"ทรงให้ผันน้ำท่วมเข้าพื้นที่ส่วนพระองค์"

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นในบางพื้นที่แถบภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและน้ำทะเลหนุนสูง

ที่จังหวัดอ่างทอง ปริมาณน้ำที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เขื่อนดินแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งตั้งอยู่ที่คลองบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง พังทลายลง กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สูง ๙ เมตรเศษจึงไหลบ่าลงคลองบางแก้วและคลองชลประทานจนเอ่อล้นท่วมบ้านเรือน วัด ถนนหนทาง พื้นที่เกษตรในอำเภอเมืองอ่างทองอย่างรวดเร็วและรุนแรง และน้ำไหลทะลักเข้าท่วมถนนสายเอเชียขาล่องหลัก ส่งผลให้การจราจรติดขัดมาก อีกทั้งสถานการณ์น้ำท่วมนี้ยังทำให้ถนนหลวง ๖๘ เส้นทางใน ๒๒ จังหวัดอยู่ในภาวะวิกฤติ

นอกจากนี้กระแสน้ำได้ไหลทะลักท่วมพื้นที่อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ส่งผลให้ทุ่งข้าวนาปีและนาปรังใน ๒ จังหวัดดังกล่าวถูกน้ำท่วมกว่าสามแสนไร่

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวร้ายจากจังหวัดลพบุรีว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่สามารถรองรับน้ำได้เต็มที่ ๙๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนั้น ระดับน้ำในเขื่อนมีมากกว่าพันล้านลูกบาศก์เมตร สูงเกินกว่าปริมาตรที่จะเก็บกักได้แล้ว

ในต้นเดือนตุลาคมนั้น กรมชลประทานได้เปิดเผยถึงข่าวที่ยินดีข่าวหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำที่ไหลบ่าอยู่นั้นเข้าไปในที่ดินส่วนพระองค์ซึ่งมีความกว้างนับพันไร่ บริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย (ทุ่งมะขามหย่อง) ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยน้ำที่ผันเข้าไปนั้นจะกักเก็บเอาไว้ในแก้มลิงส่วนพระองค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้เอง ที่จุดประกายให้ประชาชนที่มีที่นาอยู่ในทุ่งหลายแห่งที่ใกล้เคียง ต่างยินยอมพร้อมใจให้หน่วยราชการดำเนินการผันน้ำเข้าไปในทุ่งอันเป็นที่นาของตนบ้าง จนในที่สุดก็สามารถตัดยอดน้ำช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงในเขตกรุงเทพมหานครได้ และสามารถลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านกรุงเทพฯอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสถึงการทำอ่างเก็บน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ดังพระราชดำรัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ตั้งอยู่ที่บริเวณทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า

"เหตุผลที่ทำอย่างนี้ เพราะว่าในอนาคตอาจจะมี ที่จริงก็มีน้ำท่วมทุกปี และถ้ามีน้ำท่วม น้ำจะลงไปท่วมบ้านเมือง โดยเฉพาะอยุธยาลงมาถึงปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และลงไปทางสมุทรปราการ ถ้าหากเราทำอ่างกักน้ำ จะเรียกว่าอ่างเก็บน้ำก็ได้ แต่เป็นสระที่ใหญ่พอ เราสามารถที่จะกักน้ำเอาไว้ ซึ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนของการที่มีน้ำท่วม และต่อไปเมื่อน้ำแห้งแล้ว น้ำที่เราเก็บกักเอาไว้ในสระนั้น จะเป็นประโยชน์แก่ราษฎรที่อยู่ใกล้เคียง"

นับเป็นพระอัจฉริยภาพที่ทรงมองเห็นการณ์ไกล และทรงมีน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรอย่างแท้จริง

 

(ข้อมูลจากหนังสือ "ตามรอยพระบาท จอมปราชญ์แห่งน้ำ")