ์ขัดคำสั่งของตน  วิ่งปราดเข้าไปหาพระสิทธิ์ แล้วชักปืนพกจากซองออกมาทำท่าจะยิง เคราะห์ดีที่นายทหารคนหนึ่งยึดมือไว้ทัน และอีกหลายคนก็ช่วยกันขัดขวางห้ามปราม หลวงพิบูลจึงกลับไป  พอตกค่ำหลวงพิบูลได้ไปหาพระสิทธิ์เพื่อขอโทษ แล้วชี้แจงว่า ที่บันดาลโทสะถึงกับแสดงกิริยาเช่นนั้นก็ด้วยความเข้าใจผิด 

เรื่องนี้เป็นข่าวที่โจษขานกันมาก ผู้สันทัดกรณีย์กล่าวว่า ความเข้าใจผิดของหลวงพิบูลคือ คิดว่าพระสิทธิ์กระทำการเพื่อช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม แต่ที่เข้าใจถูกก็คือ พระสิทธิ์กับพระยาทรงสนิทสนมกันมาก ดังนั้น พันเอก พระสิทธิเรืองเดชพล จึงต้องถูกกำจัด ในคดีกบฏ ๒๔๘๒ ได้เป็นจำเลยคนหนึ่งที่ศาลพิเศษตัดสินลงโทษประหารชีวิต

เมื่อเสร็จศึกคราวนั้น พระสิทธิ์ได้รับการปลอบใจจากพระยาพหล แต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี แต่ก็อยู่ได้ไม่นานนัก พระสิทธิ์ก็ลาออกจากทุกตำแหน่ง แล้วเดินทางไปดูงานทางทหารที่ประเทศพม่ากับพระยาทรง ระหว่างที่ไปได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น หลวงพิบูล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมถูกคนร้ายจ่อยิงขณะกำลังอยู่ในรถ โชคดีที่เพียงแต่บาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อพระยาทรงได้ทราบข่าวว่าหลวงพิบูลถูกยิง ก็รีบเดินทางกลับเมืองไทยเพื่อมิให้เป็นที่ต้องสงสัย         

ผู้ที่ยิงชื่อ นายพุ่ม ทับสายทอง เป็นนักเลงสุพรรณบุรี ชอบดื่มเหล้าเมายา ใครเหม็นหน้าใครก็ขอเหล้าขวดเดียว แล้วจะให้ตีหัวหรือชกหน้าใครก็ได้ตามต้องการ ชายผู้นี้ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะแหวกฝูงชนเข้ามาใช้ปืนพกออโตเมติกยิงหลวงพิบูลถึงสามนัดซ้อน ที่สนามหลวง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ เย็นวันนั้นท่านรัฐมนตรีไปเป็นประธานการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทหารเหล่าต่างๆ  แล้วเพิ่งขึ้นรถจะกลับบ้าน แต่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์เพราะเผอิญนั่งลงแล้วกระบี่เกะกะขา จึงก้มตัวลงจัดในจังหวะที่มือปืนลั่นกระสุน ลูกปืนเลยพลาดจุดตายไปถากต้นคอเป็นแผลยาว กระสุนอีกนัดหนึ่งเข้าทางสะบักหลัง ผ่านทะลุออกด้านหน้าโดยไม่โดนกระดูกไหปลาร้า จึงถือว่าบาดเจ็บเล็กน้อย หลวงสุนาวินและนายทหารคนสนิทรีบลงจากรถมาเอาเรื่อง นายพุ่มจึงผละหนีพร้อมกับยิงปืนเข้าใส่ แต่ก็ไปไม่รอด ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ได้กรูเข้าจับกุมนายพุ่มไว้ได้ แล้วมอบให้ตำรวจเอาตัวไปส่งที่โรงพักชนะสงคราม

 ขณะนั้นพันตำรวจตรี ขุนนามนฤนาทมาถึง ก็ได้เข้ามานำหลวงพิบูลขึ้นรถฟาร์โก้ของตำรวจหน่วยพิเศษไปส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ได้รับซองบุหรี่ทองคำจากหลวงพิบูลเป็นรางวัล แต่ซวย เพราะหลวงพิบูลเกิดจำได้ในภายหลังว่านายตำรวจคนนี้ตอนเป็นทหารยศร้อยเอก ทำงานอยู่หน้าห้องของพระยาทรงสุรเดช         

นายพุ่มให้การที่โรงพักว่า ต้องการแก้แค้นที่น้องชายถูกตำรวจยิงตาย เพราะเข้าใจผิดว่าหลวงพิบูลเป็นนายของตำรวจทั้งหมดด้วย อ่านประวัตินายพุ่มแล้ว แม้จะติดคุกถึง ๗ ครั้ง แต่นอกจากครั้งแรกที่ติดนานหน่อย ที่เหลือก็ดูว่าเป็นคดีเล็กคดีน้อย ไม่ใช่เป็นมือปืนระดับพระกาฬเช่นที่คนสมัยหลังๆเขาจ้างมายิงคู่แค้นกัน คนพรรค์นี้ผู้ที่มีมันสมองคงจะไม่จ้างมายิงบุคคลซึ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ระดับหลวงพิบูล นายพุ่มน่าจะเป็นคนสติไม่ดีมากกว่า ที่อยู่ๆก็เอาปืนไปยิงรัฐมนตรีท่ามกลางคนนับพันๆ โดยคิดว่าตัวคนเดียวจะรอดออกมาใช้เงิน(ถ้ารับจ้างเขามายิง)ได้  ใครๆก็เชื่ออย่างนี้ แม้หลวงพิบูลเองก็ปลงๆไปแล้วว่าเป็นความซวยของตน    

แต่เรื่องนี้ พันตำรวจเอก หลวงอดุลเดชจรัสเพื่อนรักของหลวงพิบูลที่เพิ่งโอนไปเป็นอธิบดีตำรวจไม่ปล่อยให้ผ่าน  สั่งตำรวจลับไปสืบแถวสุพรรณถิ่นของนายพุ่ม พบว่ามีจ่านายสิบตำรวจสวัสดิ์คุ้มครองอยู่ โดยจ่าตำรวจคนนั้นเป็นคนของพันตำรวจเอก พระยาธรณีนฤเบศร์ อดีตผู้บังคับการตำรวจกองปราบสมัยรัฐบาลเก่าอีกทีหนึ่ง เลยจับแพะมาชนกับแกะได้                  

พระยาธรณี (พิทย์ ผลเตมีย์) ในอดีตรับราชการเป็นนายทหารยศพันโท อยู่ที่พิษณุโลก มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งนามว่า ร้อยตรี แปลก ขีตตะสังคะ ต่อมาท่านย้ายสังกัด มาเป็นพันตำรวจเอกพระยาธรณีนฤเบศร ผู้บังคับการตำรวจกองปราม ได้ทำหมายจับบุคคลต้องสงสัย ๕ คน เสนอพลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ มีรายชื่อดังนี้
        ๑ อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ๒ พันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ๓ นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์ กมลนาวิน) ๔ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี  ๕ ดร. ตั้ว ลพานุกรม

แต่เพราะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ไม่ทรงเชื่อ คนกลุ่มนี้เลยรอดจากข้อหากบฏต่อแผ่นดิน แผนของคณะราษฎรจึงลุล่วงไปโดยสะดวก หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สำเร็จ พระยาอธิกรณ์ประกาศถูกเด้งตามระเบียบ ส่วนพระยาธรณียังอยู่ในราชการ และได้พยายามเสนออนุมัติที่จะจับกุมหลวงพิบูลอีกครั้งสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาในข้อหากบฏ  แต่ไม่สำเร็จเพราะพระยามโนเลือกที่จะยอมลาออกโดยไม่คิดสู้ พอรัฐบาลพระยาพหลขึ้นมา ก็ปลดท่านออกจากราชการ

หลวงอดุลสั่งให้ตำรวจจับพระยาธรณีมาตั้งข้อหาว่าเป็นผู้จ้างวานนายพุ่มให้ลอบสังหารรัฐมนตรีกลาโหม ด้วยค่าจ้าง ๑๐๐๐ บาท ในสมัยนั้นเงินพันบาทใครมีก็นับว่าเป็นเศรษฐีย่อยๆได้ ก็ไม่รู้ว่าท่านเจ้าคุณจะลงทุนเอาเงินจำนวนมากขนาดนั้น  มาจ้างกุ๊ยที่รับจ้างตีหัวคนด้วยเหล้าขวดเดียวไปฆ่าหลวงพิบูล แล้วท่านจะได้อะไรขึ้นมาก็ยังนึกไม่ออก       

แต่คดีนี้พระยาธรณีท่านเลือกการยอมรับสารภาพ อาจจะเพราะว่าถึงปฏิเสธอย่างไรก็ยากที่ศาลจะเชื่อจำเลย      

คดีนี้ศาลอาญาตัดสินประหารชีวิตตามคาด แต่เพราะจำเลยสารภาพ จึงปรานีลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ไม่ทราบชะตากรรมของท่านต่อมาเพราะไม่ถือว่าเป็นนักโทษการเมือง  ส่วนนายพุ่มเองโดนไป ๒๐ ปีเท่านั้น แต่แปลกเหมือนกันที่ชื่อของแกหายจ้อยออกไปจากประวัติศาสตร์การเมือง โดยไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีกเลย ทั้งๆที่สองสามปีต่อมามีผู้ถูกประหารชีวิตอีกหลายคนในคดีกบฏพระยาทรง ซึ่งศาลพิเศษเชื่อว่าได้ร่วมว่าจ้างนายพุ่มให้มาฆ่าหลวงพิบูลเช่นกัน มีญาติพี่น้องนายพุ่มมาให้การเป็นพยานโจทก์เพื่อซัดทอดจำเลยด้วย แต่นายพุ่ม ซึ่งน่าจะยังติดคุกอยู่ กลับไม่ถูกเรียกมากับเขาด้วย เดาไม่ออกจริงๆว่าตกลงตอนนั้นแกยังเป็นๆอยู่ในคุก หรือเขาใส่โลงหามออกมาแล้ว

หลวงพิบูลมีโอกาสหายใจได้โล่งอกอยู่พักหนึ่ง แต่พอปีต่อมาก็เกิดเรื่องคบคิดจะกระทำรัฐประหารขึ้นมาอีก

กบฏนายสิบ

ผู้คิดการใหญ่เกินตัวอย่างน่าประหลาดใจครั้งนี้เป็นทหารชั้นนายสิบ ๘ คน ในสังกัดกองพันทหารราบที่ ๒ ภายใต้บังคับบัญชาของพันตรี หลวงประหารริปู  ไม่ปรากฏว่ามีนายทหารสัญญาบัตรเข้าร่วมด้วยสักคน ผู้ที่เป็นต้นคิดชื่อสิบเอกถม เกตุอำไพ ทั้งหมดมีหน้าที่คุมคลังอาวุธของกองพัน และเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของเหล่าพลทหารที่ตั้งใจจะนำออกปฏิบัติการในวันก่อการ

ระบบทหารของสังคมไทยนั้น นายทหารชั้นประทวนนับว่าเป็นคนกลุ่มใหญ่ของกองทัพ ตั้งแต่ระดับสิบตรีถึงจ่านายสิบกระจายกันอยู่ทุกกองพันทหาร มีจำนวนมากกว่านายทหาร และเป็นคนกลุ่มเดียวกับราษฎรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นพลังเงียบที่มีความสำคัญ แต่มักจะถูกมองข้ามไปว่าไม่มีความหมาย

ส่วนสาเหตุที่นายทหารชั้นประทวนเหล่านี้คิดยึดอำนาจนั้นคงจะเพราะหมดนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นที่พึ่ง เนื่องจากคราวกบฏบวรเดช นายทหารที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ได้ถูกขจัดหรือลดอำนาจจนหมดสิ้นทุกกองทัพ แต่ยังเห็นว่าการเมืองยังแบ่งฝักแบ่งฝ่าย โยกย้ายทหารอย่างไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของใคร เพียงแต่ต้องการเอาคนของตนเข้ามาค้ำบัลลังก์ แย่งชิงอำนาจกันไม่จบไม่สิ้น บ้านเมืองยุ่งเหยิงจนพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงสละราชสมบัติ กลุ่มทหารชั้นผู้น้อยแต่จงรักภักดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ที่ได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ คงสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ขนาดไม่กลัวตาย พร้อมจะพลีชีพกระทำการใหญ่