"พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน" พระมหากรุณาธิคุณแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อน

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อทางผิวหนังซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาป้องกัน ความน่ากลัวของโรคเรื้อนคือหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะเข้าไปทำลายเส้นประสาทส่วนปลายที่หล่อเลี้ยง เช่น บริเวณปลายมือ ปลายเท้า ทำให้อวัยวะเหล่านี้พิการ และอาจร้ายแรงถึงนิ้วกุดหรือเท้าเป็นแผลติดเชื้ออักเสบลุกลามจนถึงต้องตัดทิ้ง

ใน พ.ศ.๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามที่ต่างๆ และได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ป่วยโรคเรื้อนอยู่ปะปนกับคนทั่วไปในหลายแห่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดโรคติดต่อได้ จึงมีพระราชดำรัสถามอธิบดีกรมอนามัยว่า เมื่อใดจะจัดการรักษาคนป่วยเป็นโรคเรื้อนให้หมดไปจากเมืองไทย ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา อดีตรองประธานกรรมการมูลนิธิราชประชาสมาสัย ได้เขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ในอนุสาร อ.ส.ท.ว่า

"อธิบดีกรมอนามัยกราบบังคมทูลว่า ถ้ามีเงินหนึ่งล้านบาทเพื่อสร้างสถานที่ค้นคว้าและวิจัยเรื่องโรคเรื้อนแล้ว โรคเรื้อนก็จะหมดไปได้ภายในเวลา ๑๐ ปี แต่รัฐบาลไม่มีงบประมาณที่จะจัดสรรให้ในเรื่องนี้ จึงไม่ทราบว่าเมื่อใดจะกำจัดโรคเรื้อนให้หมดได้ มีพระราชกระแสดำรัสสั่งอธิบดีกรมอนามัยทันทีว่า ให้จัดสร้างสถาบันที่ต้องการนั้นขึ้น โดยพระองค์ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานเงินจากทุนอานันทมหิดล..."

ใน พ.ศ.๒๔๙๙ ได้พระราชทานเงิน "ทุนอานันทมหิดล" แก่กระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นทุนเริ่มแรกในการจัดสร้างอาคารภายในบริเวณ สถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อจัดตั้งเป็นสถาบันฝึกอบรมและวิจัยโรคเรื้อน สนับสนุนการควบคุมโรคเรื้อนต่อไป โดยเงินที่เหลือจากการก่อสร้างอาคารครั้งนั้น พระบำราศนราดูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำไปเป็นทุนก่อตั้งมูลนิธิ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ "สถาบันราชประชาสมา
สัย" มั่นคง แข็งแรง สามารถสนับสนุนงานโรคเรื้อนของกระทรวงสาธารณสุขอย่างยั่งยืนต่อไป และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า "มูลนิธิราชประชาสมาสัย" อันเป็นมงคลนาม ซึ่งมีความหมายว่า "พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน"

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสถาบัน ได้ทอดพระเนตรเห็นบุตรผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแยกเลี้ยงจากบิดามารดาแต่แรกเกิดไว้ ๗-๘ คน รับสั่งถามแพทย์ว่าจะส่งเด็กๆเหล่านี้ไปเข้าโรงเรียนที่ไหน แพทย์กราบบังคมทูลว่า ไม่สามารถส่งเด็กไปเข้าโรงเรียนใดได้ เพราะมีพระราชบัญญัติควบคุมโรคเรื้อนบังคับอยู่ มิให้โรงเรียนใดรับบุตรผู้ป่วยโรคเรื้อนเข้าเป็นนักเรียน

ต่อมาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขจดทะเบียนตั้ง "มูลนิธิราชประชาสมาสัย" ขึ้นแล้ว ได้ขอพระราชทานพระกรุณาให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสว่า ถ้ามูลนิธิจะขออยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ก็จะต้องเพิ่มวัตถุประสงค์ขึ้นอีกข้อหนึ่งคือ จะให้การศึกษาแก่บุตรผู้ป่วยโรคเรื้อนด้วย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา เป็นผู้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อน เมื่อสร้างโรงเรียนอนุบาลและประถมแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียน มีพระราชดำรัสว่า

"การที่ดำริจัดสร้างสถานศึกษานี้ขึ้น ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กผู้พลอยประสบเคราะห์กรรม ให้มีสถานที่เล่าเรียน ซึ่งโดยธรรมชาติควรมีสิทธิเสรีที่จะกระทำสิ่งใดได้เช่นผู้อื่น การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่โชคชะตาบันดาลให้ต้องเกิดมาในภาวะเช่นนี้ย่อมเป็นกุศลและเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติ เพราะเด็กเช่นว่านี้ เมื่อได้รับการศึกษาอบรมด้วยดี เติบโตขึ้นก็จะเป็นพลเมืองที่ดี เป็นประโยชน์แก่ตนเอง และชาติบ้านเมืองในอนาคต..."

ประเทศไทยสามารถกำจัดโรคเรื้อนได้สำเร็จเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ ผู้ป่วยโรคเรื้อนและบุตรหนึ่งแสนแปดหมื่นกว่าคน ได้รับการรักษาหาย และได้รับการศึกษา ปัจจุบันในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับโครงการควบคุมโรคเรื้อนไว้ในพระราชดำริมายาวนาน ๖๐ ปีแล้ว