"พิณเปี๊ยะ" ดนตรีแห่งสรวงสวรรค์

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

"มีศิลปินหลายคนบอกว่า เปี๊ยะเป็นเหมือนเสียงจากสวรรค์ เพราะว่ามีความไพเราะและก้องกังวาน โดยที่ไม่ต้องมีเสียงนักร้องหรือดนตรีอื่นมาประกอบ จงใจให้ผู้ฟังได้ดื่มด่ำมีความสุขกับเสียงพิณล้วนๆ แต่สำคัญคือต้องใช้ใจฟังด้วย ใช้แค่หูฟังเพียงอย่างเดียวไม่ได้"

คำบอกเล่าของ รจนา จันทาพูน ศิลปินนักดนตรีพื้นเมืองล้านนา และครูโรงเรียนเทศบาลแม่คำ (แม่คำสบเปินราษฎร์นุกูล) จังหวัดเชียงราย เมื่อครั้งเดินทางสู่เมืองหลวง เพื่อร่วมในงานแถลงข่าว "งานมหกรรมวัฒนธรรม วิถีถิ่น วิถีไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๗๐ ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙" จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระตุ้นให้ผู้ชมใคร่อยากทำความรู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้มากยิ่งขึ้น

"พิณเปี๊ยะ" เป็นเครื่องดนตรี ประเภทเครื่องสายที่เล่นด้วยการเกี่ยวสายด้วยปลายนิ้วหรือเล็บ พบในล้านนา หากแต่ประวัติที่มากลับไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันชัดเจน ข้อมูลอ้างอิงที่ได้จากบล็อก http://lifestorymusic.blogspot.com โดย กนกรัชต์ สายทอง กล่าวไว้ว่า

"สันนิษฐานกันว่าพิณเปี๊ยะพัฒนามาจากพิณน้ำเต้าที่พวกพราหมณ์เป็นผู้ทำขึ้นเล่นก่อน เพื่อประกอบการสวดโองการอ่านภควคีตา ต่อมาพราหมณ์ได้เผยแพร่เข้าสู่สุวรรณภูมิเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว ดนตรีชนิดนี้จึงติดตามเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่รัฐฉานของประเทศพม่า ประเทศเขมร ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานใต้ของไทย แม้กระทั่งในกรุงศรีอยุธยาเองมีหลักฐานยืนยันว่า มีการเล่นพิณเปี๊ยะมาก่อน แต่ช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่ปรากฏว่ามีการเล่นพิณเปี๊ยะในแถบภาคกลางและภาคอีสานอีกเลย แต่ยังคงเล่นอย่างแพร่หลายในภาคเหนือมาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจากภายนอกไหลบ่าเข้ามาแทนที่ วิถีชีวิตของสังคมเกษตรกรรมในชนบทเริ่มเปลี่ยนแปลงไป พิณเปี๊ยะเริ่มหายไป เพราะไม่ค่อยมีใครหัดหรือทำขึ้นมาเล่นอีก"

"สมัยก่อนเวลาเดินทางไกลไปตามป่าดง เขาจะอาศัยเสียงพิณในการทำให้สัตว์ป่าแถวนั้นรู้ตัวแล้วก็หนีไป กับใช้เป็นสัญญาณบอกให้สาวที่หมายปองรับรู้ว่าเรามาแล้วนะ เพราะแต่ก่อนไม่มีไฟฟ้า เวลาจะจีบสาวเลยต้องอาศัยใช้เสียงเครื่องดนตรีอย่างพิณเปี๊ยะนี่แหละเป็นสัญญาณ แล้วเปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่เสียงเบา ฉะนั้นเวลาฟังต้องเข้ามานั่งฟังใกล้ๆ และต้องใช้สมาธิในการฟังค่อนข้างมาก เสียงพิณจะหวานๆช้าๆ ก้องกังวาน ใช้ดีดคลอกับการขับลำนำบรรยายความรู้สึกในใจได้ดี แต่เมื่อเกิดเหตุขณะที่ไปเที่ยวสาว แล้วเกิดการแย่งสาวกันขึ้นและใช้พิณเปี๊ยะเป็นอาวุธทำร้ายกันจึงได้มีการห้ามไม่ให้มีการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้อีก ทำให้พิณเปี๊ยะไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร"

ครูแดง-รจนาให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม ความเป็นเครื่องดนตรีเฉพาะกลุ่ม คือมีเสียงเบา และมีความยาก ทั้งวิธีการเล่น เรื่อยไปจนถึงวิธีการทำ โดยเฉพาะการหล่อตรงส่วนหัวเปี๊ยะซึ่งต้องใช้วัสดุซึ่งหาได้ค่อนข้างยากและช่างที่มีความชำนาญ ผนวกกับเหตุการณ์ใช้พิณเปี๊ยะเป็นอาวุธในการทำร้ายร่างกายกันทำให้เครื่องดนตรีนี้ค่อยๆ สูญหายไป กระทั่งในปี ๒๕๑๘ เมื่อ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ เดินทางไปที่ประเทศเดนมาร์ก และได้ฟังดนตรีที่มีเสียงไพเราะจึงสอบถามจนได้ความว่าเครื่องดนตรีนี้ที่แท้ก็คือ พิณเปี๊ยะจากประเทศไทยนั่นเอง จึงได้เริ่มมีการเสาะหาตัวนักดนตรีพิณเปี๊ยะรุ่นเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ อาทิ พ่ออุ้ยแปง โนนจา พ่ออุ้ยวัน ถาเกิด พ่อบุญมา แก้วปินใจ ฯลฯ และฟื้นฟูการเล่นพิณเปี๊ยะขึ้นมาอีกครั้ง โดยมี จรัญ มโนเพ็ชร เป็นหนึ่งศิลปินคนสำคัญในการช่วยผลักดันและเผยแพร่พิณเปี๊ยะจนกลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ในที่สุด

"คำว่า เปี๊ยะ ในภาษาเหนือ แปลว่า อวด หรือ เทียบเชิง เพราะฉะนั้นเวลาเล่น มันจะต้องอวดทุกอย่าง ทั้งฝีมือแล้วก็รูปร่างด้วย โดยเฉพาะผู้ชาย เพราะสมัยก่อนเขาจะถอดเสื้อเล่นกัน แต่จริงๆผู้หญิงก็เล่นได้ โดยใส่เสื้อหรือเกาะอกเอาไว้และจะวางพิณไว้ตรงหน้าอกเหนือขึ้นไปบนกระดูกไหปลาร้าหรือที่หน้าท้องก็ได้แล้วแต่ เมื่อก่อนที่คิดมาหัดเล่นพิณเปี๊ยะ ก็เพราะเรารู้สึกว่าอะไรที่ยิ่งยาก มันยิ่งท้าทาย อีกอย่างคือไม่ค่อยมีผู้หญิงเล่น พอดีมีพี่ชายเล่นอยู่ก่อนชื่อพี่เสรี ชุ่มไชยา เป็นลูกศิษย์พ่อครูวิเทพ กันธิมา จากเชียงใหม่ ได้สอนวิธีการเล่นพิณเปี๊ยะ พอให้เล่นได้บ้าง แต่ไม่มีเครื่องดนตรีเล่น เมื่อเห็นน้องมีความตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง พี่เสรีจึงให้เปี๊ยะ ๒ สายมาเป็นรางวัล ก็ได้ใช้ฝึกเล่นตั้งแต่อยู่มัธยม ฝึกมาเรื่อยๆ ทดลองเล่นมาทุกอย่างถึงได้รู้ใจตัวเองว่าในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมด พิณเปี๊ยะถือเป็นที่ ๑ ในใจเรา"

ครูแดงมีโอกาสได้เล่นในวงสะล้อซอซึงกับเพื่อนชื่อ "วงเอื้องเงิน" และวงดนตรีพื้นเมืองของคนแก่คนเฒ่าในหมู่บ้านตามงานต่างๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมจนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย และด้วยความรักในดนตรีล้านนานี้มากทำให้แม้จะเรียนจบสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ก็ยังกลับมาเลือกทำงานด้านการเผยแพร่การเล่นดนตรีพื้นเมือง รวมทั้งได้สอนพิณเปี๊ยะให้กับเยาวชนในหมู่บ้านและในพื้นที่อำเภอแม่จัน

จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้ใหญ่มอบโอกาสให้ไปเรียนต่อประกาศนียบัตรวิชาชีพครู แล้วกลับมาทำงานเป็นแม่พิมพ์ของชาติ สอนวิชาดนตรีนาฏศิลป์พื้นบ้านล้านนา พร้อมไปกับการเดินสายเล่นดนตรีร่วมกับทีมวัฒนธรรมศิลปินจากเชียงรายในงานกิจกรรมหรือวาระโอกาสพิเศษต่างๆ จนปัจจุบัน กล่าวถึงลักษณะของพิณเปี๊ยะ มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ๑. หัวเปี๊ยะ ทำจากทองเหลืองหรือสำริด หล่อเป็นรูปตัวหัสดีลิงค์ (สัตว์ในวรรณคดีที่มีตัวเป็นนกแต่หัวเป็นช้าง) ๒. คันทวน หรือคันเปี๊ยะ ยาวประมาณ ๑ เมตรเศษ ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้พะยางิ้วดำ ไม้สัก ไม้เกร็ด ไม้ประดู่ ฯลฯ ๓. กะโหลก ทำด้วยเปลือกลูกน้ำเต้าตัดครึ่งลูก หรือกะลามะพร้าว ๔. รัดอก ทำหน้าที่เป็นตัวรัดสายเปี๊ยะเข้ากับตัวกะลาทำให้เกิดเสียง และ ๕. ลูกบิดใช้ในการยึดสายเปี๊ยะเข้ากับตัวคันทวน ทั้งนี้สำหรับสายเปี๊ยะ ครูแดงบอกว่าสมัยก่อนนิยมใช้สายเบรกจักรยานเอามาเลาะให้เป็นเส้นๆ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้สายกีตาร์แทน และสามารถมีได้ตั้งแต่ ๑-๗ สาย แต่ที่นิยมเล่นกันมากที่สุดคือ พิณเปี๊ยะ ๒ สาย และพิณเปี๊ยะ ๔ สาย

"ยิ่งสายเยอะก็จะมีสายประจำตำแหน่งตัวโน้ต แต่ถ้ามีสายเดียว เราต้องไล่เมโลดี้เอง ยิ่งสายน้อยยิ่งต้องใช้นิ้วบังคับเยอะ แต่พิณเปี๊ยะจะมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือถ้าตั้งเสียงแล้วสามารถที่จะกลับสายเป็นเสียงอื่นได้หมดแล้วแต่คนเล่น ไม่เหมือนเครื่องอื่นที่ถ้าเป็นเสียงตัวซอลก็ต้องซอลตลอด ทำให้เพลงเดียวกันสามารถใช้โน้ตต่างกันได้ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำให้พิณเปี๊ยะเล่นยาก จนถึงกับมีคำพูดว่า 'หัดเปี๊ยะสามปี หัดปี่สามเดือน'

วิธีการเล่นพิณเปี๊ยะให้ใช้มือกดสายและถือคันพิณเฉียงกับลำตัว ให้กล่องเสียงวางทาบกับหน้าอกของผู้เล่น ซึ่งผู้เล่นจะบังคับให้เสียงที่ออกจากกล่องเสียงมีความทุ้ม หนักเบา แหลม ฯลฯ เกิดเป็นเสียงได้หลายลักษณะ โดยการขยับกล่องเสียงด้วยมือซ้าย ทำให้เสียงสะท้อนออกมาทางช่องระหว่างกะลากับหน้าอก

"เวลาเล่นพิณเปี๊ยะต้องดีดด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า 'ป๊อก' เพื่อให้เกิดเสียงคม ใส ดังก้องกังวานนานกว่าเสียงธรรมดา ตอนที่เริ่มหัดเล่นใหม่ๆ ครูจะให้ใช้แค่ปลายนิ้วมือ ภาษาเหนือเรียก กระหม่อมมือ ฝึกป๊อกไปเรื่อยๆ จนนิ้วแตก พอแตกแล้วก็จะชาและแข็งไปเลยเหมือนเวลาหัดเล่นกีตาร์ ถ้าหัดดีดป๊อกได้ ทีนี้ก็ไล่โน้ตเล่นได้เลย แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน เขาจะใช้การจำเสียงแบบด้นสดเอามากกว่า"

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมด ด้วยว่ากว่าจะบรรเลงให้ได้ดีนั้นต้องใช้เทคนิคและความชำนาญเป็นอย่างมาก แต่อย่างน้อยในเวลานี้พิณเปี๊ยะก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ปี ๒๕๕๔ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทดนตรี กับทั้งได้รับการสืบต่อโดยคนที่มีความรักในพิณเปี๊ยะด้วยใจอย่างลึกซึ้ง ดังเช่นครูแดง

"พี่ชายที่นับถือเป็นคนหนึ่งที่เพาะบ่มจิตวิญญาณความเป็นศิลปินให้กับเราบอกว่า พิณเปี๊ยะอยู่กับน้องน่ะดีแล้ว เพราะเราเป็นครูสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้ แต่ตัวเขาเป็นศิลปิน การที่จะให้เอาศิลปะวิ่งเข้าไปหาเด็ก มันทำได้ยากกว่า

ยิ่งในยุคปัจจุบันด้วยแล้วต้องไปอยู่ในโรงเรียนนี่แหละถึงจะไปได้กว้าง ซึ่งตอนนี้เด็กที่เก่งกว่าเราก็มีเยอะ เพียงแต่เขาต้องไปเรียนรู้กับครูอีกหลายๆคนถึงจะได้ลวดลายที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่เอาของเราคนเดียว" สำหรับพิณเปี๊ยะ อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนเล่นหรือคนฟังล้วนแต่ต้องใช้ "ใจ" ร่วมในการสัมผัสและซึมซับความงามของเสียงดนตรีแห่งสรวงสวรรค์นี้ไปด้วยกันทั้งสิ้น