ตะวันรอนที่ "พรุแฆแฆ"

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"ไม่ว่าจะไปช่วยใครที่ไหนก็ต้องถามเจ้าของพื้นที่ก่อน...เพราะชาวบ้านจะรู้จริงกว่าคนอื่น"

พระราชดำรัสดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความใส่พระทัยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งหมายจะเข้าถึงสาเหตุและต้นตอของปัญหาที่ราษฎรในแต่ละพื้นที่ ใช่เพียงจะทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสารหรือทรงรับฟังรายงานของเจ้าหน้าที่เท่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยัง "พรุแฆแฆ" (ภาษาท้องถิ่นแปลว่าลมโชย) อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

พรุแฆแฆเป็นพื้นที่พรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่นับหมื่นไร่ ราษฎรที่ทำมาหากินอยู่รอบๆพรุ มีปัญหาขาดน้ำในหน้าแล้ง บางปีก็เกิดเป็นแหล่งน้ำท่วมขังและเสื่อมโทรมจนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้ศึกษาวิธีการที่จะระบายน้ำในที่ลุ่มยามน้ำหลาก และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง เพื่อให้ชาวบ้านสามารถทำการเพาะปลูกได้

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น เดิมทีได้กำหนดจุดที่หมายไว้ถึง ๔ จุด จุดหมายแรกคือบ้านเจาะใน ซึ่งกว่าจะเสด็จพระราชดำเนินถึงก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรพรุแฆแฆด้านตะวันตก และมีพระราชกระแสกับชาวบ้านจนเย็นย่ำ เพียงเสด็จฯถึงจุดหมายที่ ๑ เท่านั้น "ข้อมูลใหม่" ที่ทรงทราบจากชาวบ้านก็ได้จุดประกายความสนพระราชหฤทัย นั่นคือ คลองน้ำจืดแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำใหญ่ หากสร้างอาคารกั้นน้ำขึ้น คลองน้ำจืดแห่งนี้ก็จะเปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านกับพื้นที่ใกล้เคียงสามารถนำน้ำจืดมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมหาศาล

ช่วงเวลานั้นเริ่มจะมืดแล้ว ได้ทรงตัดสินพระทัยว่าจะต้องเสด็จฯไปทอดพระเนตรความเป็นไปได้นี้ด้วยพระองค์เอง จึงทรงระงับจุดหมายที่ ๒ เปลี่ยนสถานที่เสด็จฯ ทรงชี้ในแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐ แล้วรับสั่งว่าจะเสด็จฯไปดูปากคลองน้ำจืดแทน แต่เนื่องจากเป็นทางที่รถยนต์เข้าไม่ถึง ถนนหนทางทุรกันดาร เจ้าหน้าที่จึงกราบบังคมทูลว่า "เสด็จฯไปไม่ได้" แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งเพียงสั้นๆว่า "ฉันไปได้"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินโดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องทาง สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ทรงได้พบกับชายไทยมุสลิมวัย ๗๐ กว่าปี ชื่อ วาเด็ง ปูเต๊ะ ผู้ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม "พระสหายแห่งสายบุรี"

ลุงวาเด็งในเวลานั้นนุ่งโสร่งตัวเดียวโดยไม่สวมเสื้อ ได้แสดงอาการตื่นเต้นดีใจ รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระประสงค์จะทอดพระเนตร แต่เมื่อในหลวงทรงถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ ตลอดจนเส้นทางการขุดคลองสายทุ่งเค็จว่ามีเขตติดต่อกับที่ใดบ้าง ชายชราก็ได้ใช้ภาษาพื้นบ้านกราบบังคมทูลอย่างคล่องแคล่วฉะฉานได้ทุกคำถาม และถูกต้องตามแผนที่ส่วนพระองค์ กระทั่งพระองค์ถึงกับตรัสชมว่า

"วาเด็ง ปูเต๊ะเป็นคนรู้จริง"

ข้อมูลที่ทรงได้รับจากลุงวาเด็ง และชาวบ้านในพื้นที่นี้เอง จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ ซึ่งอำนวยประโยชน์ต่อชาวบ้านในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงอย่างมหาศาลตราบจนถึงปัจจุบัน

 

(เรียบเรียงจากหนังสือ "ตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งน้ำ โดย สุวิสุทธิ์"