พระมหากรุณาธิคุณสู่ชาวเขา ขจัดฝิ่นจากแผ่นดินไทย

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

...ก่อนที่จะเป็นโครงการหลวงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปตามดอยต่างๆ ไม่ทราบว่ากี่ร้อยครั้ง ลงจากรถพระที่นั่ง เฮลิคอปเตอร์ แล้วก็ต้องทรงพระดำเนินต่อไปอีกหลายกิโลเมตร พระราชประสงค์ที่ทรงจัดตั้งโครงการหลวง ก็เพื่อที่จะช่วยชาวไทยภูเขาให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ ในการเลี้ยงชีพ ปลูกพืชที่มีประโยชน์...” พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ใน พ.ศ. ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับที่ทั้งสองพระองค์จะได้ทรงใช้เป็นที่ประทับเพื่อประกอบพระราชกรณียกิจ และทรงงานเพื่อพัฒนาช่วยเหลือราษฎรในจังหวัดภาคเหนือ และให้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะด้วย

ในเวลานั้น จังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีชนเผ่าเร่ร่อนหลายเผ่า เช่น เผ่าอีก้อ ม้ง มูเซอ ลีซอ เย้า และกะเหรี่ยง เดินทางข้ามไปมาระหว่างพรมแดนไทย พม่า และลาว บรรดาชาวเขาเหล่านี้ มีชีวิตอยู่อย่างเป็นเอกเทศด้วยการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชาวเขา ใน พ.ศ. ๒๕๑๒ เมื่อทรงทราบถึงปัญหาและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาแล้ว จึงมีพระราชดำริให้เริ่มต้นโครงการเพื่อช่วยชาวเขาได้ปลูกพืชที่มีรายได้แทนการปลูกฝิ่นด้วยการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อซื้อที่ดินเพื่อจัดตั้งโครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการหลวงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓

โครงการหลวงมีสถานีทดลองอยู่ ๖ แห่ง บนภูเขาที่ดอยอ่างขาง ปางตะ แม่ลอด ดอยอินทนนท์ ดอยปุย และดอยขุนวาง ผลิตผลของโครงการหลวงนี้ทำให้ชาวเขาที่ร่วมโครงการมีรายได้สามารถเลี้ยงตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังได้รับการศึกษาเช่นคนไทยพื้นราบทั่วๆ ไป ผลผลิตของโครงการหลวงนอกจากนำออกมาจำหน่ายในตลาดอย่างแพร่หลายแล้ว ยังสามารถส่งออกสตรอเบอร์รี่แช่แข็งและข้าวโพดอ่อนไปยังตลาดต่างประเทศ และมีผลทำให้การปลูกฝิ่นสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา