"กษัตริย์นักพัฒนา"

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องใจโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ใน พ.ศ.๒๕๐๕ เมืองไทยเกิดวาตภัยขึ้นที่แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๕ อันเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายนั้น ในขณะเดียวกันเหตุการณ์ร้ายนี้ก็แสดงให้เห็นชัดถึงความเป็น "กษัตริย์นักพัฒนา" ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วกันด้วย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ทรงใช้สื่อเป็นตัวกลางเพื่อช่วยเหลือประชาชน

เมื่อคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๕ ได้เกิดพายุโซนร้อนชื่อ "แฮเรียต" พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทย ยังความเสียหายให้เกิดแก่จังหวัดภาคใต้ถึง ๑๒ จังหวัด วาตภัยครั้งนั้นเกิดลมพายุโซนร้อนเป็นพายุหมุนพัดเข้าเต็มพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีความเร็วประมาณ ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งแรงลมที่พัดใส่อาคารบ้านเรือนโยกคลอน หลังคาหลุดปลิวและลอยทั่วไปทั้งจังหวัด แล้วแรงคลื่นยักษ์ ซึ่งสูงกว่า ๒-๓ เมตร ยังโถมพัดเข้าใส่แหลมตะลุมพุกจนหมู่บ้านขนาดประชากร ๔,๐๐๐ คนราบเรียบเหลืออยู่เพียง ๕ หลังเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัยและทรงติดต่อขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศไว้แล้ว ขอให้รีบเดินทางไปช่วยเหลือโดยด่วน ขณะนั้น กรมประชาสงเคราะห์ ได้เตรียมสิ่งของไว้พร้อมแล้ว จึงเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๐๕ นายปกรณ์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย อาทิ หลวงอรรถวิภาคไพศาลย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และหลวงยุกตเสวีวิวัฒน์ อธิบดีกรมโยธาเทศบาล โดยมี นายประวิทย์ หาญณรงค์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเลขานุการคณะ ได้เดินทางไปพร้อมกับแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกาได้มีกระแสรับสั่งให้ร่วมเดินทางไปกับกรมประชาสงเคราะห์เพื่อทำการสงเคราะห์และบรรเทาทุกข์ในครั้งนี้ด้วย

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศเชิญชวนผู้มีใจกุศลรับบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วนทางสถานีวิทยุ อ.ส.พระราชวังดุสิต มีประชาชนทั่วประเทศบริจาคเงินทองและสิ่งของโดยเสด็จพระราชกุศลจำนวนมาก โดยเฉพาะเงินสดได้รับบริจาคถึงกว่า ๑๐ ล้านบาท นอกไปจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำสิ่งของและเงินทองไปบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัย ซ่อมแซมโรงเรียน วัด สุเหร่า จัดอาหารที่พักอาศัย ในขณะที่ทางกรมประชาสงเคราะห์ได้จัดสร้างบ้านนครศรีธรรมราชเป็นที่เลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กกำพร้าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะเลี้ยงดูตัวเองได้ ซึ่งหลังจากที่ได้ใช้จ่ายไปในการเหล่านี้ทั้งสิ้นแล้ว ก็ยังคงเหลือเงินอีกถึง ๓ ล้านบาท

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้จัดตั้ง "มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" ขึ้น เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ทั้งยังได้ทรงรับมูลนิธินี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์มีวัตถุประสงค์มุ่งช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบสาธารณภัยทั่วไปในประเทศโดยฉับพลัน ซึ่งยังผลให้กองทุนนี้ที่มีเพียงแค่ ๓ ล้านบาทในปีแรกเพิ่มขึ้นมาถึง ๑๒ ล้านบาท ภายในเวลาอันรวดเร็ว นอกเหนือไปจากการที่มีบรรดาอาสาสมัครซึ่งผ่านการอบรมโดยทุนทรัพย์ของตนเองและพร้อมที่จะออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในยามที่มูลนิธิต้องการมากถึง ๖๐๐ คน