จิ้มก้อง

เหตุใดจึงเรียกกันว่า "จิ้มก้อง"
บันทึกวันวาร

ก่อนอื่นขอยืนยันว่า "จิ้มก้อง" คำว่า "ก้อง" ไม่มี ล.ลิง

ก้องเฉยๆ

ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราช ลพบุรี และสมัยกรุงศรีอยุธยา ไทยค้าขายกับต่างประเทศ รวมทั้งจีนด้วย

จีนเป็นประเทศที่ไทยค้าขายด้วยมากที่สุด และคนไทยก็ให้สิทธิแก่คนจีนเสมอด้วยคนไทยทุกประการ

จีนเมื่อ ๖๐๐ ปีเศษมาแล้ว จีนเกิดมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ พระเจ้ากรุงจีนจึงมัวเมาด้วยอำนาจ วาสนา เพราะจีนนั้นแผ่อาณาเขตออกไปกว้างขวาง จนถึงกับไม่ยกย่องกษัตริย์ชาติอื่นๆว่าเป็นฮ่องเต้

ยินยอมให้แค่เพียงอ๋องเท่านั้น

ไม่เลือกว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินประเทศไหนๆ จีนได้รวบรัดเอาว่าเป็นประเทศราช ขึ้นต่อเมืองจีนทั้งนั้น การที่จะไปค้าขายกับจีนจะต้องมีราชสาสน์ และเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีน ที่เรียกกันว่า "จิ้มก้อง" มิฉะนั้นแล้วจะไม่ยินยอมให้เรือของประเทศนั้นๆเข้าไปติดต่ออย่างสะดวกเด็ดขาด

ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในประเภทที่ต้องจิ้มก้อง ทั้งๆที่กษัตริย์ไทยรุ่นสมัยสุโขทัยก็เคยเสด็จเมืองจีนถึงสองครั้ง

จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พบความจริงว่า ไม่รู้ว่ากษัตริย์ไทยกี่พระองค์ถูกปลอมแปลงพระราชสาสน์

ทรงเปิดเผยว่า เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้ว เมื่อพวกคนจีนกวางตุ้งพากันเข้ามาค้าขายในเมืองไทย พากันร่ำรวยไปตามๆกัน คนจีนเหล่านี้ก็กระจายข่าวไปว่า เมืองไทยเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินสะดวกสบาย ต่างก็พากันอพยพเข้ามาค้าขาย ลงทุนต่อเรือสำเภาบรรทุกสินค้าต่างๆในเมืองไทยไปขายยังเมืองจีน แล้วก็นำสินค้าจากจีนเข้ามาขายในเมืองไทย ร่ำรวยไปตามๆกัน

ครั้งหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินไทยมีพระราชประสงค์ที่จะแต่งสำเภาหลวงไปค้าขายที่เมืองจีนบ้าง ก็ทรงปรึกษากับคนจีนที่เข้ามาอยู่เมืองไทย บรรดาคนจีนต่างก็เพ็ดทูลว่าถ้าพระเจ้าแผ่นดินไทยมีพระราชประสงค์จะไปทำการค้าขายที่เมืองจีนแล้ว จะต้องมีพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการพอสมควร ให้ทูตไทยนำไปเจริญพระราชไมตรี สร้างสันถวไมตรีกับพระเจ้าแผ่นดินจีนเสียก่อน จึงจะให้สำเภาไทยไปค้าขายเมืองจีนได้สะดวก แล้วคนจีนเหล่านั้นก็อาสารับว่าตนจะนำทูตไทยไปให้ถึงนครปักกิ่ง เมืองหลวงของจีนทีเดียว

พระเจ้าแผ่นดินไทยคงจะทรงเชื่อว่าเป็นความจริง ก็โปรดฯให้เจ้าพนักงานแต่งพระราชสาสน์เป็นภาษาไทย ความว่า

"ขอเป็นทางพระราชไมตรีต่อกรุงปักกิ่ง เพื่อประโยชน์จะไปค้าขาย"

พระราชสาสน์นั้นให้จาร (เขียน) ลงในแผ่นทองคำ แล้วม้วนใส่กล่องทองคำ ประดับพลอยสีต่างๆ และได้โปรดฯให้พระยาพระคลังมีหนังสือไปถึงลิปูตาทั่ง เสนาบดีผู้ใหญ่ในกรุงปักกิ่ง แล้วไปถึงต๋งตกเจ้าเมืองกวางตุ้ง

ครั้นแล้วคนจีนที่รับอาสาเป็นนายหน้าก็กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินไทยถึงอุปสรรคข้อขัดข้อง ต่อไปว่า

"ในแผ่นดินจีน ไม่มีผู้ใดที่แปลภาษาไทยได้ และจะเป็นล่ามให้ก็ไม่มี ครั้นพวกตนจะอาสาแปลไปเอง ก็ดูเหมือนว่าไปพูดเล่นตามใจชอบ ไม่มีหลักฐาน คนจีนที่เมืองจีนคงไม่เชื่อ กลับจะคิดผิดไปต่างๆนานา"

ตามธรรมเนียม พระเจ้าแผ่นดินจะทรงพระราชสาสน์ด้วยพระองค์เอง จะให้ล่ามแปลก็หาไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินไทยก็ยอมให้พวกจีนเหล่านั้นแต่งพระราชสาสน์ ซึ่งเป็นอักษรไทยและข้อความไทย

แต่การณ์กลับกลายไปว่า พวกจีนที่เป็นล่ามนั้น ยักย้าย เปลี่ยนสาสน์เสียใหม่ตามใจชอบของตัวเอง โดยไม่ให้ไทยได้รับรู้ว่าได้เปลี่ยนข้อความเป็นอย่างอื่น ใจความว่า

"พระเจ้าแผ่นดินไทย ลุกขึ้นยืน กุ๋ย ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินกรุงปักกิ่ง และขอถวายเมืองเป็นเมือง 'ก้อง' สามปีครั้งหนึ่ง ขอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงปักกิ่ง ทรงอนุญาต ซึ่งเป็นเอกอุดมยิ่งกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งปวงในโลก ขอให้พระเจ้ากรุงปักกิ่งทรงพระกรุณาอนุญาตให้สำเภาของพระเจ้าแผ่นดินไทยได้ไปค้าขายที่เมืองจีน เหมือนได้โปรดให้สั่งซื้อสิ่งของบนสรวงสวรรค์มาใช้ในโลก เมืองไทยไกลทะเล กันดารนั้นเถอะ"

จากนั้นก็ได้มีการแต่งทูตานุทูต ผู้มีบรรดาศักดิ์ให้ออกเรือไปกับจีนพวกนั้นด้วย มิหนำซ้ำยังทรงแต่งตั้งคนจีนกลุ่มนั้นให้เป็นขุนท่องเสือใหญ่ และขุนท่องเสือน้อย คือผู้นำข่าวสารต่างๆไปเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนออกรับพระราชสาสน์และทูตไทยรับเมืองไทยเป็นเมืองก้อง คือรับอย่างหัวเมืองขึ้น แล้วพระราชทาน "หอง" แต่งตั้งพระเจ้าแผ่นดินไทยอย่างหัวเมืองขึ้น คำว่า "หอง" นั้นเปรียบเสมือนว่าไทยเป็นหัวเมืองของจีนนั่นเอง

ส่วนพระราชสาสน์ของพระเจ้ากรุงปักกิ่งที่มีมายังเมืองไทยนั้น เมื่อมาถึงพวกจีนท่องเสือผู้เป็นล่ามก็แปลเอาดีใส่ตัวว่า "ทางกรุงปักกิ่งยอมรับว่าไทยเป็นพี่น้องสนิทกัน"

หนังสือ หอง ล่ามก็แปลเสียใหม่ว่า เป็นหนังสือที่พระเจ้ากรุงปักกิ่งอวยพรให้แก่ไทยทั้งสิ้น และพระเจ้าแผ่นดินไทยทุกพระองค์ก็เชื่อว่าท่องเสือเป็นผู้นำสาสน์และพาทูตไทยไป และตั้งแต่นั้นมาแผ่นดินไทยก็แต่งทูตานุทูตไปจิ้มก้องกรุงปักกิ่งเป็นประจำมิได้ขาด

ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่ารายการนี้ถูกต้มแล้ว ก็กลับพระทัยไม่ส่งจิ้มก้องไปบรรณาการจีนอีกต่อไป แต่เพื่อ "บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น" จึงโปรดฯให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี มีหนังสือถึงนายห้างปุนกัง ซึ่งเป็นกลางเจ้าจำนำไปแจ้งต่อต๋งต๊ก หรือเจ้าเมืองกวางตุ้งว่า ปีชวด พ.ศ.๒๓๙๕ ได้โปรดฯส่งทูตไทยไปปักกิ่งได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงจีนฮำฮอง เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ขากลับเมื่อคณะทูตไทยได้เดินบกมาจากปักกิ่งถึงเมืองเอียงเชียงกุย ถูกพวกโจร "ไต้เผ็ง" ปล้นกลางทาง โจรปล้นฆ่าจินหง ผู้เป็นท่องเสือใหญ่ตาย และโจรฉกชิงเอาเครื่องบรรณาการที่พระเจ้ากรุงจีนตอบแทนกับทรัพย์สมบัติพวกทูตไปหมด โจรก็ลอยนวล จับไม่ได้

ต่อมาจีนเกิดกบฏนักมวย และสงครามฝิ่น ถ้าให้ทูตไปก็เกรงจะมีอันตรายกลางทาง รอให้จีนมีภาวะบ้านเมืองเป็นปกติจะได้คิดอ่านส่งทูตไปใหม่

ต่อมาปีกุน พ.ศ.๒๔๑๘ นายห้างปุนกัง เจ้าจำนำของไทยก็แจ้งมาว่า "ต๋งต๊ก" หรือเจ้าเมืองกวางตุ้งสั่งให้ทวงก้อง โดยอ้างว่าจีนขณะนี้อยู่ในภาวะปกติแล้ว พร้อมกับตอบจดหมายที่พระยาโชฎึกราชเศรษฐีมีไป

ไทยถกเถียงกันมาก ว่าจะจิ้มก้องต่อไปดีหรือไม่

ทูตไทยรอฟังคำตอบที่ว่าขอให้ทูต (เรือสินค้าไทย) เปลี่ยนจากขึ้นท่าที่ต้องจิ้มก้อง เป็นไปขึ้นที่ท่าเมืองเทียนจิ้นเหมือนเรือทูตฝรั่งอังกฤษไปจอดขึ้นสินค้า

ไทยรอคำตอบอยู่ แต่ก็เงียบหายไป ไม่ปรากฏว่าจีนทวงจิ้มก้องมาอีกเลย