ป้องกันภัยหนาวจากภายในสู่ภายนอก

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

เมื่ออากาศเย็นพัดมาเยือน หลายๆคนจะรู้สึกชื่นชอบ แต่สิ่งสำคัญที่มากับความหนาวเย็น ก็คือ ผลลัพท์ที่ส่งต่อสภาพผิวพรรณของร่างกาย

ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิวที่แตกลอกออกเป็นขุย อาการไข้หวัด หรือในปัจจุบันมีอาการรังแคบนผิวหนังอีกด้วย ทางด้าน ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร แห่งมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพ ทั้งจากภายในสู่ภายนอก โดยมีสำหรับต้านภัยความหน้าหนาวเย็นดังนี้ค่ะ

การป้องกันไม่ให้ผิวแห้งกร้าน

ผิวที่แห้งทำให้แก่เร็วขึ้น เกิดเป็นไฝ ฝ้า หรือกะได้ง่าย รวมทั้งทำให้เชื้อโรค เข้าสู่ชั้นในของผิวหนังได้ง่ายดาย เกิดการระคายเคือง เกิดการแพ้ เกิดการกำเริบของโรคเรื้อนกวาง หรือเกิดเป็นโรคเซ็บเดิมขึ้นได้ วิธีการป้องกันผิวแห้งตามวิถีไทย ได้แก่

1. วิถีไทยในหน้าหนาว มักจะมีตำรับอาหารเฉพาะ ส่วนใหญ่การรับประทานอาหาร ที่มีไขมันอยู่บ้าง เช่น ข้าวปุ๊กหรือข้าวตำงา ข้าวหลาม รำหมกกล้วย บัวลอยไข่หวาน เป็นต้น เพื่อที่ต่อมไขมันได้มีการขับน้ำมันตามธรรมชาติ ออกมาเคลือบผิวไว้ไม่ให้แห้งแตก น้ำมันธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมา จะสามารถเคลือบผิวได้ดี ดังนั้นการรับประทานอาหาร ที่มีความมันอยู่บ้างนั้น นับว่าเป็นประโยชน์ ส่วนข้าวปุ๊กหรือข้าวตำงา จะนิยมนำไปปิ้งแล้วจิ้มน้ำตาลรับประทาน ให้รสชาติหวานๆ สำหรับรำหมกกล้วยนั้น มีคุณประโยชน์ทั้งจากรำข้าว จากวิตามินอีช่วยให้ผิวยืดหยุ่น เต่งตึง ลดจุดด่างดำ ลดริ้วรอย ตลอดจนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย วิตามินบีรวมช่วยในเรื่องบำรุงประสาท เหน็บชา ระบบการเผาผลาญ
นอกจากนี้ ยังมีแร่ธาตุสำคัญๆ อาทิ แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ช่วยเพิ่มพลังงาน เพิ่มการเผาผลาญ เสริมสร้างการเจริญเติบโตของสมอง และเพิ่มการทำงานของระบบฮอร์โมน เมื่อผสมผสานกับกล้วยน้ำว้า ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้กัน คือ กรมอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน วิตามินเอ วิตามินบี รวมทั้งแร่ธาตุแมกนีเซียม โพแทสเซียม ช่วยป้องกันโรคความดัน สำหรับบัวลอยไข่หวานนั้น จะได้ประโยชน์จากกะทิที่มีความมัน เมื่อรับประทานไปแล้ว จะช่วยให้ต่อมไขมันขับความมันมาเคลือบบริเวณผิว ทำให้ผิวไม่แห้งกร้านท้าอากาศหนาว

2. การใช้น้ำมันทาเคลือบผิว ในสมัยก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแตกแห้ง จะใช้น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันงา รวมทั้งน้ำมันหมูมาทาที่ผิว เพื่อไม่ให้ผิวแตกในหน้าหนาว ปัจจุบันนิยมใช้ครีมโลชั่นกัน แต่ถ้าอากาศหนาวเย็นมากๆ หรือความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก ต้องใช้น้ำมันทาเหมือนในอดีต หรือใช้เนื้อครีมหรือโลชั่นที่มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่แรงเกินไป ในการมาทำความสะอาดผิว และไม่แนะนำให้ล้างหน้าล้างมือบ่อยเกินไป ซึ่งในรายของผู้สูงวัยนั้น อาจใช้มะขามเปียกอาบน้ำทำความสะอาดแทนสบู่

การป้องกันไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง

เยื่อบุทางเดินหายใจ เป็นช่องทางที่สัมผัสกับอากาศภายนอก มีเพียงชั้นเซลล์ที่มีความเปียกชุ่มกั้นอยู่เท่านั้น บริเวณชั้นเซลล์เหล่านี้ มีเซลล์ที่ทำหน้าที่จับกินเชื้อโรคอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้ง เพราะจะทำให้เชื้อโรค ฝุ่นละออง เข้าสู่เซลล์ได้โดยง่าย หรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายอีกด้วย การที่ไม่ให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งนั้น ควรต้องดื่มน้ำให้มากๆ และรับประทานสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เพื่อช่วยในการขับเสมหะ ให้มาเคลือบบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจ เอาไว้ให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ คนสมัยก่อนจึงนิยมรับประทานตำรับอาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น แกงส้มดอกแค แกงบอน เป็นต้น รวมทั้งถ้าหากมีอาการไอ จะนิยมทำยาแก้ไอจากผลไม้สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว ซึ่งในฤดูกาลนี้ จะมีมะขามป้อมและสมอไทยออกมาพอดี

การทำให้ร่างกายมีความอบอุ่นขึ้น

ในสภาพที่อากาศหนาวเย็น จะส่งผลให้ธาตุไฟภายในร่างกายแปรปรวน ทำให้การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด ซึ่งต้องการธาตุไฟเข้าไปใช้ เกิดอาการบกพร่องได้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หอบหืดกำเริบ เกิดอาการหนาวใน เป็นต้น ดังนั้นควรรับประทานอาหาร ที่มีรสเผ็ดร้อนในหน้าหนาว เพื่อช่วยเพิ่มธาตุไฟให้กับร่างกาย เช่น ข้าวหมาก พืชในตระกูลขิงข่า พืชผักที่มีรสร้อน เช่น พริก ดีปลี พริกไทย ตะไคร้ ใบกระเพรา เป็นต้น รวมทั้งหมอยาไทยยังนิยมใช้ยาตำรับที่มีรสร้อน เช่น พิกัดตรีสาร ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพรที่มีรสร้อน คือ รากเจตมูลเพลิงแดง เถาสะค้าน รากช้าพลู จะช่วยในการไหลเวียนของเลือด ช่วยย่อยอาหาร และขับเสมหะ 

การทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

สภาพอากาศที่มีความหนาวเย็น มีแสงแดดน้อย ทำให้เชื้อไวรัสหลายชนิด มีความทนทานในสภาพดแวดล้อมได้ดี เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ตาแดง สุกใส เป็นต้น แล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสที่มีประสิทธิภาพเท่าใดนัก โดยเฉพาะกับโรคหวัด ดังนั้นการทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การที่จะต้องได้รับแสงแดดบ้าง เพื่อให้ร่างกายสร้างวิตามินดี ซึ่งมีความจำเป็นในการสร้างภูมิคุ้มกัน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ การให้ความสำคัญในการรับประทานอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินซี วิตามินอี ผักผลไม้ที่มีสี เช่น ฝาง หมากเม่า ดอกอัญชัน ผลไข่เน่า พืชตระกูลเบอร์รี่ มะขามป้อม ตามวิถีไทยจะมีตำรับอาหาร ที่เหมาะสำหรับหน้าหนาว เช่น แกงบอน ต้มข่าไก่ใส่สะเลเต ทอดมันเล็บครุฑ เป็นต้น

สนใจสอบถามเพิ่มเติมเรื่องสมุนไพร สามารถติดต่อที่ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 037-211-288-9 ทุกวันในเวลาราชการได้เลยค่ะ