ตำนานรักของพระราชากับธิดาทูตไทยในต่างแดนช่วงปี พ.ศ. 2492 นับได้ว่าเป็นข่าวครึกโครมที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก นิตยสาร ไลฟ์ ของอเมริกัน ถึงกับส่งผู้สื่อข่าวพิเศษชื่อ จอห์น สแตนตันไปยังโลซานน์เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช เพื่อนำพระราชจริยาวัตร และแผนการเสด็จนิวัติไทยมารายงานต่อสาธารณชน แต่เป้าหมายจริงๆคือนำเบื้องหลังชีวิตรักระหว่าง ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร กับ พระองค์มาเผยแพร่
​นิตยสาร ไลฟ์ ทำให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่าเพลงรักที่เกิดขึ้นประดุจเทพนิยายระหว่างทั้งสองพระองค์ ดูเหมือนจะมีเสียงดนตรี เป็นเสมือนสื่อที่ร้อยรัดดวงหทัยไว้ด้วยกัน เพราะทรงโปรดปรานดนตรีเหมือนๆกัน โดยไลฟ์รายงานว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระสหายนักดนตรีสมัครเล่น 6 คน มาร่วมวงออเครสตร้า และจะทรงสนุกสนานกับการวนเวียนไปรอบๆวง บางทีก็เคาะเปียโน เป่าพิคโคโลบ้าง คลาริเน็ต หรือ แซกโซโฟน แต่จะทรงสำราญพระทัยกับการเป่าทรัมเป็ตของพระองค์อย่างที่สุด คืนไหนสนุกถึงขีด ก็จะบรรเลงกันไปถึงยันสว่างเลยทีเดียว

ในสัปดาห์หนึ่งจะมีอยู่ 2 คืน คือคืนวันพุธกับวันเสาร์ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสวยพระกระยาหารแบบไทยซึ่งทั้งเผ็ดทั้งร้อน โดยมีผู้เป็นที่รักของพระองค์ห้อมล้อมอยู่อย่างใกล้ชิด อาทิ สมเด็จพระราชชนนีซึ่งเดิมทรงเป็นนางพยาบาล สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา และคู่หมั้นผู้งามดังตุ๊กตาของพระองค์เอง คือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร

และเพราะดนตรีนี่เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงหมั้นเมื่อ 2 ปีก่อนขณะเสวยพระกระยาหารค่ำอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในปารีสคืนหนึ่ง พระองค์ทรงพบกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ตั้งแต่ทรงอยู่ในวัย 15 กำลังกำดัด และมีความคิดบางอย่างที่แปลกประหลาด อาทิ เธอชอบเพลงแบบบีบ๊อพอย่างแรงขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเกลียดเพลงบีบ๊อพ ทรงโต้กับเธออยู่นานตลอดเวลาเสวย แต่ก็ไม่อาจทำให้หญิงสาวเปลี่ยนความคิดได้สำเร็จ สุดท้ายทรงขออนุญาต ม.จ.นักขัตมงคลบิดาของเธอว่า จะทรงพาเธอไปฟังเพลงออเครสตร้าบางวงในเมือง เพื่อให้ทรงเข้าใจว่า การที่ทรงแอนตี้เพลงบีบ๊อพนั้นหมายถึงอะไร

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชอบเพลงจังหวะร้อน คราวใดที่หลุยส์ อาร์มสตรองมาแสดงในภาคพื้นยุโรป จะทรงใช้ความเป็นพระราชาเรียกเขามาแสดงถวายได้อย่างสบาย แต่แทนที่จะทรงทำเช่นนั้นกลับทรงตัดสินพระทัยตั้งแต่เวลาตี 3 ว่าจะเสด็จทอดพระเนตรเอง จะทรงเตรียมจัดของลงกระเป๋า จากนั้นราชรถก็จะตะบึงออกเดินทางเป็นระยะ 150 ไมล์สู่นครปารีส โดยปกติเมื่อพระองค์เสด็จฯ ถึงนครปารีส จะมีพวกนักสืบคอยตามระแวดระวังอยู่ข้างหลัง 20 คนจะทรงใช้เวลาบรรทมเล็กน้อย แล้วจึงทรงเริ่มเดินทางไปยังโรงมหรสพเพื่อฟังนักเป่าลือชื่อแสดง

เวลานั้น ม.ร.ว.สิริกิติ์ ได้มาศึกษาต่อระดับไฮสคูลที่โลซานน์ จึงเป็นโอกาสดีอย่างมากที่จะทำความคุ้นเคยกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มากขึ้น ทรงเล่นดนตรีร่วมกันบ่อยๆ โดยฝ่ายหญิงจะเป็นผู้เล่นเปียโนประกอบ แต่ความศรัทธาในเพลงบีบ๊อพอย่างแน่นแฟ้นทำให้ความคิดเห็นไม่อาจลงรอยกับพระองค์ได้ แต่มีอย่างอื่นที่พระองค์กับเธอได้ตกลงลงรอยกันแล้ว นั่นก็คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขอให้ ม.จ.นักขัตรมงคลเสด็จมาที่โลซานน์ แล้วทรงขอหมั้นกับธิดาของท่านเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2492 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระธำมรงค์สององค์แด่ ม.ร.ว.สิริกิติ์เลือก

ทรงเลือกพระธำมรงค์องค์เล็กของสมเด็จพระราชบิดาที่ประทานให้สมเด็จพระราชชนนีซึ่งเล็กมากไม่ถึง 2 กะรัตเพื่อแสดงถึงความรักระหว่างสองพระองค์มากกว่าแทนองค์ทับทิมประดับเพชรงดงามของสมเด็จพระพันวัสสาฯ พอถึงเดือนสิงหาคมพระองค์ก็เสด็จไปที่ลอนดอนซึ่ง ม.จ.นักขัตรมงคลเป็นเอกอัครราชฑูตอยู่ และทรงเข้าร่วมงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของ ม.ร.ว.สิริกิติ์ด้วย จากนั้นก็ทรงประกาศการหมั้นในงานนี้เสียเลย

เมื่อเสด็จนิวัติพระนคร พระราชพิธีราชาภิเษกสมรสได้กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ณ วังสระปทุม แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าวกว่าทุกปีแต่กลับเป็นวันอันร่มรื่นอย่างน่ามหัศจรรย์ ดินฟ้าอากาศเป็นใจให้ประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาอออยู่หน้าวังสระปทุมตั้งแต่ก่อนเวลา 08.00 น.หนาแน่นตั้งแต่สะพานหัวช้างจนเกือบถึงที่ว่าการอำเภอปทุมวัน พระราชพิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลา 09.30 น กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงนำสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับม.ร.ว.สิริกิติ์ ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทูลเกล้าฯถวายดอกไม้ธูปเทียนเครื่องราชสักการะ จากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเจิมพระพักตร์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงเจิมหน้าม.ร.ว.สิริกิติ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนต์ทั้งสอง เป็นอันเสร็จพิธีตามโบราณราชประเพณี

ปรากฏว่าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในครั้งนั้น นอกจากพสกนิกรชาวไทยจะปลื้มปิติอย่างท่วมท้นแล้ว บรรดาประมุขประเทศต่างๆได้พากันจัดหาของขวัญล้ำค่ามาทูลเกล้าฯถวาย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ฑูตานุทูตเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายด้วยพระองค์เองตั้งแต่ในตอนเช้าของวันที่ 26 เมษายน 2493 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

รายแรกที่เข้าเฝ้าคือ นายเอ็ดวิน เอฟ สแตนตัน เอกอัครราชทูตอเมริกัน ซึ่งได้นำของขวัญอันมีค่าจากประธานาธิบดีทรูแมนส่งตรงมาถึงโดยสายการบินแพนอเมริกันแอร์เวย์หมาดๆ เป็นคู้เครื่องรับวิทยุพร้อมเครื่องเล่นจานเสียงแบบใหม่ล่าสุด ตัวตู้ทำด้วยไม้สีบรอนซ์ ด้านบนมีแผ่นโลหะจารึกว่า "แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จากเฮนรี่ เอส ทรูแมน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"

พระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักรทรงเลือกของถวายเป็นเครื่องชุดพระกระยาหารค่ำ 16 ชุด มีตั้งแต่ชามซุบจนถึงถ้วยกาแฟรวม 244 ชิ้น

ขณะที่ประธานาธิบดีแลงซังต์ ออริโอล ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ถวายเครื่องลายครามสำหรับตั้งโต๊ะ 1 ชิ้น

สมเด็จพระบรมราชินีจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์ถวายโถลายครามโบราณอายุกว่า 100 ปี

รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ส่งนาฬิกาอย่างดีที่สุดของสวิสมาให้โดยเอกอัครราชทูตนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายด้วยตนเอง

ดร.ราเชนทร์ ประสาท ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินเดียสั่งให้โรงงานทอผ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของพาราณสีเป็นลาดพระแท่นบรรทมด้วยมือ ปักไหมและดิ้นทอง มีลวดลายงดงาม ผ้าชนิดนี้เรียกกันในประเทศไทยว่า ผ้ากาสีซึ่งเป็นชื่อเดิมของพาราณสี เป็นผ้าที่พระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์จักรีนิยมมาแต่โบราณ

ประธานาธิบดีเจียงไคเช็คของจีนได้จัดส่งแจกันหยกลายดอกไม้ 1 คู่ ถือเป็นของโบราณและและศักดิ์สิทธิ์ แกะสลักอักษรจีน4 คำมีความหมายว่า มังกรบิน หงส์ก็บิน

เสร็จงานพระราชพิธีราชาภิเษกแล้ว รุ่งขึ้นวันที่ 29 เมษายน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน มีกำหนด 5 วัน โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดขบวนรถไฟพิเศษถวาย เป็นขบวนแรกที่ประเดิมออกจากสถานีธนบุรีที่ปากคลองบางกอกน้อย รถพระที่นั่งทาสีไข่ไก่ ตราครุฑทอง พระวิสูตรสีฟ้า ตอนหน้ากั้นเป็นห้องบรรทม มีห้องพระสำราญ ห้องทรงพระอักษร ห้องเสวย และห้องสรง เมื่อขบวนรถไฟเคลื่อนจากที่ ทั้งสองพระองค์ทรงเผยพระพักตร์ทางหน้าต่างรถไฟ โบกพระหัตถ์ พระญาติวงศ์ที่ไปส่งเสด็จและประชาชนที่มาชมพระบารมี ต่างชื่นชมยินดีที่เห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีแย้มสรวลตลอดเวลาอย่างมีความสุข

ตลอดทางขบวนเสด็จฝนตกพรำ ทว่าพอถึงพระราชวังไกลกังวล ฝนกลับขาดเม็ดพอดี ระหว่างประทับที่หัวหินไม่มีหมายกำหนดการ สุดแต่จะทรงพอพระทัย แต่ส่วนมากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับรถพระที่นั่งพาสมเด็จพระราชินีและผู้ใกล้ชิดไปทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ

มีอยู่วันหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถพระที่นั่งซิมคาร์โดยมีสมเด็จพระราชินีประทับด้านข้าง หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญสิริและหม่อมวิภาโดยเสด็จนั่งเบาะหลัง เสด็จตามลำพังไปตามถนนเลียบชายหาดเพื่อจะไปเขาตะเกียบ แต่เนื่องจากฝนตกหนักทั้งคืนจึงทำให้รถพระที่นั่งตกหล่ม ชาวประมงใกล้ๆ ได้เข้ามาช่วยเข็นรถด้วยความอารีโดยไม่รู้ว่าผู้ขับรถคือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอบใจผู้มีน้ำใจช่วยเหลือ ชาวกรุงเทพฯที่มาตากอากาศบริเวณนั้นผ่านมาพบจึงได้รู้ว่าเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระราชินี พากันก้มลงกราบกับพื้น ปิติยินดีที่ได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด