พระพุทธศาสนามีคุณค่าประเสริฐสุด

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงตนเป็นพุทธมามกะ และทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาด้วยพระราชศรัทธาอันแน่วแน่ตลอดมา

ในระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม-๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๙ ได้ทรงพระผนวชที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในระหว่างนั้นได้ทรงศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ดังที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงเล่าถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระผนวชว่า

"...พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงพระผนวชตามราชประเพณีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่ทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธา ที่ตั้งมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง มิได้เป็นบุคคลจำพวกที่เรียกว่า 'หัวใหม่' ไม่เห็นศาสนาเป็นสำคัญ แต่ได้ทรงเห็นคุณค่าของพระศาสนา ฉะนั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาสามัญก็กล่าวได้ว่า 'บวชด้วยศรัทธา' เพราะทรงพระผนวชด้วยพระราชศรัทธา ประกอบด้วยพระปัญญา และได้ทรงปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด..."

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และได้ทรงสนทนาธรรมกับสมเด็จพระสังฆราชและพระสงฆ์ผู้ทรงศีลมากมาย อาทิ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงพ่อเกษม เขมโก หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ฯลฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และทรงเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ดังที่ได้พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดประชุมของสมาคมพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๔ ไว้ว่า

"...ธรรมะในพระพุทธศาสนามีความหมดจดบริสุทธิ์และสมบูรณ์ บริบูรณ์ด้วยเหตุผล ซึ่งบุคคลสามารถจะศึกษาและปฏิบัติด้วยปัญญา ความเพ่งพินิจ ให้เกิดประโยชน์คือความเจริญผาสุกแก่ตนเองได้อย่างแท้เที่ยง ตั้งแต่ประโยชน์ขั้นพื้นฐาน คือการตั้งตัวได้เป็นปรกติสุข จนถึงประโยชน์ขั้นปรมัตถ์ คือหลุดพ้นจากเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัดทุกประการ ข้อนี้เป็นลักษณะพิเศษในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้พระพุทธศาสนามีคุณค่าประเสริฐสุด..."