คำฟุ่มเฟือยในภาษา

มองภาษา

ผู้ใช้ถ้อยคำในภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ภาษาให้ดีที่สุดและอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสื่อมวลชนเป็นประตูบานแรกที่เปิดภาษาสู่สาธารณชน ไม่ว่าการพูด การเขียน การพิมพ์และการเผยแพร่ (ทุกช่องทาง) สู่สาธารณชน การที่ประชาชนผู้เสพข่าวได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านคุ้นหูคุ้นตาบ่อยๆ ก็มักติดตาตรึงใจให้เกิดความเคยชินจนจดจำได้ และพลอยเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะรู้ว่า (อาจ) ไม่ถูกต้อง แต่มันก็ฝังไปในชีวิตประจำวันเหมือนคำว่า "บ๊ายบาย โอ.เค. โดนใจ ใช่เลย รักนะเด็กโง่ จุ๊บๆ" เหมือนคำที่ไม่ควรใช้ทั้งหลาย แต่พอพวกสื่อมวลชนหรือดาราหรือละครใช้บ่อยๆ เช่น "อุบาทว์ จัดให้ จัดเต็ม..." ในที่สุดกลายเป็นความเคยชิน หรือรู้สึกไม่หยาบคายหรือเห็นว่าลดความรุนแรงกว่าที่เคยรู้สึกในวันเก่าๆเดิมๆ

จะว่าไปแล้ว สื่อมวลชนสมัยใหม่เป็นบุคคลที่ว่าน่าสงสารก็ว่าได้ เพราะสถาบันการศึกษาก็อาจไม่เคร่งครัดในการใช้ภาษาหรือถ้อยคำสำนวน ตลอดจนกิริยามารยาทในการเข้าสังคมเท่าที่ควร เพราะคนจำนวนมาก อะไรก็รีบเร่ง แม้กระทั่งการผลิตคนออกมาทำสื่อ ก็ต้องแข่งขันเอาเร็วเข้าว่า ทำให้อาจหย่อนยานด้านคำนึงถึงคุณภาพก็เป็นไปได้ อย่างที่สะท้อนผ่านลูกศิษย์ที่ออกมาทำงาน เมื่อมีอะไรที่ต้องพูดถึงคุณธรรมหรือการมีจรรยาบรรณต่อแหล่งข่าว ก็ได้ยินว่า อาจารย์สอนว่า ขอให้ได้ข่าวมา ที่คำนึงถึงการมีคุณธรรมและจรรยาบรรณอย่างสมัยก่อน ต้องอ้าปากค้าง

ยิ่งการที่นักข่าวต้องรายงานสดทางโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ บางทีก็รายงานจากเฮลิคอปเตอร์ หรือโฟนอิน หรือเฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ หรือไอโฟน ไอแพด ฯลฯ ไม่ต้องรอให้หัวหน้าข่าวหรือผู้เรียบเรียงข่าว (rewriter) ตรวจแก้ไขให้ถูกต้องสมควร ความไม่ควรและผิดพลาดก็มีโอกาสเป็นไปได้ง่าย แม้คนที่ต้องรายงานในพิธีหรือราชพิธีหรือรายงานการตามเสด็จจากต่างประเทศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ต่อให้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ก็ยังพบความบกพร่องได้เสมอ 

ถ้อยคำฟุ่มเฟือยที่ตัวผู้พูดเองอาจไม่รู้สึก แต่คนฟัง แม้ไม่ใช่ครูอาจารย์ภาษาไทย ที่ได้ยินได้ฟังแล้วรำคาญเป็นอันมาก เช่น

เรื่องแรก น่าจะได้แก่ "ครับ" หรือ "ค่ะ" ที่ใช้ขึ้นต้นก่อนจะพูดอะไรๆหรือก่อนจะเริ่มเข้าสู่รายการ แทนที่จะเริ่มด้วย "สวัสดีครับ (ค่ะ)" ครั้งแรก แล้วต่อจากนั้น เมื่อเริ่มช่วงหลัง มีอะไรก็ว่าต่อไปไปได้เลย เช่น "ท่านผู้ชมที่เคารพ กลับมาสู่รายการ...ของเราต่อไป" หรือ "ท่านผู้มีเกียรติ ครับ (คะ) กลับมาสู่ช่วงที่สองของรายการต่อไป..."

เรื่องที่ ๒ คือ "นะครับ" หรือ "นะคะ" ที่แทรกเข้ามาในระหว่างประโยค หรือแม้กระทั่งระหว่างนามที่ต้องอ่านต่อๆกันเป็นชื่อเดียว (เช่นพระนามเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์) ถ้านานๆมีมีลงท้ายว่า "ครับ/ค่ะ" สักครั้งก็จะไม่น่ารำคาญนัก แล้วก็ไม่จำเป็นต้อง "นะครับ / นะคะ" เลย ยิ่งบางครั้งกำลังใช้ราชาศัพท์ในการบรรยายหรือกราบทูล/ กราบบังคมทูลรายงาน ปล่อยท้ายข้อความเฉยๆน่าฟังกว่าจะมีนะครับ/นะคะมาแถม 

คำว่า "นะครับ/นะคะ" น่าจะเป็นคำเน้นหรือย้ำบางโอกาสเท่านั้น เช่น "ท่านอย่าลืมนำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วยทุกครั้งนะครับ/นะคะ" ไม่ใช่คำลงท้ายประโยคหรือการรายงานหรือลงท้ายเรื่องราวต่างๆแต่อย่างใด หากเมื่อจบรายงานหรือรายการ หรือประโยค นานๆจะ "ครับ" หรือ "ค่ะ" สักครั้งก็ได้ เช่น "นี่คือรายงานการตามเสด็จพระราชดำเนินยังกรุงปักกิ่งในคราวนี้ครับ/ค่ะ สวัสดีครับ/ค่ะ" ก็ฟังดูน่าสมควรกว่า แม้ไม่ลงท้ายด้วย "ครับ/ค่ะ" ก็ฟังดูดี ไม่น่ารังเกียจแต่อย่างใด

เรื่องที่ ๓  คำ (วลี) ถัดไปคือ คำ (วลี) ที่คนพูดใช้โดยไม่จำเป็นคือ "เรื่องของ" โดยเฉพาะคำว่า "ของ" ที่ไม่ได้กล่าวถึงคนหรือนามที่ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น เรื่องของน้ำประปา เรื่องของน้ำท่วม เรื่องของอาหารจานด่วน เรื่องของของแพง เรื่องของหอมหัวใหญ่ เรื่องของการคอรัปชั่น ฯลฯ ทุกตัวอย่างที่กล่าวมานี้ ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า "ของ" เลย สื่อควรใช้ว่า "เรื่องน้ำประปา เรื่องน้ำท่วม เรื่องอาหารจานด่วน เรื่องของแพง เรื่องหอมหัวใหญ่ เรื่องการคอรัปชั่น ฯลฯ เพราะคำนามที่ตามหลังคำว่า "ของ" นั้น ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็น "เจ้าของ" ของสิ่งที่กล่าวมาข้างหน้าแต่ประการใด

แม้แต่บางทีคล้ายๆจะใช้ได้ แต่พิจารณาให้ดีแล้ว เห็นว่า ไม่จำเป็น เช่น "ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของตำรวจเขาจัดการเอง" ประโยคที่ถูกน่าจะเป็น "ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องที่ตำรวจเขาจะจัดการเอง" หรือใช้สั้นๆว่า "นอกจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ" ประโยคเช่นนี้จึงควรใช้ "ของ" มาแทรกได้ คือเป็นเรื่อง "หน้าที่" ของ "ตำรวจ" (ตำรวจเป็นเจ้าของหน้าที่) 

เรื่องที่ ๔ วลีที่ว่า "ในส่วนของ" เสียเวลาในการคิดการพูด เสียเนื้อที่ในการเขียน ทำให้ภาษาฟุ่มเฟือยน่ารำคาญ ถ้าเพียงใช้ว่า "ส่วน" คำเดียวก็ได้ความดี หรืออาจใช้ "คำ" หรือ "วลี" อื่นแทนได้ เช่น "แต่" "ขณะที่" อาจใช้แทนและได้ความไพเราะมากกว่า

คำว่า "ส่วน" "แต่" "ขณะที่" นี้ เป็นคำเชื่อมวลีหรือประโยคที่มีความขัดแย้งหรือแบ่งฝ่ายกัน เช่น "ฝ่ายรัฐบาลก็ดึงดันที่จะลงมติให้ได้ ส่วน (แต่ / ขณะที่) พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะมีการอภิปรายต่อไป" ฯลฯ

ผู้เขียนเข้าใจว่า ที่มีคำหรือวลีฟุ่มเฟือยแทรกเข้ามาให้เสียเวลา เสียความกระชับในภาษา เพราะคนพูด ใช้คำหรือวลีเหล่านี้เป็นตัวถ่วงให้ตนคิดหรือพูดถึงสิ่งที่คิดไม่ทันในขณะนั้น เลยต้องใช้คำแทรกเข้ามาเป็นตัวถ่วงเวลาให้ตนได้คิดก่อน เช่นเดียวกับวลีฟุ่มเฟือยในสมัยก่อนที่เอาอย่างกัน คล้ายๆจะถือว่า "โก้เก๋" ที่ใช้วลีมาถ่วงว่า "มันเป็นอะไรที่..." "จริงๆแล้ว" "อะไรประมาณนั้น" ฯลฯ รวมทั้ง "นะครับ นะคะ" ที่แทรกเข้ามาจนน่ารำคาญ ซึ่งอาจารย์ภาษาไทยเห็นว่าคนพูดนั้น "บ้อท่า" คิดอะไรไม่ออกหรือคิดไม่ทัน ก็เลยหาวลีมาถ่วงเวลา (ให้เปล่าประโยชน์)ไว้ก่อน

เรื่องที่ ๕ คำที่เพิ่มเข้ามาโดยไม่จำเป็นคือ "แพ้ให้กับ" ในรายงานการแข่งขัน ประโยคที่กล่าวถึงผลการแข่งขันนั้น มีเพียง ๓ ประการ คือ ชนะ เสมอ แพ้ โดยที่คำกริยา "ชนะ" หรือ "แพ้" เป็นคำกริยาที่มีกรรมมารับโดยตรงอยู่แล้ว เช่น 

"เมื่อคืนก่อนทีมเชลซีชนะทีมบาร์เยิร์นมิวนิคในรอบชิงชนะเลิศปีนี้ โดยที่ทำประตูได้เสมอกันในเวลา ๙๐ นาที และช่วงต่อเวลาพิเศษ ๓๐ นาที จนต้องใช้วิธียิงลูกโทษตัดสิน" หรือประโยคว่า "ตลอดเวลา ๙๐ นาทีในการแข่งขัน รวมทั้งต่อเวลาพิเศษ ๓๐ นาที เชลซีเสมอกับบาร์เยิร์นมิวนิคจนต้องดวลลูกโทษตัดสิน" จะเห็นว่าได้ความสมบูรณ์แล้ว

แต่ทุกวันนี้ นักข่าวกีฬาเกิดขยันไปหาคำมาเสริมให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นจนน่ารำคาญและเป็นการทำให้ภาษาวิบัติ เช่นประโยคว่า "ก่อนหน้านั้นในรอบรองชนะเลิศ ทีมลิเวอร์พูลแพ้ (พ่าย) ให้กับ เชลซีไปอย่างน่าเสียดาย" ทั้งๆที่ประโยคนี้ไม่ต้องมี "ให้กับ -ให้แก่-ให้ต่อ" มาเพิ่มเติมให้รกรุงรังหรือเป็นการฟุ่มเฟือยก็ได้ความดีอยู่แล้ว

ยังคงมีภาษาฟุ่มเฟือยอย่างนี้มาคุยให้รำคาญกันอีกมาก โปรดอย่าได้ระอาเสียก่อน เพราะความที่รักและเป็นห่วงภาษาไทยตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาภาษาให้คงบริสุทธิ์ จนสุดความสามารถที่เราจะทำได้